CHANGE เป็นละครสามทุ่มวันจันทร์ (คนญี่ปุ่นนิยมเรียกว่า 月9 (เก็ทสึคุ)) เรื่องล่าสุด นำแสดงโดย “คิมูระ ทะคุยะ” จุดเด่นที่ทำให้ตั้งหน้าตั้งตารอดูละครเรื่องนี้ ก็คือจุดขาย ที่บอกว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าอยู่ๆ ครูประถม กลายมาเป็นนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น” ละครเรื่องนี้เสนอเรื่องราวเกี่ยวกับนักการเมือง และระบบการเมืองของญี่ปุ่น โดยมุ่งไปที่ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นตามชื่อเรื่อง (ชื่อเรื่องนี้คงอิงจากกระแสโอบามาด้วย)
ระบบการเมืองญี่ปุ่นก็ไม่ต่างจากการเมืองไทยเท่าไรนัก ผลประโยชน์ และเงินทอง ยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในหมู่นักการเมือง การจัดสรรตำแหน่งต่างๆ ก็เกิดจากการต่อรองผลประโยชน์ต่างๆ ทางการเมืองระหว่างมุ้ง กลุ่มการเมือง และพรรคร่วมรัฐบาล ถ้าผลประโยชน์ลงตัวอะไรก็เกิดขึ้นได้ ผมมักจะเห็นบ่อยๆ ว่า คนไทยเรามักจะแสดงความชื่นชมนักการเมืองญี่ปุ่นอยู่เสมอๆ ที่รีบลาออกเวลาเกิดข้อกล่าวหาในเรื่องความซื่อสัตย์หรือจริยธรรม แต่เท่าที่เคยเห็นมา ผมรู้สึกว่านักการเมืองญี่ปุ่นที่ลาออกส่วนใหญ่ ไม่ได้เกิดจากการสำนึกด้วยตัวเองสักเท่าไหร่ แต่เกิดจากการกดดันของสังคม และสื่อมวลชน ซึ่งกระแสเหล่านี้จะรุนแรงมาก จนกระทั่งอาจลุกลามไปถึงคะแนนนิยมของพรรคได้ อย่างนายกฯ คนที่แล้วของญี่ปุ่น ที่ไม่ยอมจัดการรัฐมนตรีที่มีปัญหา ทำให้พรรคถึงกับเสียเสียงข้างมากในสภาสูง นายกฯ ต้องก็ตัดใจลาออกไปหลังจากรับตำแหน่งได้ไม่ถึงปี ด้วยเหตุนี้เวลาเกิดปัญหาอะไรขึ้น ส่วนใหญ่พรรคจึงต้องรีบกดดันคนของตัวเอง หรือทำอะไรสักอย่างหยุดกระแสนี้ ก็เลยเกิดการลาออกขึ้นในที่สุด ผมรู้สึกว่าการเมืองไทยก็กำลังจะกลายไปในแนวทางนี้เช่นเดียวกับญี่ปุ่น เมื่อสังคมเริ่มรับรู้สิ่งต่างๆ มากขึ้น และพยายามผลักดันสิ่งต่างๆ ตามที่สังคมต้องการ
เข้ารกเข้าพงไปเยอะแล้ว กลับมาที่ละครดีกว่า ละครเรื่องนี้เริ่มด้วยอุบัติเหตุครั้งหนึ่ง ซึ่งทำให้ อะซะคุระ เคตะ ครูประจำชั้นป.5 ของโรงเรียนเล็กๆ ในจังหวัดนะงะโนะ สูญเสียพ่อ และพี่ชายอย่างกะทันหัน เหตุการณ์นี้ทำให้เคตะซึ่งไม่สนใจ (และเกลียด) การเมืองต้องเข้ามาสู่แวดวงการเมือง เพราะพ่อเป็นส.ส.หลายสมัยของจังหวัดฟุคุโอกะ จากไปพร้อมกับพี่ชายซึ่งเป็นทายาททางการเมืองของพ่อ เคตะตกปากรับคำลงสมัครเลือกตั้งซ่อม ด้วยคิดว่าถ้าสอบตกก็คงจะไม่มีใครสนใจ หรือมาวุ่นวายกับตัวเองอีก สุดท้ายพอไปเดินสายหาเสียง เคตะก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันของคู่แข่ง ซึ่งยกเอาข้อกล่าวหาว่าพ่อของเคตะรับเงินจากเอกชนมาโจมตี ในวันสุดท้ายของการหาเสียง เคตะจึงต้องปราศัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งเขาก็ยอมรับว่าตัวเองก็คิดว่าข้อกล่าวหานั้นเป็นเรื่องจริง ในตอนนั้นเคยถามแล้ว พ่อก็ไม่ปฎิเสธ แถมยังมีเหตุผลด้วยว่า “การเมืองต้องใช้เงิน” คำตอบนี้ทำให้เคตะเกลียด และพยายามหลีกหนีจากการเมือง เพราะคิดว่าไม่ควรจะมีเหตุผลอะไรก็ตาม ที่สามารถนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และไม่อยากสอนสิ่งเหล่านี้แก่เด็กๆ สุดท้ายเคตะขอโทษแทนพ่อในสิ่งที่พ่อทำลงไป เหตุการณ์ที่ส่งผลให้เคตะได้รับเลือกตั้งอย่างเฉียดฉิว ทั้งหมดนี้เป็นเนื้อหาในตอนแรก ซึ่งคงจะต้องติดตามต่อไปด้วยใจระทึก ว่าเคตะจะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้ยังไง และจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในการเมืองญี่ปุ่น
Tags: drama, japanese, politics
แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะพูดกันว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่เพิ่งโดนฉีกไปหมาด เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่ง แต่ในสายตานักเขียนโปรแกรม ผมรู้สึกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนั้นดูแย่มาก ทำไมเหรอ? ก็เพราะเห็นปัญหาต้องตีความอยู่บ่อยๆ (ไม่รู้หรอกว่าบ่อยกว่าฉบับก่อนๆ หรือเปล่า เกิดไม่ทัน แหะๆ) สาเหตุที่เห็นส่วนใหญ่คือการเขียนข้อความที่เฉพาะเจาะจงกับกรณีปกติ ไม่ได้คิดถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เหมือนกับเขียนโปรแกรมที่รับข้อมูลเข้า โดยไม่มีการตรวจสอบ ตั้งสมมติฐานไว้ก่อนว่าข้อมูลเข้านั้นถูกต้องเสมอ ฉะนั้นเวลาผู้ใช้ใส่ข้อมูลผิดพลาด หรือมีกรณีผิดปกติอะไรเกิดขึ้น โปรแกรมก็ไม่สามารถทำงานต่อไป หรือไม่ก็ทำงานต่อโดยไม่สามารถคาดเดาผลลัพธ์ได้
ถ้าจำไม่ผิดรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาตั้งแต่การเลือกตั้งส.ว.ครั้งแรกแล้ว ดูเหมือนจะไปกำหนดไว้ว่าต้องมีวุฒิสภาภายในกี่วัน โดยไม่ได้ระบุไว้ว่าถ้าไม่ได้ต้องทำยังไง สุดท้ายก็ต้องมานั่งตีความอีกว่าจะทำยังไงได้บ้าง นอกจากนี้มักจะกำหนดค่าคงที่ต่างๆ เป็นค่าตายตัว โดยไม่ได้คิดว่าถ้าหาค่านั้นไม่ได้แล้วต้องทำยังไง สุดท้ายก็เกิดปัญหา อย่างกรณีสรรหาปปช. ครั้งล่าสุด ที่กำหนดไว้ว่าต้องมีตัวแทนฝ่ายค้านกี่คนหรือกี่พรรคอะไรทำนองนั้น พอไม่ครบขึ้นมาก็เกิดทางตันไปหมด
แต่ยังไงก็แล้วแต่ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย (ไม่มีความรู้เลยต่างหาก) ผมไม่รู้หรอกว่ากฎหมายที่ดีควรเป็นยังไง แต่โปรแกรมที่ดีควรคำนึงถึงปัญหาต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในทุกกรณี เพื่อให้โปรแกรมทำงานตามที่เราคาดการณ์ไว้ ไม่เกิดเงื่อนไขแปลกๆ แล้วทำให้เกิดทางตัน หรือผลลัพธ์ที่ไม่เป็นไปตามที่ต้องการ
สำหรับโปรแกรมหรือซอฟท์แวร์นั้น เรามีวิชาวิศวกรรมซอฟท์แวร์ ที่พูดถึงวิธีการทดสอบซอฟท์แวร์แบบต่างๆ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าเราจะได้ซอฟท์แวร์ที่มีคุณภาพ เอ…อย่างนี้เราควรจะต้องมีวิชาวิศวกรรมกฎหมายหรือเปล่า เผื่อว่าเราจะได้กฎหมายที่ดีขึ้น (ในแบบของผม)
Tags: politics, programming
ปกติไม่ค่อยชอบเขียนเรื่องเกี่ยวกับการเมืองสักเท่าไหร่ แต่มองเห็นการเรียกร้องของพุทธศาสนิกชนกลุ่มหนึ่งแล้วไม่เข้าใจ ว่าทำไมเขาถึงอยากให้ระบุลงไปในรัฐธรรมนูญว่า “พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ” นอกจากความสะใจแล้ว พุทธศาสนิกชนอย่างเราจะได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา
ที่ผมนับถือพุทธศาสนาอยู่ทุกวันนี้ ก็ไม่ใช่เพราะกฎหมายกำหนด ไม่ใช่เพราะพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ไม่ใช่เพราะพ่อแม่ปู่ย่าตายายเป็นพุทธศาสนิกชนทั้งหมด แต่นับถือเพราะเห็นประโยชน์ในพระธรรมของพระพุทธองค์ เห็นความเป็นมนุษย์ของพระพุทธเจ้า ผมไม่เคยรู้สึกว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้วิเศษ แต่เคารพในฐานะมนุษย์ผู้อุทิศเวลาทั้งชีวิตในการค้นคว้าและค้นหาวิธีการที่ทำให้ความทุกข์ผ่อนคลายไป เพื่อเผยแผ่ให้กับมนุษย์ร่วมโลกคนอื่นๆ เคารพในความกล้าของพระองค์ ที่กล้าประกาศเชิญชวนในคนมาปฎิบัติตามพระองค์ โดยมีเป้าหมายอยู่แค่ความดับ ซึ่งขัดกับความต้องการพื้นฐานทางกายภาพของมนุษย์
อะไรที่ถือกันไว้ ก็วางลงบ้างเถอะ จะได้ไม่หนัก