จบไปหนึ่งคน
หลังจากเป็นครูมาได้สองปี ในที่สุดก็สามารถทำให้นักเรียนปริญญาโทคนแรกเรียนจบได้ (จริงๆ ก็ยังไม่จบแบบสมบูรณ์นัก แต่ในแง่งานวิจัยนั้นจบแล้ว สำหรับตัวเองแล้ว ขออนุโลมว่าจบล่ะกัน และเขากลับบ้านไปแล้ว) รู้สึกโล่งใจขึ้นเยอะ อย่างน้อยก็สามารถสร้างนักวิจัยรุ่นเล็กขึ้นมาได้อีกหนึ่งคน ที่รู้สึกดีใจก็เพราะการเรียนปริญญาโทที่นี่ไม่ง่ายเหมือนที่อื่นๆ เพราะเป็นการเรียนแบบทำวิจัย มีวิชาเรียนแค่ 4 วิชา (จริงๆ แล้ว 2 วิชา คือ Advanced Engineering Mathematics กับ Research Methodology ที่เหลือเป็นวิชาเชิงสัมมนาไม่ได้เรียนจริงๆ จังๆ เท่าไรนัก) จะจบการศึกษาได้ก็ต่อเมื่อมีงานวิจัยตีพิมพ์ใน International Conference อย่างน้อย 1 ฉบับ และ National Journal อย่างน้อย 1 ฉบับ ซึ่งเขาก็ตีพิมพ์ International Conference ไป 3 ฉบับ (ได้ Best Student Paper Award 1 รางวัล) กับ National Journal อีก 1 ฉบับ และกำลังจะส่ง International Journal อีก 1 ฉบับ ผลงานดีทีเดียว
จะว่าไปแล้ว รับนักศึกษาคนนี้มาแบบไม่ทันได้ตั้งตัว เขาเป็นคนเนปาลที่ได้ทุนจากธนาคารพัฒนาเอเชีย แล้วมาถึงก็มีปัญหาว่ายังไม่มีอาจารย์คนไหนยอมรับเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ซึ่งตามกฎของสถาบันแล้ว นักศึกษาทุกคนจะมีอาจารย์ที่ปรึกษาตั้งแต่เข้าศึกษา ฉะนั้นเขาจะต้องหาใครรับเป็นที่ปรึกษาให้ได้ มิฉะนั้นก็จะถูกส่งกลับ แล้วก็จะไม่ได้ทุน รู้สึกว่าเรื่องมันเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนที่เราจะเข้ามาทำงานที่นี่ แต่ที่ได้ยินมาคือถูกส่งไปเจออาจารย์แทบจะทั่วสถาบัน แต่ยังไม่มีใครรับปาก สุดท้ายเลยกลับมาที่ภาควิชา และก็กำลังจะเปิดเรียน เราก็เป็นอาจารย์ใหม่เพิ่งมาทำงาน ยังไม่มีภาระนักศึกษาเลย จึงถูกขอร้องแกมบังคับให้รับเป็นที่ปรึกษา จำได้ว่าได้คุยครั้งแรกแล้วไม่แปลกใจเลยว่าทำไมยังไม่มีใครรับ เพราะเขาเป็นคนที่มีวิธีการพูดแปลกๆ มีสีหน้าเคร่งเครียดตลอดเวลา แถมยังบอกว่าอยากจะทำวิจัยทางด้านหุ่นยนต์ แต่ด้วยความเราไม่ได้ทำทางด้านนี้ ก็เลยบอกไปว่าถ้าเปลี่ยนเรื่องมาทาง machine learning หรือ pattern recognition ก็จะรับ ไม่อย่างนั้นก็คงจะรับไม่ได้เพราะไม่ถนัด ไม่อยากรับนักศึกษาแล้วทิ้งๆ ขว้างๆ สุดท้ายคุยเรื่องหัวข้อคร่าวๆ ได้ ก็เลยมีนักศึกษาปริญญาโทคนแรก
ตอนแรกก็ลุ่มๆ ดอนๆ ไปหมด ไอ้เราก็ไม่รู้ระเบียบอะไรซักอย่าง ต้องยื่นเอกสารอะไร จะลงทะเบียนยังไง แม้กระทั่งจะเรียนอะไรบ้าง จะจบยังไงก็ยังไม่รู้ สุดท้ายก็ได้หลายๆ คนช่วย ทำให้ทุกอย่างเรียบร้อย แม้ว่าจะช้าจนเกือบเลยเวลาที่กำหนด เสร็จแล้วก็ให้เวลาเขาหนึ่งเทอม ตั้งใจเรียนวิชาบังคับทั้งสองวิชาให้ดีที่สุด บอกไปว่าต้องเรียนให้ผ่านในเทอมเดียว อันนี้เลียนแบบอาจารย์มา ตอนไปญี่ปุ่นใหม่ๆ เจอแกครั้งแรกแกก็บอกว่าให้เรียนภาษาญี่ปุ่นให้มากที่สุด (แต่ก็สำทับว่า ถ้าว่างก็อ่านหนังสือ AI ไปพลางๆ ด้วยนะ) จำได้ว่าพอได้ยินอย่างนั้นก็โล่งใจขึ้น มีเวลาไปเรียนหนังสือ มีเวลาปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ได้ดีขึ้น ก็เลยคิดว่าเขาก็น่าจะคิดเช่นเดียวกับเรา สุดท้ายเทอมแรกก็ผ่านไปได้ด้วยดี
เทอมที่สองก็เริ่มทำงานวิจัยอย่างจริงจัง แต่ด้วยความที่เขาจบวิศวะไฟฟ้ามา ทำให้ไม่มีทักษะทางการเขียนโปรแกรมมากนัก ใช้แต่ Matlab เป็นหลัก สุดท้ายเลยต้องช่วยเริ่มโปรแกรมไปเยอะพอสมควร แต่หลังๆ ก็เห็นปรับตัว แล้วก็ทำหลายๆ อย่างได้ดี แต่สุดท้ายก็ยังไม่ทิ้ง Matlab เรื่องนี้ก็ขู่ไว้เหมือนกัน ว่าถ้าอยากใช้ Matlab ก็ได้ แต่คงช่วยอะไรไม่ได้เพราะใช้ไม่เป็น และไม่คิดจะใช้ (เพราะมันรันบนวินโดวส์) ข้อดีของนักศึกษาคนนี้ก็คือความตั้งใจ และความขยัน ไม่ว่าจะให้อะไรไปอ่าน หรือให้อะไรไปทำ หรือบอกให้ปรับปรุงอะไร ก็ทำได้เร็วทันใจมาก เรียกว่าคนให้งานยังไม่ทันตั้งตัว งานก็เสร็จแล้ว เจอกันบ่อยมาก อาทิตย์ละหลายๆ หน จนเรายังเบื่อเลย เพราะบางทีก็ติดงานอย่างอื่นอยู่ แต่ถ้าเห็นมาด่อมๆ มองๆ อยู่หน้าห้อง ก็ต้องเปลี่ยนโหมดมาคุยงานวิจัยแหละ แถมหลังๆ มีการพัฒนาขึ้น ก็พอให้ไอเดียบางอย่างไป ก็สามารถสานต่อได้ดี ริเริ่มทุกอย่างได้เอง แม้ว่ามันอาจจะไม่ใช่ทฤษฎี หรือวิธีการที่สวยหรูนัก แต่มันก็ทำงานได้ อาจารย์ที่นี่ท่านหนึ่งเรียกว่า “กินนอนอยู่กับมัน” ซึ่งเราก็เห็นด้วย เพราะคุณจะเรียนจบบัณฑิตศึกษาแบบนี้ได้ คุณก็ต้องกินนอนอยู่กับมัน อาจารย์ที่ปรึกษาเป็นแค่คนคอยกระตุ้น คอยตบๆ ให้เดินไปได้ ให้เดินไปแล้วพอมองเห็นอนาคต เท่าที่ประสบการณ์ของอาจารย์แต่ละคนจะมี แต่สุดท้ายคนที่ต้องรู้งานวิจัยนั้นดีที่สุดก็คือนักศึกษาไม่ใช่อาจารย์
ในด้านบุคลิกภาพก็ดีขึ้น อาจจะเป็นเพราะสนิทกันมากขึ้น เริ่มเข้าใจวิธีการพูดของเขา (อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลานานเหมือนกัน กว่าจะชินภาษาอังกฤษสำเนียงเนปาล) แต่ว่าจะมีปัญหา ที่เป็นคนลักษณะแบบแขก แบบที่คนไทยไม่ชอบเต็มๆ คือไม่ยอมเสียผลประโยชน์แม้แต่นิดเดียว หรือจะต้องซักถามไว้ก่อน ถ้ารู้สึกว่าอะไรไม่สมเหตุสมผล (ดูเหมือนว่าจะเปิดศึกกับเขาไปทั่วเหมือนกัน เรื่องนี้เลขาคงรู้ดี) ซึ่งจริงๆ ก็เป็นเรื่องดีนะ เราควรจะรู้เหตุผลของสิ่งที่เราจะทำ แต่สำหรับคนรับฟัง บางทีอาจจะรำคาญ และอาจจะรุนแรงเกินไปเหมือนกัน ก็ต้องไปพยายามไกล่เกลี่ยหลายหน
แต่เรื่องที่ยอมรับไม่ได้ก็คือ วิธีการตอบคำถามกรรมการวิทยานิพนธ์ เวลาที่ต้องเสนอความก้าวหน้าของงานวิจัย จำได้ว่าครั้งแรก (ที่นี่ต้องเสนอความก้าวหน้าทุกภาคการศึกษา) เป็นเรื่องที่แย่มากๆ แม้ว่า defence จะแปลว่าการป้องกันตัว คือพยายามรักษาจุดยืน และความชอบธรรมทางทฤษฎีของสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ แต่การ defence แบบตอบโต้ทุกกรณี ชิงตอบคำถามก่อนในขณะที่กรรมการยังถามไม่ทันจบ แล้วก็ตอบคำถามแบบว่าฉันรู้ดีในขณะที่กรรมการพยายามจะช่วยเสนอไอเดีย เป็นสิ่งที่แย่มาก ซึ่งเราก็ผิดเองที่ไม่ได้สอนเรื่องนี้ก่อน เพราะตัวเองเป็นพวกไม่ค่อยมีจุดยีน (แหะๆ) ไม่ค่อยพยายามต่อสู้ป้องกันตัวเองเท่าไร จนอาจารย์ต้องสอนว่าให้มั่นใจตัวเองไว้ งานเราดีแล้ว อย่าไปหลงตามกรรมการคนอื่นมากนัก สุดท้ายวันนั้นเลยต้องคุยต้องสอนกันยกใหญ่ อย่างแรกคือฟังคำถามให้จบก่อน คิดให้ดีแล้วค่อยตอบ อย่ารีบตอบเพียงเพื่อให้ได้ตอบ เพราะมันจะไม่ได้อะไร กรรมการก็จะไม่เข้าใจคำตอบ แล้วก็จะถามซ้ำอีก สุดท้ายก็วนไปวนมาอยู่อย่างนี้ แล้วมันก็ไม่จบ อีกอย่างหนึ่งก็คือควรจะยอมรับความเห็นกรรมการด้วย ถ้าเห็นว่ามันเป็นความคิดที่ดี แต่ก็ไม่จำเป็นต้องรับทั้งหมด หลังๆ ค่อยโล่งใจหน่อย ว่าสามารถ defence ได้เป็นระบบมากขึ้น
สุดท้ายที่เขียนมายาว ก็เพราะอยากจะเก็บไว้เป็นความทรงจำที่ดีของตัวเอง แม้จะมีความทุกข์ มีปัญหาบ้าง แต่มันก็ผ่านไปได้ด้วยดี แต่ตอนนี้ก็ยังรู้สึกว่ายังเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาได้ไม่ดีนัก และการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาที่ดีเป็นเรื่องที่ยากมากๆ เพราะนักศึกษาแต่ละคนมีลักษณะ และมีพฤติกรรมไม่เหมือนกัน คงต้องพยายามกันต่อไป แต่นับวันก็ยิ่งชอบระบบการจัดศึกษาแบบนี้ เพราะเหมือนกับเป็นตัวเองศิลปิน ที่สร้างนักวิจัยโดยค่อยๆ ปั้น ค่อยๆ ปรับเป็นคนๆ ไป และที่นี่ก็มีข้อดีที่เราอยู่กันเป็นกลุ่ม มีอาจารย์รุ่นพี่ และอาจารย์คนอื่นๆ คอยช่วยเสริมในสิ่งที่ขาด คอยเตือนว่าเราควรทำอะไร ดูเหมือนข้างนอก เขาก็อยากได้แบบ mass production นะ แต่เราก็ยังเชื่อว่าเราไม่สามารถผลิตนักวิจัยที่ดีแบบนั้นได้

Recent Comments