Archive

Posts Tagged ‘teaching’

ITS331 Info Tech I Lab

May 15th, 2008

วันก่อนเขียนเรื่อง ITS325 ไปแล้ว วันนี้ขอเขียนถึงวิชาที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องในเทอมหน้าอีกวิชาหนึ่ง คือ “ITS331 Information Technology I Lab” หรือที่เด็กๆ นิยมเรียกกันว่าแล็บดาตาเบส เพราะว่าเนื้อหาบางส่วนเกี่ยวข้องกับฐานข้อมูล แถมคนสอนก็สอนวิชาระบบจัดการฐานข้อมูลด้วย

วิชานี้เป็นการฝึกปฎิบัติที่เกี่ยวกับการใช้งาน database กับ web programming ขั้นต้น ดังนั้นเนื้อหาส่วนใหญ่ก็จะเน้นไปที่ LAMP เริ่มต้นตั้งแต่การติดตั้ง Linux ฝึกเขียน HTML/CSS และ Javascript ไปจนกระทั่งใช้ PHP กับ MySQL

เท่าที่ประสบมาในปีก่อน (ปีที่แล้วจะไม่ได้ดูแลโดยตรงเท่าไหร่) วิชานี้จะมีปัญหาอยู่พอสมควร คือเนื้อหาที่สอนอาจจะไม่ได้น่าสนใจมากนัก เด็กหลายๆ คน เรียนและฝึกด้วยตัวเอง จนกระทั่งใช้ linux หรือทำ web application ได้อยู่แล้ว ก็จะรู้สึกว่ามันไม่น่าสนใจ แต่ที่เหลือส่วนใหญ่จะไม่มีความรู้เกี่ยวกับพวกนี้เลย เรียกว่า พวกที่เป็นก็ทำเป็นจนทำงานได้แล้ว ไม่ต้องเรียนก็ได้ แต่พวกไม่เป็นก็ไม่เป็นอะไรเลยสักอย่าง ทำให้ลำบากอยู่พอควร นอกจากนี้แล็บนี้ยังเป็นแล็บแรกที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับวิชาเรียนโดยตรง คือไม่ใช่เรียนในวิชาบรรยายมา แล้วมาทำแบบฝึกหัดอย่างเดียว เหมือนแล็บในปีหนึ่งหรือปีสอง เนื่องจากเนื้อหาส่วนใหญ่ไม่ได้เกี่ยวกับวิชาฐานข้อมูล ที่นี้พอต้องสอนบรรยายในห้องแล็บ ปัญหาก็เกิดขึ้นเพราะนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ มีสิ่งต่างๆ มาดึงดูดความสนใจออกไปเยอะ

ในปีการศึกษาหน้า ก็เลยพยายามจะปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนใหม่ คือ การบรรยายในช่วงแรกจะทำในห้องบรรยาย อาจจะแค่ครึ่งหรือหนึ่งชั่วโมง ให้เข้ามานั่งฟังอธิบายต่างๆ ให้เรียบร้อยซะก่อน แล้วจึงแยกย้ายกันไปทำแบบฝึกหัดให้ห้องแล็บ คิดว่าน่าจะลดปัญหาหลายๆ อย่าง ส่วนเรื่องเนื้อหาก็พยายามจะเอาอะไรใหม่ๆ ใส่เข้ามาบ้าง เผื่อว่าจะทำให้มันดูน่าสนใจขึ้น

อีกคำถามหนึ่งที่ผมโดนถามทุกปี ก็คือ “ทำไมไม่สอน oracle ภาคฯ ข้างๆ เขายังสอนเลย” จริงๆ ผมก็เคยสอน oracle เหมือนกัน แต่สอนไปแล้วก็ไม่เห็นประโยชน์เท่าไหร่ เพราะถ้าเข้าใจแนวคิด เข้าใจ SQL จะใช้ DBMS ตัวไหนก็ไม่น่าจะต่างกันสักเท่าไหร่ สุดท้ายนี้เอาแผนคร่าวของแล็บมาแปะไว้หน่อยล่ะกัน

  1. Linux Installation + Tutorials
  2. HTML + CSS
  3. Javascript
  4. JQuery
  5. Introduction to PHP
  6. Midterm examination
  7. MySQL
  8. PHP with mySQL
  9. Cookie and Sessions
  10. Ajax with JQuery
  11. Project Development
  12. Final examination

Uncategorized

ITS325 Computer Architecture

April 21st, 2008

เนื่องจากเทอมหน้าจะเปลี่ยนไปสอนวิชา Computer Architecture วิชาเทอมต้นนี่เปลี่ยนมาหลายวิชาแล้ว ทำงานมาสามปี ไม่เคยสอนซ้ำกันซักปี ปีแรกสอนภาษาซีครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งสอนวิชา Foundation of Information Systems วิชาที่หายไปจากหลักสูตรแล้ว ปีที่สองก็ไปสอน DBMS ครึ่งหนึ่ง กับ Intelligent Systems อีกครึ่งหนึ่ง วิชาหลังนี่แปลงกายมาเป็น Artificial Intelligence ในหลักสูตรใหม่ แถมย้ายไปอยู่เทอมหลัง ปีที่แล้วกลับไปสอนภาษาซีอีกครั้งหนึ่งแต่คราวนี้สอนเต็มตัวเลย ปีหน้าด้วยเหตุการณ์หลายๆ อย่าง เลยทำให้ได้ไปสอน Computer Architecture แทน ก็เลยต้องเตรียมตัวกันพอสมควร

Computer Architecture มีเป้าหมายให้นักศึกษาเข้าใจหลักการทำงานพื้นฐานภายในระบบคอมพิวเตอร์ ผมยังเชื่อว่าวิชานี้เป็นความรู้พื้นฐานที่สำคัญสำหรับนักศึกษาที่เรียนทางด้านนี้ แม้ว่าปัจจุบันระบบซอฟท์แวร์จะทำสิ่งต่างๆ ซ้อนไว้หลายชั้น จนเราแทบจะไม่จำเป็นต้องสนใจหรือเข้าใจว่าระบบทำงานยังไง เราก็สามารถสร้างซอฟท์แวร์หรือแอพพลิเคชันได้ แต่สุดท้ายถ้าอยากทำซอฟท์แวร์ที่ใช้ประสิทธิภาพสูงสุดของระบบจริงๆ ก็จำเป็นที่จะต้องเข้าใจสิ่งต่างๆ เหล่านี้

ปัญหาของการเรียนวิชานี้ก็คือ ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ทฤษฎี หรือวิธีการต่างๆ จนบางครั้ง นักศึกษาคิดว่าเป็นวิชาท่องจำ หรือบางครั้งก็เน้นไปที่การออกแบบฮาร์ดแวร์ ซึ่งอาจจะไม่เหมาะกับนักศึกษาที่เพิ่งเริ่มเรียนปีที่สองในมหาวิทยาลัย และยังเป็นเทอมแรกที่เรียนวิชาเฉพาะสาขาด้วย นอกจากนี้นักศึกษาที่จะสอนก็เป็นนักศึกษาสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ กับเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่จะเรียน Digital Circuits ในเทอมเดียวกัน แถมเป้าหมายของหลักสูตรก็อยากจะให้นักศึกษาเหล่านี้จบไปทำงานในสาขาทางด้านซอฟท์แวร์ หรือไปทางในเชิงทฤษฎี

สุดท้ายก็ไปเจอหนังสือ Computer Systems: A Programmer’s Perspective ที่พัฒนาโดยอาจารย์จาก CMU ที่เจอปัญหาคล้ายๆ กัน เลยเปลี่ยนวิธีการสอนใหม่ เป็นการเรียนรู้สถาปัตยกรรม หรือการทำงานของคอมพิวเตอร์ ผ่านทางการเขียนโปรแกรม และการทดลองด้วยภาษาซี เพื่อทำให้ผู้เรียนกลายเป็นโปรแกรมเมอร์ที่เข้าใจการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ และสามารถเขียนโปรแกรมที่ดึงความสามารถของระบบออกมาได้เต็มที่ จริงๆ แล้ว Matt ก็เคยใช้หนังสือเล่มนี้สอนเมื่อสามปีก่อนเหมือนกัน ได้เวลาเริ่มทำสไลด์ประกอบการสอนแล้ว คงจะได้สนุกกับวิชานี้อีกเทอมหนึ่งล่ะ ถ้ามีเวลาอยากสอนเขียนโปรแกรมที่ใช้พวก SSE หรือ MMX เพิ่มด้วยนะ แต่หวังว่าคงจะไม่ใช่คนสอนสนุกอยู่คนเดียวนะ :)

teaching ,

ฝึกงาน

May 25th, 2007

ในหลักสูตรของภาควิชาฯ การฝึกงานถือเป็นวิชาบังคับ ที่นักศึกษาทุกคนจะต้องผ่าน ทั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเป็นการเตรียมตัว ให้นักศึกษาเข้าใจสถานการณ์จริงที่ตัวเองต้องประสบหลังจากจบการศึกษาแล้ว ในหลักสูตรส่วนใหญ่มักจะกำหนดจำนวนชั่วโมง หรือจำนวนวันขั้นต่ำที่นักศึกษาจะต้องไปใช้ชีวิตในบริษัทหรือองค์กรภายนอก ซึ่งไม่ใช่แค่ไปให้เขาเห็นหน้าให้ครบตามจำนวนชั่วโมง แต่ต้องแบกความรับผิดชอบ และความเป็นผู้ใหญ่ไปด้วย หมายความว่านักศึกษาควรจะเตรียมตัวให้พร้อม และเตรียมใจไว้ด้วย ว่าเราคือพนักงาน (ชั่วคราว) คนหนึ่งขององค์กรนั้น นอกจากนี้ระหว่างฝึกงานก็ควรจะมีความกระตีอรือร้นที่จะเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ เพราะสิ่งที่เรียนในมหาวิทยาลัยจะเน้นแค่ทฤษฎี หรือหลักการกว้างๆ ที่นักศึกษาควรเข้าใจ แต่องค์กรธุรกิจอาจจะมีวิธีการทำงาน หรือความรู้เฉพาะด้านที่จะต้องศึกษาเพิ่มเติม นอกจากนี้ควรสังเกตวิธีการทำงาน วัฒนธรรมองค์กร ไปพร้อมๆ กับการมองหาจุดด้อยของตัวเอง เพื่อที่หลังจากการฝึกงานแล้ว จะได้ใช้เวลาที่เหลืออีกหนึ่งปี เตรียมตัวให้พร้อมที่จะก้าวสู่โลกแห่งความเป็นจริงต่อไป

วันนี้มาบ่นอีกแล้ว หลังจากได้รับโทรศัพท์สายหนึ่ง รู้สึกจะเป็นความผิดพลาด และอ่อนประสบการณ์ของตัวเองอีกแล้ว

internship, teaching, university ,

จบไปหนึ่งคน

May 23rd, 2007

หลังจากเป็นครูมาได้สองปี ในที่สุดก็สามารถทำให้นักเรียนปริญญาโทคนแรกเรียนจบได้ (จริงๆ ก็ยังไม่จบแบบสมบูรณ์นัก แต่ในแง่งานวิจัยนั้นจบแล้ว สำหรับตัวเองแล้ว ขออนุโลมว่าจบล่ะกัน และเขากลับบ้านไปแล้ว) รู้สึกโล่งใจขึ้นเยอะ อย่างน้อยก็สามารถสร้างนักวิจัยรุ่นเล็กขึ้นมาได้อีกหนึ่งคน ที่รู้สึกดีใจก็เพราะการเรียนปริญญาโทที่นี่ไม่ง่ายเหมือนที่อื่นๆ เพราะเป็นการเรียนแบบทำวิจัย มีวิชาเรียนแค่ 4 วิชา (จริงๆ แล้ว 2 วิชา คือ Advanced Engineering Mathematics กับ Research Methodology ที่เหลือเป็นวิชาเชิงสัมมนาไม่ได้เรียนจริงๆ จังๆ เท่าไรนัก) จะจบการศึกษาได้ก็ต่อเมื่อมีงานวิจัยตีพิมพ์ใน International Conference อย่างน้อย 1 ฉบับ และ National Journal อย่างน้อย 1 ฉบับ ซึ่งเขาก็ตีพิมพ์ International Conference ไป 3 ฉบับ (ได้ Best Student Paper Award 1 รางวัล) กับ National Journal อีก 1 ฉบับ และกำลังจะส่ง International Journal อีก 1 ฉบับ ผลงานดีทีเดียว

จะว่าไปแล้ว รับนักศึกษาคนนี้มาแบบไม่ทันได้ตั้งตัว เขาเป็นคนเนปาลที่ได้ทุนจากธนาคารพัฒนาเอเชีย แล้วมาถึงก็มีปัญหาว่ายังไม่มีอาจารย์คนไหนยอมรับเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ซึ่งตามกฎของสถาบันแล้ว นักศึกษาทุกคนจะมีอาจารย์ที่ปรึกษาตั้งแต่เข้าศึกษา ฉะนั้นเขาจะต้องหาใครรับเป็นที่ปรึกษาให้ได้ มิฉะนั้นก็จะถูกส่งกลับ แล้วก็จะไม่ได้ทุน รู้สึกว่าเรื่องมันเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนที่เราจะเข้ามาทำงานที่นี่ แต่ที่ได้ยินมาคือถูกส่งไปเจออาจารย์แทบจะทั่วสถาบัน แต่ยังไม่มีใครรับปาก สุดท้ายเลยกลับมาที่ภาควิชา และก็กำลังจะเปิดเรียน เราก็เป็นอาจารย์ใหม่เพิ่งมาทำงาน ยังไม่มีภาระนักศึกษาเลย จึงถูกขอร้องแกมบังคับให้รับเป็นที่ปรึกษา จำได้ว่าได้คุยครั้งแรกแล้วไม่แปลกใจเลยว่าทำไมยังไม่มีใครรับ เพราะเขาเป็นคนที่มีวิธีการพูดแปลกๆ มีสีหน้าเคร่งเครียดตลอดเวลา แถมยังบอกว่าอยากจะทำวิจัยทางด้านหุ่นยนต์ แต่ด้วยความเราไม่ได้ทำทางด้านนี้ ก็เลยบอกไปว่าถ้าเปลี่ยนเรื่องมาทาง machine learning หรือ pattern recognition ก็จะรับ ไม่อย่างนั้นก็คงจะรับไม่ได้เพราะไม่ถนัด ไม่อยากรับนักศึกษาแล้วทิ้งๆ ขว้างๆ สุดท้ายคุยเรื่องหัวข้อคร่าวๆ ได้ ก็เลยมีนักศึกษาปริญญาโทคนแรก

ตอนแรกก็ลุ่มๆ ดอนๆ ไปหมด ไอ้เราก็ไม่รู้ระเบียบอะไรซักอย่าง ต้องยื่นเอกสารอะไร จะลงทะเบียนยังไง แม้กระทั่งจะเรียนอะไรบ้าง จะจบยังไงก็ยังไม่รู้ สุดท้ายก็ได้หลายๆ คนช่วย ทำให้ทุกอย่างเรียบร้อย แม้ว่าจะช้าจนเกือบเลยเวลาที่กำหนด เสร็จแล้วก็ให้เวลาเขาหนึ่งเทอม ตั้งใจเรียนวิชาบังคับทั้งสองวิชาให้ดีที่สุด บอกไปว่าต้องเรียนให้ผ่านในเทอมเดียว อันนี้เลียนแบบอาจารย์มา ตอนไปญี่ปุ่นใหม่ๆ เจอแกครั้งแรกแกก็บอกว่าให้เรียนภาษาญี่ปุ่นให้มากที่สุด (แต่ก็สำทับว่า ถ้าว่างก็อ่านหนังสือ AI ไปพลางๆ ด้วยนะ) จำได้ว่าพอได้ยินอย่างนั้นก็โล่งใจขึ้น มีเวลาไปเรียนหนังสือ มีเวลาปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ได้ดีขึ้น ก็เลยคิดว่าเขาก็น่าจะคิดเช่นเดียวกับเรา สุดท้ายเทอมแรกก็ผ่านไปได้ด้วยดี

เทอมที่สองก็เริ่มทำงานวิจัยอย่างจริงจัง แต่ด้วยความที่เขาจบวิศวะไฟฟ้ามา ทำให้ไม่มีทักษะทางการเขียนโปรแกรมมากนัก ใช้แต่ Matlab เป็นหลัก สุดท้ายเลยต้องช่วยเริ่มโปรแกรมไปเยอะพอสมควร แต่หลังๆ ก็เห็นปรับตัว แล้วก็ทำหลายๆ อย่างได้ดี แต่สุดท้ายก็ยังไม่ทิ้ง Matlab เรื่องนี้ก็ขู่ไว้เหมือนกัน ว่าถ้าอยากใช้ Matlab ก็ได้ แต่คงช่วยอะไรไม่ได้เพราะใช้ไม่เป็น และไม่คิดจะใช้ (เพราะมันรันบนวินโดวส์) ข้อดีของนักศึกษาคนนี้ก็คือความตั้งใจ และความขยัน ไม่ว่าจะให้อะไรไปอ่าน หรือให้อะไรไปทำ หรือบอกให้ปรับปรุงอะไร ก็ทำได้เร็วทันใจมาก เรียกว่าคนให้งานยังไม่ทันตั้งตัว งานก็เสร็จแล้ว เจอกันบ่อยมาก อาทิตย์ละหลายๆ หน จนเรายังเบื่อเลย เพราะบางทีก็ติดงานอย่างอื่นอยู่ แต่ถ้าเห็นมาด่อมๆ มองๆ อยู่หน้าห้อง ก็ต้องเปลี่ยนโหมดมาคุยงานวิจัยแหละ แถมหลังๆ มีการพัฒนาขึ้น ก็พอให้ไอเดียบางอย่างไป ก็สามารถสานต่อได้ดี ริเริ่มทุกอย่างได้เอง แม้ว่ามันอาจจะไม่ใช่ทฤษฎี หรือวิธีการที่สวยหรูนัก แต่มันก็ทำงานได้ อาจารย์ที่นี่ท่านหนึ่งเรียกว่า “กินนอนอยู่กับมัน” ซึ่งเราก็เห็นด้วย เพราะคุณจะเรียนจบบัณฑิตศึกษาแบบนี้ได้ คุณก็ต้องกินนอนอยู่กับมัน อาจารย์ที่ปรึกษาเป็นแค่คนคอยกระตุ้น คอยตบๆ ให้เดินไปได้ ให้เดินไปแล้วพอมองเห็นอนาคต เท่าที่ประสบการณ์ของอาจารย์แต่ละคนจะมี แต่สุดท้ายคนที่ต้องรู้งานวิจัยนั้นดีที่สุดก็คือนักศึกษาไม่ใช่อาจารย์

ในด้านบุคลิกภาพก็ดีขึ้น อาจจะเป็นเพราะสนิทกันมากขึ้น เริ่มเข้าใจวิธีการพูดของเขา (อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลานานเหมือนกัน กว่าจะชินภาษาอังกฤษสำเนียงเนปาล) แต่ว่าจะมีปัญหา ที่เป็นคนลักษณะแบบแขก แบบที่คนไทยไม่ชอบเต็มๆ คือไม่ยอมเสียผลประโยชน์แม้แต่นิดเดียว หรือจะต้องซักถามไว้ก่อน ถ้ารู้สึกว่าอะไรไม่สมเหตุสมผล (ดูเหมือนว่าจะเปิดศึกกับเขาไปทั่วเหมือนกัน เรื่องนี้เลขาคงรู้ดี) ซึ่งจริงๆ ก็เป็นเรื่องดีนะ เราควรจะรู้เหตุผลของสิ่งที่เราจะทำ แต่สำหรับคนรับฟัง บางทีอาจจะรำคาญ และอาจจะรุนแรงเกินไปเหมือนกัน ก็ต้องไปพยายามไกล่เกลี่ยหลายหน

แต่เรื่องที่ยอมรับไม่ได้ก็คือ วิธีการตอบคำถามกรรมการวิทยานิพนธ์ เวลาที่ต้องเสนอความก้าวหน้าของงานวิจัย จำได้ว่าครั้งแรก (ที่นี่ต้องเสนอความก้าวหน้าทุกภาคการศึกษา) เป็นเรื่องที่แย่มากๆ แม้ว่า defence จะแปลว่าการป้องกันตัว คือพยายามรักษาจุดยืน และความชอบธรรมทางทฤษฎีของสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ แต่การ defence แบบตอบโต้ทุกกรณี ชิงตอบคำถามก่อนในขณะที่กรรมการยังถามไม่ทันจบ แล้วก็ตอบคำถามแบบว่าฉันรู้ดีในขณะที่กรรมการพยายามจะช่วยเสนอไอเดีย เป็นสิ่งที่แย่มาก ซึ่งเราก็ผิดเองที่ไม่ได้สอนเรื่องนี้ก่อน เพราะตัวเองเป็นพวกไม่ค่อยมีจุดยีน (แหะๆ) ไม่ค่อยพยายามต่อสู้ป้องกันตัวเองเท่าไร จนอาจารย์ต้องสอนว่าให้มั่นใจตัวเองไว้ งานเราดีแล้ว อย่าไปหลงตามกรรมการคนอื่นมากนัก สุดท้ายวันนั้นเลยต้องคุยต้องสอนกันยกใหญ่ อย่างแรกคือฟังคำถามให้จบก่อน คิดให้ดีแล้วค่อยตอบ อย่ารีบตอบเพียงเพื่อให้ได้ตอบ เพราะมันจะไม่ได้อะไร กรรมการก็จะไม่เข้าใจคำตอบ แล้วก็จะถามซ้ำอีก สุดท้ายก็วนไปวนมาอยู่อย่างนี้ แล้วมันก็ไม่จบ อีกอย่างหนึ่งก็คือควรจะยอมรับความเห็นกรรมการด้วย ถ้าเห็นว่ามันเป็นความคิดที่ดี แต่ก็ไม่จำเป็นต้องรับทั้งหมด หลังๆ ค่อยโล่งใจหน่อย ว่าสามารถ defence ได้เป็นระบบมากขึ้น

สุดท้ายที่เขียนมายาว ก็เพราะอยากจะเก็บไว้เป็นความทรงจำที่ดีของตัวเอง แม้จะมีความทุกข์ มีปัญหาบ้าง แต่มันก็ผ่านไปได้ด้วยดี แต่ตอนนี้ก็ยังรู้สึกว่ายังเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาได้ไม่ดีนัก และการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาที่ดีเป็นเรื่องที่ยากมากๆ เพราะนักศึกษาแต่ละคนมีลักษณะ และมีพฤติกรรมไม่เหมือนกัน คงต้องพยายามกันต่อไป แต่นับวันก็ยิ่งชอบระบบการจัดศึกษาแบบนี้ เพราะเหมือนกับเป็นตัวเองศิลปิน ที่สร้างนักวิจัยโดยค่อยๆ ปั้น ค่อยๆ ปรับเป็นคนๆ ไป และที่นี่ก็มีข้อดีที่เราอยู่กันเป็นกลุ่ม มีอาจารย์รุ่นพี่ และอาจารย์คนอื่นๆ คอยช่วยเสริมในสิ่งที่ขาด คอยเตือนว่าเราควรทำอะไร ดูเหมือนข้างนอก เขาก็อยากได้แบบ mass production นะ แต่เราก็ยังเชื่อว่าเราไม่สามารถผลิตนักวิจัยที่ดีแบบนั้นได้

research, teacher ,

Senior Project

March 23rd, 2007

ก่อนที่นักศึกษาจะจบการศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต (เรียกซะเป็นทางการเลย) นั้น หลักสูตรโดยทั่วไปมักจะกำหนดให้นักศึกษาต้องสอบผ่านวิชา Senior Project (ซึ่งอาจจะเรียกชื่อแตกต่างกันไปในแต่ละสาขา) วิชานี้ไม่ใช่วิชาที่มีการบรรยายและสอบแบบวิชาทั่วไป หากแต่นักศึกษาจะต้องใช้ความรู้ที่เรียนมาเพื่อพัฒนาผลงานที่ทำงานได้จริง แต่เป็นการทำงานโดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาเป็นผู้ช่วย วิชานี้จึงเป็นเหมือนการเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษาก่อนที่จะจบไปเผชิญโลกแห่งความจริง ช่วงนี้ก็ใกล้เวลาที่นักศึกษากลุ่มใหม่จะต้องเลือกหัวข้อ และเลือกอาจารย์ที่ปรึกษา เลยขอเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้หน่อย เผื่อจะมีประโยชน์อยู่บ้าง

ที่ภาควิชาฯ อาจารย์มักจะเสนอหัวข้อที่น่าสนใจให้นักศึกษาเลือก เพื่อให้นักศึกษาเห็นแนวทางว่าควรจะเลือกหัวข้อในลักษณะใด แต่นักศึกษาก็สามารถกำหนดหัวข้อที่ตัวเองสนใจ แล้วไปขอให้อาจารย์รับเป็นที่ปรึกษาก็ได้ ซึ่งส่วนใหญ่อาจารย์ก็จะพิจารณาความเกี่ยวข้องของหัวข้อนั้น กับความสนใจหรืองานวิจัยของอาจารย์ เพราะถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเกี่ยวข้อง ก็ค่อนข้างจะลำบากในการให้คำปรึกษาที่ดี แต่มีนักศึกษาบางส่วนที่เลือกหัวข้อที่อาจารย์กำหนด แล้วอาจจะเกิดความเข้าใจผิดว่าโครงงานที่ตัวเองจะทำนั้นเป็นของอาจารย์ เลยอาจจะไม่ได้ให้ความสนใจในเนื้อหาเท่าที่ควร ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เมื่อตกลงที่จะทำหัวข้อนั้น โครงงานนั้นก็จะเป็นของนักศึกษาโดยตรง อาจารย์เป็นเพียงผู้ช่วยที่อาจจะแนะนำทางที่เหมาะสมให้ เมื่อรู้สึกว่านักศึกษาหลงทาง หรืออาจจะเดินไปในทางที่ไม่ราบรื่นนัก ดังนั้นเจ้าของโครงงานจึงควรทำความเข้าใจจุดประสงค์หรือเป้าหมายของโครงงานด้วยตัวเอง และทำงานนั้นเป็นเหมือนงานที่ตัวเองเป็นเจ้าของ

ด้วยเหตุที่อธิบายไปแล้ว นักศึกษาจึงควรเลือกหัวข้อที่ตัวเองถนัด เข้าใจ หรือชอบมากที่สุด เพราะผมเชื่อว่าถ้าเรามีความชอบที่จะทำสิ่งใดแล้ว เราก็จะสามารถทำสิ่งนั้นออกมาได้ดี ดีกว่าการถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ ไม่สนใจ ดังนั้นหากเห็นว่าในบรรดาหัวข้อที่อาจารย์เสนอมา ไม่มีหัวข้อใดตรงใจ ก็ควรจะหาเวลาคิด หรือกำหนดหัวข้อที่ตัวเองสนใจขึ้นมาด้วยตนเอง ไม่ต้องกลัวว่าหัวข้อนั้นจะง่ายไป หรือยากไป เพราะเวลาไปปรึกษาอาจารย์ที่เกี่ยวข้อง ผมเชื่อว่าอาจารย์ก็จะช่วยปรับเปลี่ยนหัวข้อให้เหมาะสมได้ ฉะนั้นอย่าเลือกหัวข้อโครงงานเพราะคิดว่าอาจารย์ใจดี หรืออาจารย์จะช่วยทำ หรือบอกวิธีทำให้ทั้งหมด แต่ให้เลือกหัวข้อที่ตัวเองอยากทำ เพราะจะทำให้ทำได้ดี จะได้ผลงานที่มีคุณภาพ และจะมีผลต่อคะแนนในที่สุด

senior