ช่วงนี้ได้อ่านหนังสือ “The Ruby Programming Language” ทำให้มีโอกาสได้รู้เทคนิค หรือฟีเจอร์ของภาษา Ruby หลายอย่าง แม้ว่าจะใช้ Ruby มาตั้งแต่สมัยอยู่ญี่ปุ่น แต่ยังไม่เคยมีโอกาสอ่านหนังสือจริงๆ จังๆ ส่วนใหญ่ก็ใช้ไปแบบงูๆ ปลาๆ เหตุผลเดียวที่ใช้ก็คือรู้สึกว่า syntax ค่อนข้างคงที่ไม่กำกวม แถมยังเป็น OOP ทำให้ง่ายต่อการทำงานบางอย่าง วันนี้เพิ่งอ่านเจอว่าเราสามารถเขียน method ที่รับอาร์กิวเมนต์จำนวนไม่คงที่ได้ โดยใช้วิธีการกำหนดพารามิเตอร์เพิ่มหนึ่งตัว นอกเหนือจากพารามิเตอร์ปกติ และให้ใส่เครื่องหมาย * ไว้ข้างหน้าพารามิเตอร์ตัวนั้น เช่น
def min(first, *rest) min=first rest.each {|x| min=x if x<min} return min end
method นี้จะหาค่าต่ำที่สุดของอาร์กิวเมนต์ทั้งหมดที่รับมา เช่น
>> min(4,2,1,5) => 1
โดย first เป็นพารามิเตอร์หลัก หมายความว่าจะต้องรับข้อมูลมาอย่างน้อยหนึ่งตัว ส่วน rest เป็นพารามิเตอร์สำหรับค่าอื่นๆ ที่เหลือ ในที่นี้เมื่ออ้างถึง rest จะเป็นอะเรย์เก็บค่าต่างๆ ที่ได้รับมา ดังนั้นจึงสามารถใช้ rest.each ในการอ้างถึงสมาชิกแต่ละตัว แล้วเปรียบเทียบหาค่าต่ำที่สุดได้
ลองดูฟีเจอร์นี้ของ Ruby แล้ว ก็รู้สึกว่าไม่ต่างจากรูปแบบลิสต์ [head|tail] ของ Prolog คือลิสต์ถูกแบ่งเป็นสองส่วน ได้แก่ ส่วนหัว กับส่วนที่เหลือ (ตรงนี้จะต่างจากภาษา C ที่ใช้วิธีกำหนดทั้งหมดไว้ในอะเรย์ แล้วระบุจำนวนอาร์กิวเมนต์มาให้) เลยอยากจะลองเขียน method reverse สำหรับสลับลำดับข้อมูลในลิสต์เรียงกลับจากลำดับเดิม โดยใช้วิธี recursive แบบ Prolog ดู
reverse([],[]). reverse([H|T], R) :- reverse(T,TR), append(T,[H],R).
def reverse(first, *rest) if rest.empty? return [first] else return reverse(*rest) << first end end
ลองเทียบกันดูในแง่ความหมาย จะเห็นว่่าเหมือนกันเป๊ะๆ แถมยังใช้เครื่องหมายคล้ายๆ กันอีก จุดที่แตกต่างที่สุดก็เห็นจะอยู่ที่ลักษณะของ reverse ใน Ruby เป็นฟังก์ชันมีการส่งค่ากลับ ส่วน reverse ของ Prolog เป็น predicate แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง list สองอัน
เป็นอันสิ้นสุดการทดลองของวันนี้แต่เพียงเท่านี้
Tags: programming, prolog, ruby
คิดว่าคงจะรู้กันโดยทั่วไปแล้ว ว่าเราสามารถใช้ Ruby กับ String ที่เข้ารหัสแบบ UTF-8 ได้ ที่ว่าใช้ได้นี่หมายความว่า ได้ข้อมูล (ข้อความ) มา ก็สามารถเก็บลงไปในตัวแปรได้เลย ไม่เกิดปัญหาอะไร แต่โดยการทำงานจริงๆ แล้ว Ruby ไม่ได้สนับสนุน UTF-8 หรือการเข้ารหัสข้อความแบบใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแค่พิจารณาว่า String ก็คือลำดับของตัวอักษร ที่ตัวอักษรหนึ่งตัวมีขนาดเท่ากัน (จะเป็น 1 ไบต์ หรือ 2 ไบต์ ก็แล้วแต่การใช้งาน) ดังนั้นจึงใช้กับ UTF-8 ที่เก็บตัวอักษรแต่ละตัวด้วยที่ไม่เท่ากันไม่ได้
พอดีช่วงนี้กำลังเขียน Ruby เพื่อจัดการข้อความภาษาไทย และพยายามออกแบบให้จัดการกับภาษาอื่นๆ ได้ด้วย ก็เลยต้องเก็บทุกอย่างไว้เป็น UTF-8 จะได้ไม่เสียเวลาแปลงข้อมูล เสร็จแล้วทีนี้จะต้องเข้าถึงตัวอักษรแต่ละตัวเพื่อคำนวณค่าอะไรบางอย่าง จะใช้ [] ก็ไม่ได้แล้ว เพราะจะได้ตัวอักษรไม่ตรงตัว สุดท้ายเลยต้องไปหา gem ที่ช่วยจัดการ UTF-8 มาลองใช้ด้วย เท่าที่ลองหาดูก็เจอ
การใช้งานก็ไม่ยาก ลองดูตามตัวอย่างนี้ได้เลย
require 'rubygems' require 'encoding/character/utf-8' s = +"สวัสดีครับ" a = Array.new s.each_char {|c| a << c}
แค่นี้เราก็แยกตัวอักษรแต่ละตัวจาก s ไปไว้ในอะเรย์ a ได้เลย ตัวอักษรแต่ละตัวก็ยังเก็บในฐานะ String เหมือนเดิม ถ้ามองในแง่ความสะดวกแล้ว การทำแบบนี้ก็ง่ายดี แต่ดูแล้วมันต้องแปลงไปแปลงมาอยู่หลายรอบเหมือนกัน
Tags: programming, ruby
วันก่อนลองค้นไปค้นมา เจอ ActiveScaffold ซึ่งเป็น plugin สำหรับ Ruby on Rails ซึ่งสนับสนุน Ajax และสามารถปรับแต่งวิธีการแสดงผลต่างๆ ของ Scaffold ได้ง่ายๆ เลยกำลังคิดว่าจะเอามาใช้กับระบบที่กำลังทำอยู่