<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Cholwich's blog &#187; traffic</title>
	<atom:link href="http://cholwich.org/wordpress/tag/traffic/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://cholwich.org/wordpress</link>
	<description>Just another blog of mine</description>
	<lastBuildDate>Thu, 02 Jun 2011 02:00:25 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>จราจรกับหลักเหตุผล</title>
		<link>http://cholwich.org/wordpress/2009/06/28/%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%9c%e0%b8%a5/</link>
		<comments>http://cholwich.org/wordpress/2009/06/28/%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%9c%e0%b8%a5/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 28 Jun 2009 16:57:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>cholwich</dc:creator>
				<category><![CDATA[thought]]></category>
		<category><![CDATA[bangkok]]></category>
		<category><![CDATA[traffic]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cholwich.org/wordpress/?p=341</guid>
		<description><![CDATA[แม้ว่าผมจะขับรถเป็น สอบใบขับขี่มานานแล้ว (นานพอที่ทำให้มีใบขับขี่แบบตลอดชีพได้) แต่ผมเพิ่งจะได้ขับรถจริงๆ จังๆ แค่ประมาณ 4 ปีเท่านั้นแหละ หลังจากเริ่มมาทำงานนอกเมือง รถก็กลายเป็นสิ่งจำเป็นอันดับต้นๆ ในการดำเนินชีวิต แต่ยิ่งขับรถในเมืองกรุงก็ยิ่งรู้สึกถึงความไม่มีเหตุผล อย่างเช่น เวลาผมขับรถออกจากซอยหรือสถานที่อะไรบางแห่ง แล้วจะเลี้ยวซ้ายเข้าถนน หลักเหตุผลของผมก็คือ ผมควรจะหันไปมองเฉพาะรถทางด้านขวา ถ้าไม่มีรถวิ่งมาผมก็น่าจะออกรถไปได้เลย แต่ผมก็พบว่ามันไม่ถูกต้อง ผมต้องมองทั้งด้านซ้ายและขวา (หลายๆ หน) เพราะด้านซ้ายมักจะมีพี่มอเตอร์ไซค์ (หลังๆ รถยนต์ก็เอาด้วย) วิ่งสวนทางมาเสมอ แถมบางคนยังไม่มีทีท่าจะหยุดหรือชลอด้วย เวลาเจอทางแยกหรือทางโค้ง ที่มีการแบ่งเลนแยกทางเดินรถ ซึ่งผมควรจะขับรถตรงต่อไปตามทางของผม เหตุผลแบบการจราจรไทย คือ ผมควรจะต้องชลอรถบ้างเป็นบางครั้ง เพราะจะมีรถยนต์ (โดยเฉพาะแท็กซี่) ที่เลือกเข้าช่องทางผิด จะพยายามถอยหลังช้าๆ เพื่อย้อนมาตรงทางแยก จะได้เปลี่ยนทางได้โดยไม่ต้องไปหาทางกลับรถ เหตุการณ์นี้จะแปรผันตรงกับราคาน้ำมัน ยิ่งน้ำมันแพงจะยิ่งพบบ่อยมาก เลิกเถอะครับ ผมไม่ได้กลัวรถพี่โดนชนหรอก แต่ผมกลัวผมชนรถพี่ แล้วผมต้องมาเสียเวลากับเรื่องแบบนี้ เวลาผมขับรถมาตามทางตรงปกติ แล้วเจอทางแยกซึ่งผมจะเลี้ยวขวา ผมก็ควรจะดูรถทั้งข้างหน้าและข้างหลัง เพราะพี่ที่ขับรถมาข้างหลังอาจจะใจร้อน แซงรถผมออกทางขวา และเลี้ยวขวาไปพร้อมๆ กัน ทำให้รถผมที่กำลังหักเลี้ยวขวา ไปประจันด้านข้างของรถพี่เขาได้พอดี นอกจากนี้ถ้าผมขับรถอยู่เลนซ้ายสุด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>แม้ว่าผมจะขับรถเป็น สอบใบขับขี่มานานแล้ว (นานพอที่ทำให้มีใบขับขี่แบบตลอดชีพได้) แต่ผมเพิ่งจะได้ขับรถจริงๆ จังๆ แค่ประมาณ 4 ปีเท่านั้นแหละ หลังจากเริ่มมาทำงานนอกเมือง รถก็กลายเป็นสิ่งจำเป็นอันดับต้นๆ ในการดำเนินชีวิต แต่ยิ่งขับรถในเมืองกรุงก็ยิ่งรู้สึกถึงความไม่มีเหตุผล อย่างเช่น</p>
<p>เวลาผมขับรถออกจากซอยหรือสถานที่อะไรบางแห่ง แล้วจะเลี้ยวซ้ายเข้าถนน หลักเหตุผลของผมก็คือ ผมควรจะหันไปมองเฉพาะรถทางด้านขวา ถ้าไม่มีรถวิ่งมาผมก็น่าจะออกรถไปได้เลย แต่ผมก็พบว่ามันไม่ถูกต้อง ผมต้องมองทั้งด้านซ้ายและขวา (หลายๆ หน) เพราะด้านซ้ายมักจะมีพี่มอเตอร์ไซค์ (หลังๆ รถยนต์ก็เอาด้วย) วิ่งสวนทางมาเสมอ แถมบางคนยังไม่มีทีท่าจะหยุดหรือชลอด้วย</p>
<p>เวลาเจอทางแยกหรือทางโค้ง ที่มีการแบ่งเลนแยกทางเดินรถ ซึ่งผมควรจะขับรถตรงต่อไปตามทางของผม เหตุผลแบบการจราจรไทย คือ ผมควรจะต้องชลอรถบ้างเป็นบางครั้ง เพราะจะมีรถยนต์ (โดยเฉพาะแท็กซี่) ที่เลือกเข้าช่องทางผิด จะพยายามถอยหลังช้าๆ เพื่อย้อนมาตรงทางแยก จะได้เปลี่ยนทางได้โดยไม่ต้องไปหาทางกลับรถ เหตุการณ์นี้จะแปรผันตรงกับราคาน้ำมัน ยิ่งน้ำมันแพงจะยิ่งพบบ่อยมาก เลิกเถอะครับ ผมไม่ได้กลัวรถพี่โดนชนหรอก แต่ผมกลัวผมชนรถพี่ แล้วผมต้องมาเสียเวลากับเรื่องแบบนี้</p>
<p>เวลาผมขับรถมาตามทางตรงปกติ แล้วเจอทางแยกซึ่งผมจะเลี้ยวขวา ผมก็ควรจะดูรถทั้งข้างหน้าและข้างหลัง เพราะพี่ที่ขับรถมาข้างหลังอาจจะใจร้อน แซงรถผมออกทางขวา และเลี้ยวขวาไปพร้อมๆ กัน ทำให้รถผมที่กำลังหักเลี้ยวขวา ไปประจันด้านข้างของรถพี่เขาได้พอดี</p>
<p>นอกจากนี้ถ้าผมขับรถอยู่เลนซ้ายสุด ด้านซ้ายของผมมีแต่ไหล่ทาง ผมก็ไม่ควรจะขับชิดไหล่ทางจนเกินงาม มิฉะนั้นอาจจะโดนบีบแตรไล่ โดยพี่ที่ขับรถตามมา ซึ่งอาจจะรู้สึกไม่ทันใจ ก็จะแซงซ้ายมาทางไหล่ทางได้ และถ้าริจะขับอยู่เลนซ้าย ก็ควรจะขับรถให้เร็วพอสมควร เพราะพี่บางคนก็อาจจะเปิดไฟสูงไล่ หลังจากที่พี่เขาไล่รถทางขวาแล้วไม่หลบให้ เขาก็จะมาไล่รถทางซ้ายด้วย (แล้วจะให้ตู หลบไปขับเลนไหนฟะ)</p>
<p>สุดท้ายผมรู้สึกว่าปัญหาการจราจรเมืองกรุงจริงๆ แล้วแก้ไม่ยากครับ ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีอะไร ไม่ต้องสร้างถนนหรือสะพานลอยฟ้าหลายๆ ชั้นหรอก ผมรู้สึกว่ามันแก้ง่ายๆ ที่วิธีการใช้รถใช้ถนนของคนกรุงนี่แหละครับ ผมไม่เข้าใจว่าเราจะใจร้อนกันไปถึงไหน (ช่วงหนึ่ง ผมก็เคยใจร้อนมากๆ นะ แต่ความสามารถในการปาดไปปาดมาไม่ถึงเลยเลิกแล้ว) ขับรถก็ค่อยๆ ไปก็ได้ครับ ไปถึงช้าอีกนิดนึงก็คงไม่ทำให้เสียเงิน หรือเสียอะไรมากนักหรอก อย่างเช่น ถ้ารถมันติด (อาจจะเกิดจากคอขวดข้างหน้า) รถข้างหน้าวิ่งช้ากันอยู่แล้ว พี่ๆ ก็อย่าแซงซ้ายหรือขวา เปิดช่องทางใหม่ไปเบียดเข้าเลย ถ้าพี่ๆ ไม่ทำแบบนั้นผมว่ามันก็ไปกันได้เรื่อยๆ เสียเวลาไม่นานหรอก พอพี่ๆ ไปเบียดแทรกกัน สุดท้ายก็ไปกันได้ไม่กี่คัน ที่เหลือติดกันยาวเป็นหางว่าว พี่ก็ไปกินช่องคนอื่น ทำเอาคนที่ไปต้องติดพลอยติดไปด้วยอืก (กรณีนี้ผมอยากให้ตำรวจไปจับมากที่สุด แต่เวลารถติดๆ ตำรวจก็มักจะไม่จับ)</p>
<p>ผมว่านอกจากรณรงค์เมาไม่ขับแล้ว เราน่าจะมารณรงค์ขับแล้วไม่ใจร้อนด้วยครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cholwich.org/wordpress/2009/06/28/%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%9c%e0%b8%a5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

