<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Cholwich's blog &#187; teaching</title>
	<atom:link href="http://cholwich.org/wordpress/tag/teaching/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://cholwich.org/wordpress</link>
	<description>Just another blog of mine</description>
	<lastBuildDate>Thu, 02 Jun 2011 02:00:25 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>เขียนโปรแกรมกันเถอะ</title>
		<link>http://cholwich.org/wordpress/2009/06/07/%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%b0/</link>
		<comments>http://cholwich.org/wordpress/2009/06/07/%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%b0/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 07 Jun 2009 01:16:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>cholwich</dc:creator>
				<category><![CDATA[thought]]></category>
		<category><![CDATA[programming]]></category>
		<category><![CDATA[teaching]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cholwich.org/wordpress/?p=330</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อวานนี้อ่านข่าวบน /.jp แล้วเจอบทสัมภาษณ์ประธานบริษัท NTT Data ซึ่งเป็นบริษัท IT ในกลุ่ม NTT 若い時にプログラムを書こう、必ず人生の豊かさにつながる &#8211; 山下徹　NTTデータ社長 แปลเป็นไทยได้ความว่า เขียนโปรแกรมกันไปเถอะในช่วงที่อายุยังน้อย, สิ่งเหล่านี้จะเชื่อมโยงกับความรุ่มรวยในชีวิตอย่างแน่นอน &#8211; โทรุ ยะมะชิตะ ประธานบริษัทเอ็นทีทีดาต้า ถ้าอ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มแล้ว จะมีประเด็นต่างๆ อยู่หลายประเด็น แต่ในฐานะคนสอนหนังสือเด็กปริญญาตรี ผมสนใจประเด็นการเขียนโปรแกรมเป็นหลัก เพราะปัจจุบันผมรู้สึกว่าตัวเองยังไม่สามารถทำให้เด็กๆ ที่สอนอยู่ หันมาชอบ สนใจและตั้งใจที่จะเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้ แม้ว่าเด็กๆ เหล่านั้นจะเรียนในสาขาที่โลกภายนอกคาดหวังว่า เมื่อจบแล้วจะต้องมีทักษะในการเขียนโปรแกรมที่เพียงพอ จริงอยู่ว่าเด็กส่วนใหญ่จะพอเขียนโปรแกรมได้ อาจจะใช้วิธีตัดแปะเอาบ้าง หาทางเอาตัวรอดกันไปได้ แต่ส่วนใหญ่มักจะรู้สึกว่าการเขียนโปรแกรมเป็นเรื่องยาก เป็นเรื่องน่าเบื่อ เป็นงานคนชั้นล่าง (เหมือนผู้ใช้แรงงานในสังคมไอที) โดยเฉพาะค่านิยมอันหลังนี้ เป็นสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยที่สุด เพราะผมเชื่อว่าเราไม่สามารถเป็น system analyst เป็น project manager ที่ดี หรือเป็นตำแหน่งต่างๆ ที่บางบริษัทบอกว่าเป็นเหมือนยอดปิระมิดได้ โดยไม่มีพื้นฐาน ทักษะการเขียนโปรแกรม หรือไม่รู้ว่าถ้าออกแบบไปอย่างนี้แล้วคนที่เอาไป implement เขาจะทำยังไง ผมตั้งใจว่าต่อไปนี้ผมพยายามลบค่านิยมนี้ออกจากเด็กๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวานนี้อ่านข่าวบน <a href="http://slashdot.jp">/.jp</a> แล้วเจอบทสัมภาษณ์ประธานบริษัท NTT Data ซึ่งเป็นบริษัท IT ในกลุ่ม NTT</p>
<blockquote><p>若い時にプログラムを書こう、必ず人生の豊かさにつながる<br />
&#8211; 山下徹　NTTデータ社長</p></blockquote>
<p>แปลเป็นไทยได้ความว่า</p>
<blockquote><p>เขียนโปรแกรมกันไปเถอะในช่วงที่อายุยังน้อย, สิ่งเหล่านี้จะเชื่อมโยงกับความรุ่มรวยในชีวิตอย่างแน่นอน<br />
&#8211; โทรุ ยะมะชิตะ ประธานบริษัทเอ็นทีทีดาต้า</p></blockquote>
<p>ถ้าอ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มแล้ว จะมีประเด็นต่างๆ อยู่หลายประเด็น แต่ในฐานะคนสอนหนังสือเด็กปริญญาตรี ผมสนใจประเด็นการเขียนโปรแกรมเป็นหลัก เพราะปัจจุบันผมรู้สึกว่าตัวเองยังไม่สามารถทำให้เด็กๆ ที่สอนอยู่ หันมาชอบ สนใจและตั้งใจที่จะเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้ แม้ว่าเด็กๆ เหล่านั้นจะเรียนในสาขาที่โลกภายนอกคาดหวังว่า เมื่อจบแล้วจะต้องมีทักษะในการเขียนโปรแกรมที่เพียงพอ</p>
<p>จริงอยู่ว่าเด็กส่วนใหญ่จะพอเขียนโปรแกรมได้ อาจจะใช้วิธีตัดแปะเอาบ้าง หาทางเอาตัวรอดกันไปได้ แต่ส่วนใหญ่มักจะรู้สึกว่าการเขียนโปรแกรมเป็นเรื่องยาก เป็นเรื่องน่าเบื่อ เป็นงานคนชั้นล่าง (เหมือนผู้ใช้แรงงานในสังคมไอที) โดยเฉพาะค่านิยมอันหลังนี้ เป็นสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยที่สุด เพราะผมเชื่อว่าเราไม่สามารถเป็น system analyst เป็น project manager ที่ดี หรือเป็นตำแหน่งต่างๆ ที่บางบริษัทบอกว่าเป็นเหมือนยอดปิระมิดได้ โดยไม่มีพื้นฐาน ทักษะการเขียนโปรแกรม หรือไม่รู้ว่าถ้าออกแบบไปอย่างนี้แล้วคนที่เอาไป implement เขาจะทำยังไง</p>
<p>ผมตั้งใจว่าต่อไปนี้ผมพยายามลบค่านิยมนี้ออกจากเด็กๆ ที่เข้ามาเรียนในภาค แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องยาก เพราะแนวความคิดว่างานบริหารจัดการเป็นงานสบายเป็นเรื่องที่ฝังรากลึกไปแล้ว รวมถึงการเสนอทางเลือกที่ดูเหมือนดีกว่า ว่าการเรียนวิธีการบริหารจัดการโดยตรงก็สามารถเข้าใจวิธีการ และเทคนิคต่างๆ ได้ สามารถเริ่มงานโดยเป็นผู้บริหารได้เลย ไม่จำเป็นต้องทำงานต๊อกต๋อยเหมือนพวกที่เรียนเขียนโปรแกรม เขาทำแค่ออกแบบ เสนอแนวความคิด ที่เหลือก็ปล่อยให้ใครก็ไม่รู้ทำก็หมดเรื่อง</p>
<p>จริงอยู่ ที่เด็กที่จบจากภาคผมทุกคนไม่จำเป็นต้องไปทำงานเขียนโปรแกรม มีงานที่น่าสนใจอีกเยอะ แต่ผมก็เชื่ออย่างประโยคข้างบนว่า ทักษะการเขียนโปรแกรมจะชักนำไปสู่ความรุ่มรวยในชีวิตการทำงาน ทำให้เรามีทักษะที่เพียงพอในการทำสิ่งต่างๆ สำเร็จไปด้วยดี</p>
<p>ปัญหาอย่างหนึ่งสำหรับตัวผมเอง ก็คือ ผมรู้สึกว่าผมยังไม่รู้ ไม่มีวิธีดีๆ ที่จะสอนให้เด็กๆ เข้าใจความสนุกสนาน แล้วความน่าสนใจของการเขียนโปรแกรมได้ คงต้องพยายามกันต่อไป</p>
<p>อ้างอิง: http://slashdot.jp/developers/09/06/05/066228.shtml</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cholwich.org/wordpress/2009/06/07/%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%b0/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Student Randomizer</title>
		<link>http://cholwich.org/wordpress/2008/12/02/student-randomizer/</link>
		<comments>http://cholwich.org/wordpress/2008/12/02/student-randomizer/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 02 Dec 2008 16:31:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>cholwich</dc:creator>
				<category><![CDATA[programming]]></category>
		<category><![CDATA[teaching]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cholwich.org/wordpress/?p=141</guid>
		<description><![CDATA[ด้วยความที่อยากให้นักศึกษามีส่วนร่วมในการเรียนมากขึ้น เทอมนี้เลยพยายามเรียกนักศึกษาให้ช่วยตอบคำถาม หรือออกมาทำอะไรเล่นหน้าห้อง อย่างน้อยจะได้หลับกันน้อยลง หรือพยายามทำแบบฝึกหัดที่ให้ในห้องเรียนบ้าง แต่จะให้เลือกชื่อก็จำชื่อนักศึกษาทั้งหมดไม่ได้ แถมอาจจะเรียกบางคนซ้ำ หรือไม่ได้เรียกบางคนเลย เมื่อวานพอมีเวลาว่างอยู่บ้าง เลยนั่งเขียนโปรแกรม Java เล็กๆ ขึ้นมาหนึ่งตัว เอาไว้สำหรับสุ่มชื่อนักศึกษาในชั้นเรียน ตอนแรกก็กะจะทำเป็นโปรแกรมง่ายๆ คือแค่เปิดไฟล์อ่านชื่อนักศึกษามา แล้วก็แค่สุ่ม แต่ถ้าทำอย่างนั้นก็มีโอกาสที่บางคนจะโดนซ้ำ หรือสุ่มไม่ทั่วถึง เพื่อเผื่อแผ่ให้ทุกคนถูกเรียกกันอย่างทั่วถึง เลยปรับการสุ่มนิดหน่อย โดยเก็บจำนวนครั้งที่นักศึกษาแต่ละคนถูกเรียกไว้ ถ้าโดนเรียกแล้วหนึ่งครั้ง ก็จะกำหนดโอกาสที่จะถูกสุ่มขึ้นมาอีกให้เป็น 1/2 ของเพื่อนที่ยังไม่เคยโดนเรียก ถ้าโดนสองครั้งก็จะลดไปอีกให้เหลือ 1/4 ของเพื่อนๆ คือให้เป็น 1/(2^n) เมื่อ n เป็นจำนวนครั้งที่ถูกเรียก เสร็จแล้วก็มานึกอีกว่าบางคนอาจจะโดนเรียกแล้วไม่อยู่ อย่ากระนั้นเลยจะต้องเก็บข้อมูลไว้หน่อยว่าคนนี้โดดเรียน เลยทำปุ่มให้กดได้ด้วยว่าโดดไปแล้วกี่ครั้ง (ไม่รู้เก็บไว้ทำไมเหมือนกัน) สุดท้ายได้โปรแกรมออกมาหน้าตาแบบนี้ ถ้าใครสนใจลองโหลดไปเล่นได้ที่นี่ วิธีใช้ก็คือเตรียม text file ใส่ชื่อนักศึกษาบรรทัดละคน เขียน ID ก่อน แล้วค่อยตามด้วยชื่อ คั่นด้วย TAB อาจจะใส่จำนวนครั้งที่เรียกนักศึกษาไปแล้วด้วยก็ได้ คั่นด้วย TAB เหมือนกัน ส่วนโค้ด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ด้วยความที่อยากให้นักศึกษามีส่วนร่วมในการเรียนมากขึ้น เทอมนี้เลยพยายามเรียกนักศึกษาให้ช่วยตอบคำถาม หรือออกมาทำอะไรเล่นหน้าห้อง อย่างน้อยจะได้หลับกันน้อยลง หรือพยายามทำแบบฝึกหัดที่ให้ในห้องเรียนบ้าง แต่จะให้เลือกชื่อก็จำชื่อนักศึกษาทั้งหมดไม่ได้ แถมอาจจะเรียกบางคนซ้ำ หรือไม่ได้เรียกบางคนเลย เมื่อวานพอมีเวลาว่างอยู่บ้าง เลยนั่งเขียนโปรแกรม Java เล็กๆ ขึ้นมาหนึ่งตัว เอาไว้สำหรับสุ่มชื่อนักศึกษาในชั้นเรียน ตอนแรกก็กะจะทำเป็นโปรแกรมง่ายๆ คือแค่เปิดไฟล์อ่านชื่อนักศึกษามา แล้วก็แค่สุ่ม แต่ถ้าทำอย่างนั้นก็มีโอกาสที่บางคนจะโดนซ้ำ หรือสุ่มไม่ทั่วถึง</p>
<p>เพื่อเผื่อแผ่ให้ทุกคนถูกเรียกกันอย่างทั่วถึง เลยปรับการสุ่มนิดหน่อย โดยเก็บจำนวนครั้งที่นักศึกษาแต่ละคนถูกเรียกไว้ ถ้าโดนเรียกแล้วหนึ่งครั้ง ก็จะกำหนดโอกาสที่จะถูกสุ่มขึ้นมาอีกให้เป็น 1/2 ของเพื่อนที่ยังไม่เคยโดนเรียก ถ้าโดนสองครั้งก็จะลดไปอีกให้เหลือ 1/4 ของเพื่อนๆ คือให้เป็น 1/(2^n) เมื่อ n เป็นจำนวนครั้งที่ถูกเรียก เสร็จแล้วก็มานึกอีกว่าบางคนอาจจะโดนเรียกแล้วไม่อยู่ อย่ากระนั้นเลยจะต้องเก็บข้อมูลไว้หน่อยว่าคนนี้โดดเรียน เลยทำปุ่มให้กดได้ด้วยว่าโดดไปแล้วกี่ครั้ง (ไม่รู้เก็บไว้ทำไมเหมือนกัน)</p>
<p>สุดท้ายได้โปรแกรมออกมาหน้าตาแบบนี้</p>
<p><a href="http://cholwich.org/wordpress/wp-content/uploads/2008/12/stdrnd.png"><img class="aligncenter size-medium wp-image-142" title="Student Randomizer" src="http://cholwich.org/wordpress/wp-content/uploads/2008/12/stdrnd-300x112.png" alt="" width="300" height="112" /></a></p>
<p>ถ้าใครสนใจลองโหลดไปเล่นได้<a href="http://cholwich.org/programs/StudentRandomizer.jar">ที่นี่</a> วิธีใช้ก็คือเตรียม text file ใส่ชื่อนักศึกษาบรรทัดละคน เขียน ID ก่อน แล้วค่อยตามด้วยชื่อ คั่นด้วย TAB อาจจะใส่จำนวนครั้งที่เรียกนักศึกษาไปแล้วด้วยก็ได้ คั่นด้วย TAB เหมือนกัน</p>
<p>ส่วนโค้ด ถ้าใครอยากได้ก็ขอมาล่ะกันครับ มันค่อนข้างเละเทะ ไม่อยากเผย อายครับ <img src='http://cholwich.org/wordpress/wp-includes/images/smilies/icon_biggrin.gif' alt=':D' class='wp-smiley' />  ถ้ามีเวลาบ้าอีก ก็อาจจะเพิ่มฟีเจอร์อื่นๆ ไปด้วย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cholwich.org/wordpress/2008/12/02/student-randomizer/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>6</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อาจารย์ใน Nodame Cantabile</title>
		<link>http://cholwich.org/wordpress/2008/10/20/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%99-nodame-cantabile/</link>
		<comments>http://cholwich.org/wordpress/2008/10/20/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%99-nodame-cantabile/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 20 Oct 2008 13:46:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>cholwich</dc:creator>
				<category><![CDATA[teacher]]></category>
		<category><![CDATA[drama]]></category>
		<category><![CDATA[japanese]]></category>
		<category><![CDATA[teaching]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cholwich.org/wordpress/?p=133</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้ดูละครเรื่อง Nodame Cantabile อีกรอบ เรื่องนี้กล่าวถึงอาจารย์สอนดนตรีอยู่ 3 คน คือ อาจารย์ทะนิโอะกะ (ที่ปรึกษาของโนะดะเมะ ซึ่งตามใจโนะดะเมะเสมอ แม้ว่าจะทำอะไรแปลกๆ อย่างเช่นง่วนอยู่กับการแต่งเพลงออกกำลังกาย แทนที่จะฝึกดนตรีคลาสิก) อาจารย์เอะโต (ที่ปรึกษาเปียโนของจิอะกิ ซึ่งเลื่องชื่อในการฝึกฝนนักเรียนให้เป็นสุดยอดฝีมือ) และสเตเซอร์มัน (สุดยอดวาทยากรระดับโลก ซึ่งมีวิธีการสอนไม่เหมือนใคร) พอถึงตอนอาจารย์ทะนิโอะกะพูดถึงเหตุผลที่ยอมให้โนะดะเมะ ย้ายไปอยู่กับอ.เอะโต แล้วก็สะท้อนถึงตัวเอง ผมรู้สึกว่าคิดอะไรคล้ายๆ อ.ทะนิโอะกะในเรื่อง (แม้ว่าผมจะยังไม่มีความสามารถเท่าอ.ทะนิโอะกะก็เถอะ) หลักๆ ก็คือผมไม่มีความสามารถ และยังไม่มีแรงจูงใจพอ ที่จะชักจูง หรือบังคับให้นักเรียนเปลี่ยนแปลงตน เพื่อมุ่งไปยังเป้าหมายที่สูงกว่าที่เป็นอยู่ แถมบางทียังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจะชักจูงไปทางไหน ส่วนใหญ่ก็จะปล่อยให้แต่ละคน ล่องลอยกันไปตามแต่ใจจะใฝ่หา ผมอาจจะช่วยได้แค่ค่อยเสริมนิดหน่อย (ส่วนใหญ่ในแง่เทคนิค) ตอนนี้ผมหวังว่า ต่อไปผมจะมุ่งมั่นมากขึ้น เข้าใกล้ความพยายามของอ.เอะโต ใส่ความมุ่งมั่นลงไปในนักเรียนได้มากกว่านี้ และหวังว่าสักวันหนึ่ง ผมจะมีความสามารถในการสอนได้ใกล้เคียงสเตเซอร์มัน เฮ้อ&#8230;ดูละครแล้วรู้สึกว่าจะอินมากไปหน่อย]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันนี้ดูละครเรื่อง Nodame Cantabile อีกรอบ เรื่องนี้กล่าวถึงอาจารย์สอนดนตรีอยู่ 3 คน คือ อาจารย์ทะนิโอะกะ (ที่ปรึกษาของโนะดะเมะ ซึ่งตามใจโนะดะเมะเสมอ แม้ว่าจะทำอะไรแปลกๆ อย่างเช่นง่วนอยู่กับการแต่งเพลงออกกำลังกาย แทนที่จะฝึกดนตรีคลาสิก) อาจารย์เอะโต (ที่ปรึกษาเปียโนของจิอะกิ ซึ่งเลื่องชื่อในการฝึกฝนนักเรียนให้เป็นสุดยอดฝีมือ) และสเตเซอร์มัน (สุดยอดวาทยากรระดับโลก ซึ่งมีวิธีการสอนไม่เหมือนใคร) </p>
<p>พอถึงตอนอาจารย์ทะนิโอะกะพูดถึงเหตุผลที่ยอมให้โนะดะเมะ ย้ายไปอยู่กับอ.เอะโต แล้วก็สะท้อนถึงตัวเอง ผมรู้สึกว่าคิดอะไรคล้ายๆ อ.ทะนิโอะกะในเรื่อง (แม้ว่าผมจะยังไม่มีความสามารถเท่าอ.ทะนิโอะกะก็เถอะ) หลักๆ ก็คือผมไม่มีความสามารถ และยังไม่มีแรงจูงใจพอ ที่จะชักจูง หรือบังคับให้นักเรียนเปลี่ยนแปลงตน เพื่อมุ่งไปยังเป้าหมายที่สูงกว่าที่เป็นอยู่ แถมบางทียังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจะชักจูงไปทางไหน ส่วนใหญ่ก็จะปล่อยให้แต่ละคน ล่องลอยกันไปตามแต่ใจจะใฝ่หา ผมอาจจะช่วยได้แค่ค่อยเสริมนิดหน่อย (ส่วนใหญ่ในแง่เทคนิค) </p>
<p>ตอนนี้ผมหวังว่า ต่อไปผมจะมุ่งมั่นมากขึ้น เข้าใกล้ความพยายามของอ.เอะโต ใส่ความมุ่งมั่นลงไปในนักเรียนได้มากกว่านี้ และหวังว่าสักวันหนึ่ง ผมจะมีความสามารถในการสอนได้ใกล้เคียงสเตเซอร์มัน </p>
<p>เฮ้อ&#8230;ดูละครแล้วรู้สึกว่าจะอินมากไปหน่อย <img src='http://cholwich.org/wordpress/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' />  </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cholwich.org/wordpress/2008/10/20/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%99-nodame-cantabile/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จัดการการบ้าน (1)</title>
		<link>http://cholwich.org/wordpress/2008/10/19/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99-1/</link>
		<comments>http://cholwich.org/wordpress/2008/10/19/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99-1/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 19 Oct 2008 07:58:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>cholwich</dc:creator>
				<category><![CDATA[teaching]]></category>
		<category><![CDATA[assignment]]></category>
		<category><![CDATA[fetchmail]]></category>
		<category><![CDATA[linux]]></category>
		<category><![CDATA[unix]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cholwich.org/wordpress/?p=129</guid>
		<description><![CDATA[เวลาผมให้นักศึกษาทำการบ้านเขียนโปรแกรม ผมมักจะให้ส่งการบ้านทางเมล เพราะคิดว่าสะดวกที่จะตรวจทางเมลมากกว่า จะทดสอบด้วยการรันโปรแกรมที่ส่งมาก็ได้ รวมทั้งยังสามารถใช้เครื่องมือต่างๆ ในการตรวจจับความคล้ายของโปรแกรมในกรณีที่ลอกกันมาได้อีกด้วย แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมา จะพบปัญหาต่างๆ ที่ทำให้ผมไม่อยากตรวจการบ้าน ก็คือ เมลที่แต่ละคนส่งมา จะมีรูปแบบหลากหลาย ไม่ค่อยตรงกับที่กำหนดให้ เช่น ไม่ตั้งชื่อไฟล์ตามที่กำหนด บางคนก็ใช้โปรแกรมบีบอัดแบบแปลกๆ มาให้ บางทีบอกให้ส่งเป็น plain text ก็จะมีคนเขียนใน MS Word แล้วเปลี่ยน extension เป็น .txt จนอ่านไม่ออก หรือกำหนดให้ส่งเป็น .jar แต่ไม่รู้ยังไงใช้ WinRAR ทำเป็น .rar แล้วเปลี่ยน extension เป็น .jar เฉยเลย สุดท้ายผมจะต้องมานั่งไล่เช็คไล่เก็บไฟล์ทีละฉบับ บางคนยังส่งมาหลายที แถมยังมีการใช้แอดเดรสเดียวกัน ส่งการบ้านหลายชุดแทนเพื่อนอีก ทำให้สับสนได้ง่ายมาก และเนื่องจากผมจะต้องสอนนักศึกษาไม่น้อยกว่า 70-80 คน จึงเสียเวลาไปกับเรื่องนี้เยอะมาก จนพาลไม่ค่อยจะอยากตรวจสักเท่าไหร่ เมื่อวานเลยนั่งคิดว่าจะทำยังไงกับการบ้านในเทอมที่จะถึงนี้ดี จะทำเป็นเว็บให้อัพโหลดไฟล์ ก็ขี้เกียจเขียนเว็บ สุดท้ายจึงตัดสินใจจะใช้เมลเหมือนเดิม แล้วไปเขียนสคริปต์ด้วย fetchmail [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เวลาผมให้นักศึกษาทำการบ้านเขียนโปรแกรม ผมมักจะให้ส่งการบ้านทางเมล เพราะคิดว่าสะดวกที่จะตรวจทางเมลมากกว่า จะทดสอบด้วยการรันโปรแกรมที่ส่งมาก็ได้ รวมทั้งยังสามารถใช้เครื่องมือต่างๆ ในการตรวจจับความคล้ายของโปรแกรมในกรณีที่ลอกกันมาได้อีกด้วย แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมา จะพบปัญหาต่างๆ ที่ทำให้ผมไม่อยากตรวจการบ้าน ก็คือ เมลที่แต่ละคนส่งมา จะมีรูปแบบหลากหลาย ไม่ค่อยตรงกับที่กำหนดให้ เช่น ไม่ตั้งชื่อไฟล์ตามที่กำหนด บางคนก็ใช้โปรแกรมบีบอัดแบบแปลกๆ มาให้ บางทีบอกให้ส่งเป็น plain text ก็จะมีคนเขียนใน MS Word แล้วเปลี่ยน extension เป็น .txt จนอ่านไม่ออก หรือกำหนดให้ส่งเป็น .jar แต่ไม่รู้ยังไงใช้ WinRAR ทำเป็น .rar แล้วเปลี่ยน extension เป็น .jar เฉยเลย สุดท้ายผมจะต้องมานั่งไล่เช็คไล่เก็บไฟล์ทีละฉบับ บางคนยังส่งมาหลายที แถมยังมีการใช้แอดเดรสเดียวกัน ส่งการบ้านหลายชุดแทนเพื่อนอีก ทำให้สับสนได้ง่ายมาก และเนื่องจากผมจะต้องสอนนักศึกษาไม่น้อยกว่า 70-80 คน จึงเสียเวลาไปกับเรื่องนี้เยอะมาก จนพาลไม่ค่อยจะอยากตรวจสักเท่าไหร่</p>
<p>เมื่อวานเลยนั่งคิดว่าจะทำยังไงกับการบ้านในเทอมที่จะถึงนี้ดี จะทำเป็นเว็บให้อัพโหลดไฟล์ ก็ขี้เกียจเขียนเว็บ สุดท้ายจึงตัดสินใจจะใช้เมลเหมือนเดิม แล้วไปเขียนสคริปต์ด้วย fetchmail กับ procmail หรือไม่ก็ maildrop เพื่อคัดแยกเมลที่ส่งมา ไปไว้ในไดเรคทอรีที่กำหนด แยก attachment ออกจากเมล โดยอาจจะใช้ Perl หรือไม่ก็โปรแกรม ripMime พร้อมทั้งตอบเมลกลับแบบอัตโนมัติว่าได้รับการบ้านแล้ว (ในกรณีที่ส่งมาถูกตามที่กำหนด) สุดท้ายหวังว่าจะช่วยให้จัดการกับการบ้านทางเมลได้สบายขึ้น แต่วิธีการทั้งหมดก็จะยังไม่สามารถจัดการกับกรณีที่ส่งไฟล์มาผิดประเภทได้ แต่ไม่เป็นไรเพราะมีคนแนะนำวิธีจัดการมาให้แล้ว ก็คือไม่ต้องตรวจให้ 0 ไปเลย คนแนะนำรับรองว่าแค่ทำเพียงครั้งเดียวก็จะส่งถูกต้องทุกคน จริงๆ แล้วยังไม่ได้เขียนสคริปต์ทั้งหมดหรอก แต่จะเอามาเล่าเรื่อยๆ วันนี้เล่าถึง fetchmail ก่อนล่ะกัน</p>
<p>โปรแกรม fetchmail เป็นโปรแกรมสำหรับดึงเมลจากเซิร์ฟเวอร์ (จะเป็นแบบ POP3 หรือ IMAP ก็ได้) มาไว้ที่เครื่องของเรา การทำงานของมัน ก็จะคล้ายๆ โปรแกรมอ่านเมลทั่วไป เพียงแต่ว่าเป็นแบบ command line ที่ให้โหลดเป็นครั้งๆ ไป และอาจจะกำหนดให้ทำงานเป็น daemon คอยเช็คและโหลดอยู่ตลอดเวลาได้ด้วย การใช้งานก็ง่ายมาก แค่กำหนดข้อมูลเซิร์ฟเวอร์ที่จะไปโหลดไว้ในไฟล์ .fetchmailrc เช่น</p>

<div class="wp_syntax"><div class="code"><pre class="bash" style="font-family:monospace;"><span style="color: #000000; font-weight: bold;">set</span> daemon <span style="color: #000000;">300</span>
poll mail.mydomain.com protocol pop3 user <span style="color: #ff0000;">&quot;myname&quot;</span> password <span style="color: #ff0000;">&quot;mypassword&quot;</span>
mimedecode
mda <span style="color: #ff0000;">&quot;/usr/bin/maildrop&quot;</span>
no keep
fetchall</pre></div></div>

<p>จะเป็นกำหนดให้อ่านเมลทั้งหมดจากเซิร์ฟเวอร์ด้วยโปรโตคอล pop3 ตามที่กำหนด จากนั้นส่งเมลที่ได้ทีละฉบับไปยังโปรแกรม maildrop ซึ่งเราจะสามารถกำหนด regular expression สำหรับคัดแยกเมลได้ ทีนี้จะเขียนวิธีการคัดแยกทำยังไงเอาไว้ต่อคราวหน้าล่ะกัน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cholwich.org/wordpress/2008/10/19/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99-1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ดอกไม้ในแต่ละคน</title>
		<link>http://cholwich.org/wordpress/2008/07/17/%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://cholwich.org/wordpress/2008/07/17/%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 17 Jul 2008 03:32:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>cholwich</dc:creator>
				<category><![CDATA[thought]]></category>
		<category><![CDATA[japanese]]></category>
		<category><![CDATA[smap]]></category>
		<category><![CDATA[song]]></category>
		<category><![CDATA[teaching]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cholwich.org/wordpress/?p=79</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้คิดถึงอะไรหลายๆ อย่างวนไปวนมา แล้วก็นึกถึงเพลง 世界に一つだけの花 (ดอกไม้ชนิดเดียวในโลก) ของ SMAP ที่มีเนื้อหาดี เปรียบเทียบมนุษย์แต่ละคนเป็นเหมือนดอกไม้ それなのに僕ら人間は どうしてこうも比べたがる? ทำไมพวกเรามนุษย์ทั้งหลายจึงอยากเปรียบเทียบกัน? 一人一人違うのにその中で 一番になりたがる? อยากจะเป็นที่หนึ่งในบรรดาผู้คนที่แตกต่างกันหรือ? そうさ僕らは ที่จริงแล้ว เราแต่ละคนก็เป็นเหมือน 世界に一つだけの花 ดอกไม้ชนิดเดียวในโลกนี้ 一人一人違う種を持つ แต่ละคนมีเมล็ดพันธุ์ที่แตกต่างกันอยู่ その花を咲かせることだけに การจะทำให้เมล็ดนั้นกลายเป็นดอกไม้ที่เบ่งบานได้ 一生懸命になればいい ด้วยพยายามของตัวเองอย่างเต็มที่ก็พอแล้ว หลังจากสอนหนังสือมาสามปี ผมรู้สึกว่านักเรียนส่วนใหญ่ (ไม่ทั้งหมดหรอก แต่ว่าเยอะ) สนใจแค่คะแนนและเกรด ทำให้อาจารย์หลายๆ คน (รวมทั้งตัวผมด้วย) พยายามล่อนักเรียนด้วยการให้คะแนนไปซะทุกอย่าง มีนักเรียนไม่เยอะที่ผมรู้สึกว่าสนใจจริงๆ ในเนื้อหาที่กำลังเรียนอยู่ หรือพยายามเรียนรู้สิ่งต่างๆ เพิ่มเติมด้วยตัวเอง จริงๆ แล้วเกรดหรือคะแนน มันไม่ได้มีผลมากนักหรอกในโลกภายนอกมหาวิทยาลัย อาจจะจริงอยู่ที่เขาจะดูเกรดเวลารับเข้าทำงานหรือเรียนต่อ แต่หลังจากนั้นเมล็ดพันธุ์หรือต้นกล้าในแต่ละคนต่างหาก ที่จะเป็นส่วนสำคัญทำให้แต่ละคนกลายเป็นดอกไม้ที่สวยงาม และประสบความสำเร็จ จึงอยากให้ทุกคนสนใจที่จะบ่มเพาะตัวเองให้พร้อมที่จะออกไปเป็นดอกไม้ในโลกภายนอก รู้สึกว่าวันนี้จะเขียนจริงจังไปแฮะ จริงๆ ก็แค่อยากแนะนำเพลงเท่านั้นแหละ อ้อ&#8230;ถ้าอยากอ่านคำแปลแบบเพราะๆ ก็ไปดูได้ที่ http://www.iknow.co.jp/user/delphine_bell/journal/2008/3/8/25745 อ่านแล้วกินใจกว่าที่ผมแปลข้างบนเยอะ ความสามารถในการแต่งประโยคของผมมีแค่นี้แหละ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันนี้คิดถึงอะไรหลายๆ อย่างวนไปวนมา แล้วก็นึกถึงเพลง 世界に一つだけの花 (ดอกไม้ชนิดเดียวในโลก) ของ SMAP ที่มีเนื้อหาดี เปรียบเทียบมนุษย์แต่ละคนเป็นเหมือนดอกไม้</p>
<blockquote><p>
それなのに僕ら人間は どうしてこうも比べたがる?<br />
ทำไมพวกเรามนุษย์ทั้งหลายจึงอยากเปรียบเทียบกัน?<br />
一人一人違うのにその中で 一番になりたがる?<br />
อยากจะเป็นที่หนึ่งในบรรดาผู้คนที่แตกต่างกันหรือ?</p>
<p>そうさ僕らは<br />
ที่จริงแล้ว เราแต่ละคนก็เป็นเหมือน<br />
世界に一つだけの花<br />
ดอกไม้ชนิดเดียวในโลกนี้<br />
一人一人違う種を持つ<br />
แต่ละคนมีเมล็ดพันธุ์ที่แตกต่างกันอยู่<br />
その花を咲かせることだけに<br />
การจะทำให้เมล็ดนั้นกลายเป็นดอกไม้ที่เบ่งบานได้<br />
一生懸命になればいい<br />
ด้วยพยายามของตัวเองอย่างเต็มที่ก็พอแล้ว</p></blockquote>
<p>หลังจากสอนหนังสือมาสามปี ผมรู้สึกว่านักเรียนส่วนใหญ่ (ไม่ทั้งหมดหรอก แต่ว่าเยอะ) สนใจแค่คะแนนและเกรด ทำให้อาจารย์หลายๆ คน (รวมทั้งตัวผมด้วย) พยายามล่อนักเรียนด้วยการให้คะแนนไปซะทุกอย่าง มีนักเรียนไม่เยอะที่ผมรู้สึกว่าสนใจจริงๆ ในเนื้อหาที่กำลังเรียนอยู่ หรือพยายามเรียนรู้สิ่งต่างๆ เพิ่มเติมด้วยตัวเอง จริงๆ แล้วเกรดหรือคะแนน มันไม่ได้มีผลมากนักหรอกในโลกภายนอกมหาวิทยาลัย อาจจะจริงอยู่ที่เขาจะดูเกรดเวลารับเข้าทำงานหรือเรียนต่อ แต่หลังจากนั้นเมล็ดพันธุ์หรือต้นกล้าในแต่ละคนต่างหาก ที่จะเป็นส่วนสำคัญทำให้แต่ละคนกลายเป็นดอกไม้ที่สวยงาม และประสบความสำเร็จ จึงอยากให้ทุกคนสนใจที่จะบ่มเพาะตัวเองให้พร้อมที่จะออกไปเป็นดอกไม้ในโลกภายนอก</p>
<p>รู้สึกว่าวันนี้จะเขียนจริงจังไปแฮะ จริงๆ ก็แค่อยากแนะนำเพลงเท่านั้นแหละ อ้อ&#8230;ถ้าอยากอ่านคำแปลแบบเพราะๆ ก็ไปดูได้ที่ <a href="http://www.iknow.co.jp/user/delphine_bell/journal/2008/3/8/25745">http://www.iknow.co.jp/user/delphine_bell/journal/2008/3/8/25745</a> อ่านแล้วกินใจกว่าที่ผมแปลข้างบนเยอะ ความสามารถในการแต่งประโยคของผมมีแค่นี้แหละ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cholwich.org/wordpress/2008/07/17/%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หลักสูตร</title>
		<link>http://cholwich.org/wordpress/2008/06/07/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://cholwich.org/wordpress/2008/06/07/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 07 Jun 2008 10:40:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>cholwich</dc:creator>
				<category><![CDATA[teaching]]></category>
		<category><![CDATA[curriculum]]></category>
		<category><![CDATA[university]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cholwich.org/wordpress/?p=64</guid>
		<description><![CDATA[เนื่องจากอาทิตย์หน้าจะมีการปฐมนิเทศน์นักศึกษาชั้นปีที่สอง ที่เพิ่งจะเข้ามาเรียนในภาควิชาฯ เลยลองทำ visualization ของวิชาต่างๆ ในหลักสูตรดู โดยพยายามรักษาตำแหน่งตามภาคการศึกษาที่น.ศ.ต้องเรียนในแนวตั้ง และใช้ตำแหน่งในแนวนอนกับสี แสดงความเกี่ยวข้องกันของวิชาต่างๆ   เหตุที่ต้องทำอย่างนี้ก็เพราะที่ภาควิชามีการเรียนแบ่งเป็นสองหลักสูตร คือ Information Technology กับ Computer Science ที่แตกต่างกันไม่มากนัก (อย่างน้อยปีสองก็เรียนเหมือนกันทุกคน) ทำให้นักศึกษาบางส่วนอาจจะยังไม่เข้าใจว่า สิ่งที่ตัวเองจะต้องเจอในสามปีข้างหน้านี้เป็นยังไง แล้วสุดท้ายจะเป็นยังไง แล้วจะต่างจากเพื่อนที่เรียนหลักสูตรข้างๆ ยังไง ตอนนี้หวังเล็กๆ ว่าภาพที่ทำขึ้นนี้อาจจะช่วยเพิ่มความเข้าใจในนักศึกษามากขึ้น]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เนื่องจากอาทิตย์หน้าจะมีการปฐมนิเทศน์นักศึกษาชั้นปีที่สอง ที่เพิ่งจะเข้ามาเรียนในภาควิชาฯ เลยลองทำ visualization ของวิชาต่างๆ ในหลักสูตรดู โดยพยายามรักษาตำแหน่งตามภาคการศึกษาที่น.ศ.ต้องเรียนในแนวตั้ง และใช้ตำแหน่งในแนวนอนกับสี แสดงความเกี่ยวข้องกันของวิชาต่างๆ</p>
<p><a href="http://cholwich.org/wp-content/uploads/2008/06/it_curriculum.png"><img class="aligncenter size-full wp-image-65" title="IT Curriculum" src="http://cholwich.org/wp-content/uploads/2008/06/it_curriculum.png" alt="IT Curriculum" width="550" /></a></p>
<p><a href="http://cholwich.org/wordpress/wp-content/uploads/2008/06/cs_curriculum.png"><img class="aligncenter size-full wp-image-66" title="CS Curriculum" src="http://cholwich.org/wp-content/uploads/2008/06/cs_curriculum.png" alt="CS Curriculum" width="550" /></a></p>
<p> </p>
<p>เหตุที่ต้องทำอย่างนี้ก็เพราะที่ภาควิชามีการเรียนแบ่งเป็นสองหลักสูตร คือ Information Technology กับ Computer Science ที่แตกต่างกันไม่มากนัก (อย่างน้อยปีสองก็เรียนเหมือนกันทุกคน) ทำให้นักศึกษาบางส่วนอาจจะยังไม่เข้าใจว่า สิ่งที่ตัวเองจะต้องเจอในสามปีข้างหน้านี้เป็นยังไง แล้วสุดท้ายจะเป็นยังไง แล้วจะต่างจากเพื่อนที่เรียนหลักสูตรข้างๆ ยังไง ตอนนี้หวังเล็กๆ ว่าภาพที่ทำขึ้นนี้อาจจะช่วยเพิ่มความเข้าใจในนักศึกษามากขึ้น</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cholwich.org/wordpress/2008/06/07/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ITS331 Info Tech I Lab</title>
		<link>http://cholwich.org/wordpress/2008/05/15/its331-information-technology-i-laboratory/</link>
		<comments>http://cholwich.org/wordpress/2008/05/15/its331-information-technology-i-laboratory/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 15 May 2008 03:02:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>cholwich</dc:creator>
				<category><![CDATA[teaching]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cholwich.org/wordpress/?p=62</guid>
		<description><![CDATA[วันก่อนเขียนเรื่อง ITS325 ไปแล้ว วันนี้ขอเขียนถึงวิชาที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องในเทอมหน้าอีกวิชาหนึ่ง คือ &#8220;ITS331 Information Technology I Lab&#8221; หรือที่เด็กๆ นิยมเรียกกันว่าแล็บดาตาเบส เพราะว่าเนื้อหาบางส่วนเกี่ยวข้องกับฐานข้อมูล แถมคนสอนก็สอนวิชาระบบจัดการฐานข้อมูลด้วย วิชานี้เป็นการฝึกปฎิบัติที่เกี่ยวกับการใช้งาน database กับ web programming ขั้นต้น ดังนั้นเนื้อหาส่วนใหญ่ก็จะเน้นไปที่ LAMP เริ่มต้นตั้งแต่การติดตั้ง Linux ฝึกเขียน HTML/CSS และ Javascript ไปจนกระทั่งใช้ PHP กับ MySQL เท่าที่ประสบมาในปีก่อน (ปีที่แล้วจะไม่ได้ดูแลโดยตรงเท่าไหร่) วิชานี้จะมีปัญหาอยู่พอสมควร คือเนื้อหาที่สอนอาจจะไม่ได้น่าสนใจมากนัก เด็กหลายๆ คน เรียนและฝึกด้วยตัวเอง จนกระทั่งใช้ linux หรือทำ web application ได้อยู่แล้ว ก็จะรู้สึกว่ามันไม่น่าสนใจ แต่ที่เหลือส่วนใหญ่จะไม่มีความรู้เกี่ยวกับพวกนี้เลย เรียกว่า พวกที่เป็นก็ทำเป็นจนทำงานได้แล้ว ไม่ต้องเรียนก็ได้ แต่พวกไม่เป็นก็ไม่เป็นอะไรเลยสักอย่าง ทำให้ลำบากอยู่พอควร นอกจากนี้แล็บนี้ยังเป็นแล็บแรกที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับวิชาเรียนโดยตรง คือไม่ใช่เรียนในวิชาบรรยายมา แล้วมาทำแบบฝึกหัดอย่างเดียว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันก่อนเขียนเรื่อง <a href="http://cholwich.org/wordpress/2008/04/21/its325-computer-architecture/">ITS325</a> ไปแล้ว วันนี้ขอเขียนถึงวิชาที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องในเทอมหน้าอีกวิชาหนึ่ง คือ &#8220;ITS331 Information Technology I Lab&#8221; หรือที่เด็กๆ นิยมเรียกกันว่าแล็บดาตาเบส เพราะว่าเนื้อหาบางส่วนเกี่ยวข้องกับฐานข้อมูล แถมคนสอนก็สอนวิชาระบบจัดการฐานข้อมูลด้วย </p>
<p>วิชานี้เป็นการฝึกปฎิบัติที่เกี่ยวกับการใช้งาน database กับ web programming ขั้นต้น ดังนั้นเนื้อหาส่วนใหญ่ก็จะเน้นไปที่ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/LAMP_(software_bundle)">LAMP</a> เริ่มต้นตั้งแต่การติดตั้ง Linux ฝึกเขียน HTML/CSS และ Javascript ไปจนกระทั่งใช้ PHP กับ MySQL </p>
<p>เท่าที่ประสบมาในปีก่อน (ปีที่แล้วจะไม่ได้ดูแลโดยตรงเท่าไหร่) วิชานี้จะมีปัญหาอยู่พอสมควร คือเนื้อหาที่สอนอาจจะไม่ได้น่าสนใจมากนัก เด็กหลายๆ คน เรียนและฝึกด้วยตัวเอง จนกระทั่งใช้ linux หรือทำ web application ได้อยู่แล้ว ก็จะรู้สึกว่ามันไม่น่าสนใจ แต่ที่เหลือส่วนใหญ่จะไม่มีความรู้เกี่ยวกับพวกนี้เลย เรียกว่า พวกที่เป็นก็ทำเป็นจนทำงานได้แล้ว ไม่ต้องเรียนก็ได้ แต่พวกไม่เป็นก็ไม่เป็นอะไรเลยสักอย่าง ทำให้ลำบากอยู่พอควร นอกจากนี้แล็บนี้ยังเป็นแล็บแรกที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับวิชาเรียนโดยตรง คือไม่ใช่เรียนในวิชาบรรยายมา แล้วมาทำแบบฝึกหัดอย่างเดียว เหมือนแล็บในปีหนึ่งหรือปีสอง เนื่องจากเนื้อหาส่วนใหญ่ไม่ได้เกี่ยวกับวิชาฐานข้อมูล ที่นี้พอต้องสอนบรรยายในห้องแล็บ ปัญหาก็เกิดขึ้นเพราะนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ มีสิ่งต่างๆ มาดึงดูดความสนใจออกไปเยอะ</p>
<p>ในปีการศึกษาหน้า ก็เลยพยายามจะปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนใหม่ คือ การบรรยายในช่วงแรกจะทำในห้องบรรยาย อาจจะแค่ครึ่งหรือหนึ่งชั่วโมง ให้เข้ามานั่งฟังอธิบายต่างๆ ให้เรียบร้อยซะก่อน แล้วจึงแยกย้ายกันไปทำแบบฝึกหัดให้ห้องแล็บ คิดว่าน่าจะลดปัญหาหลายๆ อย่าง ส่วนเรื่องเนื้อหาก็พยายามจะเอาอะไรใหม่ๆ ใส่เข้ามาบ้าง เผื่อว่าจะทำให้มันดูน่าสนใจขึ้น</p>
<p>อีกคำถามหนึ่งที่ผมโดนถามทุกปี ก็คือ &#8220;ทำไมไม่สอน oracle ภาคฯ ข้างๆ เขายังสอนเลย&#8221; จริงๆ ผมก็เคยสอน oracle เหมือนกัน แต่สอนไปแล้วก็ไม่เห็นประโยชน์เท่าไหร่ เพราะถ้าเข้าใจแนวคิด เข้าใจ SQL จะใช้ DBMS ตัวไหนก็ไม่น่าจะต่างกันสักเท่าไหร่ สุดท้ายนี้เอาแผนคร่าวของแล็บมาแปะไว้หน่อยล่ะกัน</p>
<ol>
<li>Linux Installation + Tutorials</li>
<li>HTML + CSS</li>
<li>Javascript</li>
<li>JQuery</li>
<li>Introduction to PHP</li>
<li>Midterm examination</li>
<li>MySQL</li>
<li>PHP with mySQL</li>
<li>Cookie and Sessions</li>
<li>Ajax with JQuery</li>
<li>Project Development</li>
<li>Final examination</li>
</ol>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cholwich.org/wordpress/2008/05/15/its331-information-technology-i-laboratory/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ITS325 Computer Architecture</title>
		<link>http://cholwich.org/wordpress/2008/04/21/its325-computer-architecture/</link>
		<comments>http://cholwich.org/wordpress/2008/04/21/its325-computer-architecture/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 21 Apr 2008 15:22:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>cholwich</dc:creator>
				<category><![CDATA[teaching]]></category>
		<category><![CDATA[computer architecture]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cholwich.org/wordpress/?p=56</guid>
		<description><![CDATA[เนื่องจากเทอมหน้าจะเปลี่ยนไปสอนวิชา Computer Architecture วิชาเทอมต้นนี่เปลี่ยนมาหลายวิชาแล้ว ทำงานมาสามปี ไม่เคยสอนซ้ำกันซักปี ปีแรกสอนภาษาซีครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งสอนวิชา Foundation of Information Systems วิชาที่หายไปจากหลักสูตรแล้ว ปีที่สองก็ไปสอน DBMS ครึ่งหนึ่ง กับ Intelligent Systems อีกครึ่งหนึ่ง วิชาหลังนี่แปลงกายมาเป็น Artificial Intelligence ในหลักสูตรใหม่ แถมย้ายไปอยู่เทอมหลัง ปีที่แล้วกลับไปสอนภาษาซีอีกครั้งหนึ่งแต่คราวนี้สอนเต็มตัวเลย ปีหน้าด้วยเหตุการณ์หลายๆ อย่าง เลยทำให้ได้ไปสอน Computer Architecture แทน ก็เลยต้องเตรียมตัวกันพอสมควร Computer Architecture มีเป้าหมายให้นักศึกษาเข้าใจหลักการทำงานพื้นฐานภายในระบบคอมพิวเตอร์ ผมยังเชื่อว่าวิชานี้เป็นความรู้พื้นฐานที่สำคัญสำหรับนักศึกษาที่เรียนทางด้านนี้ แม้ว่าปัจจุบันระบบซอฟท์แวร์จะทำสิ่งต่างๆ ซ้อนไว้หลายชั้น จนเราแทบจะไม่จำเป็นต้องสนใจหรือเข้าใจว่าระบบทำงานยังไง เราก็สามารถสร้างซอฟท์แวร์หรือแอพพลิเคชันได้ แต่สุดท้ายถ้าอยากทำซอฟท์แวร์ที่ใช้ประสิทธิภาพสูงสุดของระบบจริงๆ ก็จำเป็นที่จะต้องเข้าใจสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ปัญหาของการเรียนวิชานี้ก็คือ ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ทฤษฎี หรือวิธีการต่างๆ จนบางครั้ง นักศึกษาคิดว่าเป็นวิชาท่องจำ หรือบางครั้งก็เน้นไปที่การออกแบบฮาร์ดแวร์ ซึ่งอาจจะไม่เหมาะกับนักศึกษาที่เพิ่งเริ่มเรียนปีที่สองในมหาวิทยาลัย และยังเป็นเทอมแรกที่เรียนวิชาเฉพาะสาขาด้วย นอกจากนี้นักศึกษาที่จะสอนก็เป็นนักศึกษาสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ กับเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่จะเรียน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เนื่องจากเทอมหน้าจะเปลี่ยนไปสอนวิชา Computer Architecture วิชาเทอมต้นนี่เปลี่ยนมาหลายวิชาแล้ว ทำงานมาสามปี ไม่เคยสอนซ้ำกันซักปี ปีแรกสอนภาษาซีครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งสอนวิชา Foundation of Information Systems วิชาที่หายไปจากหลักสูตรแล้ว ปีที่สองก็ไปสอน DBMS ครึ่งหนึ่ง กับ Intelligent Systems อีกครึ่งหนึ่ง วิชาหลังนี่แปลงกายมาเป็น Artificial Intelligence ในหลักสูตรใหม่ แถมย้ายไปอยู่เทอมหลัง ปีที่แล้วกลับไปสอนภาษาซีอีกครั้งหนึ่งแต่คราวนี้สอนเต็มตัวเลย ปีหน้าด้วยเหตุการณ์หลายๆ อย่าง เลยทำให้ได้ไปสอน Computer Architecture แทน ก็เลยต้องเตรียมตัวกันพอสมควร </p>
<p>Computer Architecture มีเป้าหมายให้นักศึกษาเข้าใจหลักการทำงานพื้นฐานภายในระบบคอมพิวเตอร์ ผมยังเชื่อว่าวิชานี้เป็นความรู้พื้นฐานที่สำคัญสำหรับนักศึกษาที่เรียนทางด้านนี้ แม้ว่าปัจจุบันระบบซอฟท์แวร์จะทำสิ่งต่างๆ ซ้อนไว้หลายชั้น จนเราแทบจะไม่จำเป็นต้องสนใจหรือเข้าใจว่าระบบทำงานยังไง เราก็สามารถสร้างซอฟท์แวร์หรือแอพพลิเคชันได้ แต่สุดท้ายถ้าอยากทำซอฟท์แวร์ที่ใช้ประสิทธิภาพสูงสุดของระบบจริงๆ ก็จำเป็นที่จะต้องเข้าใจสิ่งต่างๆ เหล่านี้ </p>
<p>ปัญหาของการเรียนวิชานี้ก็คือ ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ทฤษฎี หรือวิธีการต่างๆ จนบางครั้ง นักศึกษาคิดว่าเป็นวิชาท่องจำ หรือบางครั้งก็เน้นไปที่การออกแบบฮาร์ดแวร์ ซึ่งอาจจะไม่เหมาะกับนักศึกษาที่เพิ่งเริ่มเรียนปีที่สองในมหาวิทยาลัย และยังเป็นเทอมแรกที่เรียนวิชาเฉพาะสาขาด้วย นอกจากนี้นักศึกษาที่จะสอนก็เป็นนักศึกษาสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ กับเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่จะเรียน Digital Circuits ในเทอมเดียวกัน แถมเป้าหมายของหลักสูตรก็อยากจะให้นักศึกษาเหล่านี้จบไปทำงานในสาขาทางด้านซอฟท์แวร์ หรือไปทางในเชิงทฤษฎี  </p>
<p>สุดท้ายก็ไปเจอหนังสือ <a href="http://www.csapp.cs.cmu.edu">Computer Systems: A Programmer&#8217;s Perspective</a> ที่พัฒนาโดยอาจารย์จาก CMU ที่เจอปัญหาคล้ายๆ กัน เลยเปลี่ยนวิธีการสอนใหม่ เป็นการเรียนรู้สถาปัตยกรรม หรือการทำงานของคอมพิวเตอร์ ผ่านทางการเขียนโปรแกรม และการทดลองด้วยภาษาซี เพื่อทำให้ผู้เรียนกลายเป็นโปรแกรมเมอร์ที่เข้าใจการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ และสามารถเขียนโปรแกรมที่ดึงความสามารถของระบบออกมาได้เต็มที่ จริงๆ แล้ว Matt ก็เคยใช้หนังสือเล่มนี้สอนเมื่อสามปีก่อนเหมือนกัน ได้เวลาเริ่มทำสไลด์ประกอบการสอนแล้ว คงจะได้สนุกกับวิชานี้อีกเทอมหนึ่งล่ะ ถ้ามีเวลาอยากสอนเขียนโปรแกรมที่ใช้พวก SSE หรือ MMX เพิ่มด้วยนะ แต่หวังว่าคงจะไม่ใช่คนสอนสนุกอยู่คนเดียวนะ <img src='http://cholwich.org/wordpress/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cholwich.org/wordpress/2008/04/21/its325-computer-architecture/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ฝึกงาน</title>
		<link>http://cholwich.org/wordpress/2007/05/25/%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://cholwich.org/wordpress/2007/05/25/%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 25 May 2007 09:55:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>cholwich</dc:creator>
				<category><![CDATA[internship]]></category>
		<category><![CDATA[teaching]]></category>
		<category><![CDATA[university]]></category>
		<category><![CDATA[บ่น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cholwich.org/wordpress/?p=21</guid>
		<description><![CDATA[ในหลักสูตรของภาควิชาฯ การฝึกงานถือเป็นวิชาบังคับ ที่นักศึกษาทุกคนจะต้องผ่าน ทั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเป็นการเตรียมตัว ให้นักศึกษาเข้าใจสถานการณ์จริงที่ตัวเองต้องประสบหลังจากจบการศึกษาแล้ว ในหลักสูตรส่วนใหญ่มักจะกำหนดจำนวนชั่วโมง หรือจำนวนวันขั้นต่ำที่นักศึกษาจะต้องไปใช้ชีวิตในบริษัทหรือองค์กรภายนอก ซึ่งไม่ใช่แค่ไปให้เขาเห็นหน้าให้ครบตามจำนวนชั่วโมง แต่ต้องแบกความรับผิดชอบ และความเป็นผู้ใหญ่ไปด้วย หมายความว่านักศึกษาควรจะเตรียมตัวให้พร้อม และเตรียมใจไว้ด้วย ว่าเราคือพนักงาน (ชั่วคราว) คนหนึ่งขององค์กรนั้น นอกจากนี้ระหว่างฝึกงานก็ควรจะมีความกระตีอรือร้นที่จะเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ เพราะสิ่งที่เรียนในมหาวิทยาลัยจะเน้นแค่ทฤษฎี หรือหลักการกว้างๆ ที่นักศึกษาควรเข้าใจ แต่องค์กรธุรกิจอาจจะมีวิธีการทำงาน หรือความรู้เฉพาะด้านที่จะต้องศึกษาเพิ่มเติม นอกจากนี้ควรสังเกตวิธีการทำงาน วัฒนธรรมองค์กร ไปพร้อมๆ กับการมองหาจุดด้อยของตัวเอง เพื่อที่หลังจากการฝึกงานแล้ว จะได้ใช้เวลาที่เหลืออีกหนึ่งปี เตรียมตัวให้พร้อมที่จะก้าวสู่โลกแห่งความเป็นจริงต่อไป วันนี้มาบ่นอีกแล้ว หลังจากได้รับโทรศัพท์สายหนึ่ง รู้สึกจะเป็นความผิดพลาด และอ่อนประสบการณ์ของตัวเองอีกแล้ว]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในหลักสูตรของภาควิชาฯ <strong>การฝึกงาน</strong>ถือเป็นวิชาบังคับ ที่นักศึกษาทุกคนจะต้องผ่าน ทั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเป็นการเตรียมตัว ให้นักศึกษาเข้าใจสถานการณ์จริงที่ตัวเองต้องประสบหลังจากจบการศึกษาแล้ว ในหลักสูตรส่วนใหญ่มักจะกำหนดจำนวนชั่วโมง หรือจำนวนวันขั้นต่ำที่นักศึกษาจะต้องไปใช้ชีวิตในบริษัทหรือองค์กรภายนอก ซึ่งไม่ใช่แค่ไปให้เขาเห็นหน้าให้ครบตามจำนวนชั่วโมง แต่ต้องแบกความรับผิดชอบ และความเป็นผู้ใหญ่ไปด้วย หมายความว่านักศึกษาควรจะเตรียมตัวให้พร้อม และเตรียมใจไว้ด้วย ว่าเราคือพนักงาน (ชั่วคราว) คนหนึ่งขององค์กรนั้น  นอกจากนี้ระหว่างฝึกงานก็ควรจะมีความกระตีอรือร้นที่จะเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ เพราะสิ่งที่เรียนในมหาวิทยาลัยจะเน้นแค่ทฤษฎี หรือหลักการกว้างๆ ที่นักศึกษาควรเข้าใจ แต่องค์กรธุรกิจอาจจะมีวิธีการทำงาน หรือความรู้เฉพาะด้านที่จะต้องศึกษาเพิ่มเติม นอกจากนี้ควรสังเกตวิธีการทำงาน วัฒนธรรมองค์กร ไปพร้อมๆ กับการมองหาจุดด้อยของตัวเอง เพื่อที่หลังจากการฝึกงานแล้ว จะได้ใช้เวลาที่เหลืออีกหนึ่งปี เตรียมตัวให้พร้อมที่จะก้าวสู่โลกแห่งความเป็นจริงต่อไป</p>
<p>วันนี้มาบ่นอีกแล้ว หลังจากได้รับโทรศัพท์สายหนึ่ง รู้สึกจะเป็นความผิดพลาด และอ่อนประสบการณ์ของตัวเองอีกแล้ว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cholwich.org/wordpress/2007/05/25/%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จบไปหนึ่งคน</title>
		<link>http://cholwich.org/wordpress/2007/05/23/%e0%b8%88%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b6%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://cholwich.org/wordpress/2007/05/23/%e0%b8%88%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b6%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 23 May 2007 13:29:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>cholwich</dc:creator>
				<category><![CDATA[research]]></category>
		<category><![CDATA[teacher]]></category>
		<category><![CDATA[teaching]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cholwich.org/wordpress/?p=19</guid>
		<description><![CDATA[หลังจากเป็นครูมาได้สองปี ในที่สุดก็สามารถทำให้นักเรียนปริญญาโทคนแรกเรียนจบได้ (จริงๆ ก็ยังไม่จบแบบสมบูรณ์นัก แต่ในแง่งานวิจัยนั้นจบแล้ว สำหรับตัวเองแล้ว ขออนุโลมว่าจบล่ะกัน และเขากลับบ้านไปแล้ว) รู้สึกโล่งใจขึ้นเยอะ อย่างน้อยก็สามารถสร้างนักวิจัยรุ่นเล็กขึ้นมาได้อีกหนึ่งคน ที่รู้สึกดีใจก็เพราะการเรียนปริญญาโทที่นี่ไม่ง่ายเหมือนที่อื่นๆ เพราะเป็นการเรียนแบบทำวิจัย มีวิชาเรียนแค่ 4 วิชา (จริงๆ แล้ว 2 วิชา คือ Advanced Engineering Mathematics กับ Research Methodology ที่เหลือเป็นวิชาเชิงสัมมนาไม่ได้เรียนจริงๆ จังๆ เท่าไรนัก) จะจบการศึกษาได้ก็ต่อเมื่อมีงานวิจัยตีพิมพ์ใน International Conference อย่างน้อย 1 ฉบับ และ National Journal อย่างน้อย 1 ฉบับ ซึ่งเขาก็ตีพิมพ์ International Conference ไป 3 ฉบับ (ได้ Best Student Paper Award 1 รางวัล) กับ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หลังจากเป็นครูมาได้สองปี ในที่สุดก็สามารถทำให้นักเรียนปริญญาโทคนแรกเรียนจบได้ (จริงๆ ก็ยังไม่จบแบบสมบูรณ์นัก แต่ในแง่งานวิจัยนั้นจบแล้ว สำหรับตัวเองแล้ว ขออนุโลมว่าจบล่ะกัน และเขากลับบ้านไปแล้ว) รู้สึกโล่งใจขึ้นเยอะ อย่างน้อยก็สามารถสร้างนักวิจัยรุ่นเล็กขึ้นมาได้อีกหนึ่งคน ที่รู้สึกดีใจก็เพราะการเรียนปริญญาโทที่นี่ไม่ง่ายเหมือนที่อื่นๆ เพราะเป็นการเรียนแบบทำวิจัย มีวิชาเรียนแค่ 4 วิชา (จริงๆ แล้ว 2 วิชา คือ Advanced Engineering Mathematics กับ Research Methodology ที่เหลือเป็นวิชาเชิงสัมมนาไม่ได้เรียนจริงๆ จังๆ เท่าไรนัก) จะจบการศึกษาได้ก็ต่อเมื่อมีงานวิจัยตีพิมพ์ใน International Conference อย่างน้อย 1 ฉบับ และ National Journal อย่างน้อย 1 ฉบับ ซึ่งเขาก็ตีพิมพ์ International Conference ไป 3 ฉบับ (ได้ Best Student Paper Award 1 รางวัล) กับ National Journal อีก 1 ฉบับ และกำลังจะส่ง International Journal อีก 1 ฉบับ ผลงานดีทีเดียว</p>
<p>จะว่าไปแล้ว รับนักศึกษาคนนี้มาแบบไม่ทันได้ตั้งตัว เขาเป็นคนเนปาลที่ได้ทุนจากธนาคารพัฒนาเอเชีย แล้วมาถึงก็มีปัญหาว่ายังไม่มีอาจารย์คนไหนยอมรับเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ซึ่งตามกฎของสถาบันแล้ว นักศึกษาทุกคนจะมีอาจารย์ที่ปรึกษาตั้งแต่เข้าศึกษา ฉะนั้นเขาจะต้องหาใครรับเป็นที่ปรึกษาให้ได้ มิฉะนั้นก็จะถูกส่งกลับ แล้วก็จะไม่ได้ทุน รู้สึกว่าเรื่องมันเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนที่เราจะเข้ามาทำงานที่นี่ แต่ที่ได้ยินมาคือถูกส่งไปเจออาจารย์แทบจะทั่วสถาบัน แต่ยังไม่มีใครรับปาก สุดท้ายเลยกลับมาที่ภาควิชา และก็กำลังจะเปิดเรียน เราก็เป็นอาจารย์ใหม่เพิ่งมาทำงาน ยังไม่มีภาระนักศึกษาเลย จึงถูกขอร้องแกมบังคับให้รับเป็นที่ปรึกษา จำได้ว่าได้คุยครั้งแรกแล้วไม่แปลกใจเลยว่าทำไมยังไม่มีใครรับ เพราะเขาเป็นคนที่มีวิธีการพูดแปลกๆ มีสีหน้าเคร่งเครียดตลอดเวลา แถมยังบอกว่าอยากจะทำวิจัยทางด้านหุ่นยนต์ แต่ด้วยความเราไม่ได้ทำทางด้านนี้ ก็เลยบอกไปว่าถ้าเปลี่ยนเรื่องมาทาง machine learning หรือ pattern recognition ก็จะรับ ไม่อย่างนั้นก็คงจะรับไม่ได้เพราะไม่ถนัด ไม่อยากรับนักศึกษาแล้วทิ้งๆ ขว้างๆ สุดท้ายคุยเรื่องหัวข้อคร่าวๆ ได้ ก็เลยมีนักศึกษาปริญญาโทคนแรก</p>
<p>ตอนแรกก็ลุ่มๆ ดอนๆ ไปหมด ไอ้เราก็ไม่รู้ระเบียบอะไรซักอย่าง ต้องยื่นเอกสารอะไร จะลงทะเบียนยังไง แม้กระทั่งจะเรียนอะไรบ้าง จะจบยังไงก็ยังไม่รู้ สุดท้ายก็ได้หลายๆ คนช่วย ทำให้ทุกอย่างเรียบร้อย แม้ว่าจะช้าจนเกือบเลยเวลาที่กำหนด เสร็จแล้วก็ให้เวลาเขาหนึ่งเทอม ตั้งใจเรียนวิชาบังคับทั้งสองวิชาให้ดีที่สุด บอกไปว่าต้องเรียนให้ผ่านในเทอมเดียว อันนี้เลียนแบบอาจารย์มา ตอนไปญี่ปุ่นใหม่ๆ เจอแกครั้งแรกแกก็บอกว่าให้เรียนภาษาญี่ปุ่นให้มากที่สุด (แต่ก็สำทับว่า ถ้าว่างก็อ่านหนังสือ AI ไปพลางๆ ด้วยนะ) จำได้ว่าพอได้ยินอย่างนั้นก็โล่งใจขึ้น มีเวลาไปเรียนหนังสือ มีเวลาปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ได้ดีขึ้น ก็เลยคิดว่าเขาก็น่าจะคิดเช่นเดียวกับเรา สุดท้ายเทอมแรกก็ผ่านไปได้ด้วยดี</p>
<p>เทอมที่สองก็เริ่มทำงานวิจัยอย่างจริงจัง แต่ด้วยความที่เขาจบวิศวะไฟฟ้ามา ทำให้ไม่มีทักษะทางการเขียนโปรแกรมมากนัก ใช้แต่ Matlab เป็นหลัก สุดท้ายเลยต้องช่วยเริ่มโปรแกรมไปเยอะพอสมควร แต่หลังๆ ก็เห็นปรับตัว แล้วก็ทำหลายๆ อย่างได้ดี แต่สุดท้ายก็ยังไม่ทิ้ง Matlab เรื่องนี้ก็ขู่ไว้เหมือนกัน ว่าถ้าอยากใช้ Matlab ก็ได้ แต่คงช่วยอะไรไม่ได้เพราะใช้ไม่เป็น และไม่คิดจะใช้ (เพราะมันรันบนวินโดวส์) ข้อดีของนักศึกษาคนนี้ก็คือความตั้งใจ และความขยัน ไม่ว่าจะให้อะไรไปอ่าน หรือให้อะไรไปทำ หรือบอกให้ปรับปรุงอะไร ก็ทำได้เร็วทันใจมาก เรียกว่าคนให้งานยังไม่ทันตั้งตัว งานก็เสร็จแล้ว เจอกันบ่อยมาก อาทิตย์ละหลายๆ หน จนเรายังเบื่อเลย เพราะบางทีก็ติดงานอย่างอื่นอยู่ แต่ถ้าเห็นมาด่อมๆ มองๆ อยู่หน้าห้อง ก็ต้องเปลี่ยนโหมดมาคุยงานวิจัยแหละ แถมหลังๆ มีการพัฒนาขึ้น ก็พอให้ไอเดียบางอย่างไป ก็สามารถสานต่อได้ดี ริเริ่มทุกอย่างได้เอง แม้ว่ามันอาจจะไม่ใช่ทฤษฎี หรือวิธีการที่สวยหรูนัก แต่มันก็ทำงานได้ อาจารย์ที่นี่ท่านหนึ่งเรียกว่า &#8220;กินนอนอยู่กับมัน&#8221; ซึ่งเราก็เห็นด้วย เพราะคุณจะเรียนจบบัณฑิตศึกษาแบบนี้ได้ คุณก็ต้องกินนอนอยู่กับมัน อาจารย์ที่ปรึกษาเป็นแค่คนคอยกระตุ้น คอยตบๆ ให้เดินไปได้ ให้เดินไปแล้วพอมองเห็นอนาคต เท่าที่ประสบการณ์ของอาจารย์แต่ละคนจะมี แต่สุดท้ายคนที่ต้องรู้งานวิจัยนั้นดีที่สุดก็คือนักศึกษาไม่ใช่อาจารย์</p>
<p>ในด้านบุคลิกภาพก็ดีขึ้น อาจจะเป็นเพราะสนิทกันมากขึ้น เริ่มเข้าใจวิธีการพูดของเขา (อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลานานเหมือนกัน กว่าจะชินภาษาอังกฤษสำเนียงเนปาล) แต่ว่าจะมีปัญหา ที่เป็นคนลักษณะแบบแขก แบบที่คนไทยไม่ชอบเต็มๆ คือไม่ยอมเสียผลประโยชน์แม้แต่นิดเดียว หรือจะต้องซักถามไว้ก่อน ถ้ารู้สึกว่าอะไรไม่สมเหตุสมผล (ดูเหมือนว่าจะเปิดศึกกับเขาไปทั่วเหมือนกัน เรื่องนี้เลขาคงรู้ดี) ซึ่งจริงๆ ก็เป็นเรื่องดีนะ เราควรจะรู้เหตุผลของสิ่งที่เราจะทำ แต่สำหรับคนรับฟัง บางทีอาจจะรำคาญ และอาจจะรุนแรงเกินไปเหมือนกัน ก็ต้องไปพยายามไกล่เกลี่ยหลายหน</p>
<p>แต่เรื่องที่ยอมรับไม่ได้ก็คือ วิธีการตอบคำถามกรรมการวิทยานิพนธ์ เวลาที่ต้องเสนอความก้าวหน้าของงานวิจัย จำได้ว่าครั้งแรก (ที่นี่ต้องเสนอความก้าวหน้าทุกภาคการศึกษา) เป็นเรื่องที่แย่มากๆ แม้ว่า defence จะแปลว่าการป้องกันตัว คือพยายามรักษาจุดยืน และความชอบธรรมทางทฤษฎีของสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ แต่การ defence แบบตอบโต้ทุกกรณี ชิงตอบคำถามก่อนในขณะที่กรรมการยังถามไม่ทันจบ แล้วก็ตอบคำถามแบบว่าฉันรู้ดีในขณะที่กรรมการพยายามจะช่วยเสนอไอเดีย เป็นสิ่งที่แย่มาก ซึ่งเราก็ผิดเองที่ไม่ได้สอนเรื่องนี้ก่อน เพราะตัวเองเป็นพวกไม่ค่อยมีจุดยีน (แหะๆ) ไม่ค่อยพยายามต่อสู้ป้องกันตัวเองเท่าไร จนอาจารย์ต้องสอนว่าให้มั่นใจตัวเองไว้ งานเราดีแล้ว อย่าไปหลงตามกรรมการคนอื่นมากนัก สุดท้ายวันนั้นเลยต้องคุยต้องสอนกันยกใหญ่ อย่างแรกคือฟังคำถามให้จบก่อน คิดให้ดีแล้วค่อยตอบ อย่ารีบตอบเพียงเพื่อให้ได้ตอบ เพราะมันจะไม่ได้อะไร กรรมการก็จะไม่เข้าใจคำตอบ แล้วก็จะถามซ้ำอีก สุดท้ายก็วนไปวนมาอยู่อย่างนี้ แล้วมันก็ไม่จบ อีกอย่างหนึ่งก็คือควรจะยอมรับความเห็นกรรมการด้วย ถ้าเห็นว่ามันเป็นความคิดที่ดี แต่ก็ไม่จำเป็นต้องรับทั้งหมด หลังๆ ค่อยโล่งใจหน่อย ว่าสามารถ defence ได้เป็นระบบมากขึ้น</p>
<p>สุดท้ายที่เขียนมายาว ก็เพราะอยากจะเก็บไว้เป็นความทรงจำที่ดีของตัวเอง แม้จะมีความทุกข์ มีปัญหาบ้าง แต่มันก็ผ่านไปได้ด้วยดี แต่ตอนนี้ก็ยังรู้สึกว่ายังเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาได้ไม่ดีนัก และการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาที่ดีเป็นเรื่องที่ยากมากๆ เพราะนักศึกษาแต่ละคนมีลักษณะ และมีพฤติกรรมไม่เหมือนกัน คงต้องพยายามกันต่อไป แต่นับวันก็ยิ่งชอบระบบการจัดศึกษาแบบนี้ เพราะเหมือนกับเป็นตัวเองศิลปิน ที่สร้างนักวิจัยโดยค่อยๆ ปั้น ค่อยๆ ปรับเป็นคนๆ ไป และที่นี่ก็มีข้อดีที่เราอยู่กันเป็นกลุ่ม มีอาจารย์รุ่นพี่ และอาจารย์คนอื่นๆ คอยช่วยเสริมในสิ่งที่ขาด คอยเตือนว่าเราควรทำอะไร ดูเหมือนข้างนอก เขาก็อยากได้แบบ mass production นะ แต่เราก็ยังเชื่อว่าเราไม่สามารถผลิตนักวิจัยที่ดีแบบนั้นได้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cholwich.org/wordpress/2007/05/23/%e0%b8%88%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b6%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

