Archive

Posts Tagged ‘japanese’

ดอกไม้ในแต่ละคน

July 17th, 2008

วันนี้คิดถึงอะไรหลายๆ อย่างวนไปวนมา แล้วก็นึกถึงเพลง 世界に一つだけの花 (ดอกไม้ชนิดเดียวในโลก) ของ SMAP ที่มีเนื้อหาดี เปรียบเทียบมนุษย์แต่ละคนเป็นเหมือนดอกไม้

それなのに僕ら人間は どうしてこうも比べたがる?
ทำไมพวกเรามนุษย์ทั้งหลายจึงอยากเปรียบเทียบกัน?
一人一人違うのにその中で 一番になりたがる?
อยากจะเป็นที่หนึ่งในบรรดาผู้คนที่แตกต่างกันหรือ?

そうさ僕らは
ที่จริงแล้ว เราแต่ละคนก็เป็นเหมือน
世界に一つだけの花
ดอกไม้ชนิดเดียวในโลกนี้
一人一人違う種を持つ
แต่ละคนมีเมล็ดพันธุ์ที่แตกต่างกันอยู่
その花を咲かせることだけに
การจะทำให้เมล็ดนั้นกลายเป็นดอกไม้ที่เบ่งบานได้
一生懸命になればいい
ด้วยพยายามของตัวเองอย่างเต็มที่ก็พอแล้ว

หลังจากสอนหนังสือมาสามปี ผมรู้สึกว่านักเรียนส่วนใหญ่ (ไม่ทั้งหมดหรอก แต่ว่าเยอะ) สนใจแค่คะแนนและเกรด ทำให้อาจารย์หลายๆ คน (รวมทั้งตัวผมด้วย) พยายามล่อนักเรียนด้วยการให้คะแนนไปซะทุกอย่าง มีนักเรียนไม่เยอะที่ผมรู้สึกว่าสนใจจริงๆ ในเนื้อหาที่กำลังเรียนอยู่ หรือพยายามเรียนรู้สิ่งต่างๆ เพิ่มเติมด้วยตัวเอง จริงๆ แล้วเกรดหรือคะแนน มันไม่ได้มีผลมากนักหรอกในโลกภายนอกมหาวิทยาลัย อาจจะจริงอยู่ที่เขาจะดูเกรดเวลารับเข้าทำงานหรือเรียนต่อ แต่หลังจากนั้นเมล็ดพันธุ์หรือต้นกล้าในแต่ละคนต่างหาก ที่จะเป็นส่วนสำคัญทำให้แต่ละคนกลายเป็นดอกไม้ที่สวยงาม และประสบความสำเร็จ จึงอยากให้ทุกคนสนใจที่จะบ่มเพาะตัวเองให้พร้อมที่จะออกไปเป็นดอกไม้ในโลกภายนอก

รู้สึกว่าวันนี้จะเขียนจริงจังไปแฮะ จริงๆ ก็แค่อยากแนะนำเพลงเท่านั้นแหละ อ้อ…ถ้าอยากอ่านคำแปลแบบเพราะๆ ก็ไปดูได้ที่ http://www.iknow.co.jp/user/delphine_bell/journal/2008/3/8/25745 อ่านแล้วกินใจกว่าที่ผมแปลข้างบนเยอะ ความสามารถในการแต่งประโยคของผมมีแค่นี้แหละ

Uncategorized, mac , , , ,

คำต่อท้ายนามในภาษาญี่ปุ่น

June 24th, 2008

วันก่อนนั่งดูข้อมูลจาก Google Analytics ที่ติดไว้เก็บสถิติคนเข้ามาอ่านบล็อกนี้ แล้วปรากฏว่ามีคนหลงเข้ามาที่นี่ด้วย keyword ตามหัวข้อวันนี้ด้วย งงเหมือนกันว่ามาได้ไง แต่คิดแล้วก็เป็นหัวข้อที่น่าสนใจ เลยลองเอามาเขียนไว้เท่าที่มีความรู้และที่เคยได้ยินล่ะกัน

  1. さん (ซัง) เป็นคำต่อท้ายชื่อที่ใช้กันบ่อยที่สุด มีความหมายตรงกับคำว่า “คุณ” ที่เติมหน้าชื่อในภาษาไทยยุคปัจจุบัน คือเป็นคำลงท้ายที่ค่อนข้างเป็นทางการ และแสดงความสุภาพแบบปกติ ส่วนใหญ่จึงมักจะใช้เรียกชื่อคนที่เพิ่งเคยพบครั้งแรก คนที่เป็นผู้ใหญ่กว่า รวมถึงพวกรุ่นพี่ด้วย ดังนั้นจึงเป็นคำลงท้ายที่น่าจะคิดถึงเป็นคำแรก
  2. 様 (さま; ซะมะ) ถือเป็นคำที่สุภาพมากกว่าคำว่า “ซัง” ไปอีกขั้นหนึ่ง โดยปกติจะใช้กรณีที่เป็นทางการมาก ไม่ค่อยพบในชีวิตประจำวันเท่าไหร่นัก ยกเว้นแต่ตอนไปติดต่อราชการ หรือทำธุรกรรมในสถานที่ต่างๆ จะใช้ “ซะมะ” ต่อท้ายชื่อเวลาประกาศเรียก แต่คำว่า “ซะมะ” นี้จะใช้กันเสมอๆ ขึ้นต้นอีเมล์เพื่อแสดงความสุภาพ ประมาณว่าปกติคุยกันก็เรียกกันด้วย “ซัง” แต่พอเขียนอีเมล์ก็จะเรียกด้วย “ซะมะ” เพื่อให้เป็นทางการและสุภาพขึ้น
  3. 君 (くん; คุง) เป็นคำต่อท้ายที่ค่อนข้างแปลก คือโดยทั่วไปมักจะใช้เรียกผู้ชายที่มีอายุเท่ากันหรือน้อยกว่า เช่น เพื่อน รุ่นน้อง บางครั้งก็ใช้เรียกสัตว์ตัวผู้เพื่อแสดงความน่ารัก เช่น ปังคุง แต่คำว่า “คุง” นี้ก็ใช้ในการเรียกชื่อ ส.ส. และส.ว. เวลามีการอภิปรายกันในสภาด้วย คือประธานจะเรียกชื่อ (นามสกุล) คนนั้นต่อท้ายด้วยคุงเสมอ ใช้ได้กับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย
  4. ちゃん (จัง) ใช้เรียกได้ตั้งแต่เพื่อนที่สนิทกันมากๆ (ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย) หรืออาจจะใช้เวลาเรียกชื่อเด็กเล็กๆ ทั้งเด็กหญิงและเด็กชาย คำว่า “จัง” นี้จะใช้แสดงความสนิทสนม และสื่อถึงความน่ารัก
  5. 先生 (せんせい; เซ็นเซ)​ จะใช้ใกล้เคียงกับคำว่า “อาจารย์” ในภาษาไทย คือใช้เรียก “ครู” เพื่อแสดงความเคารพ แต่ในภาษาญี่ปุ่น จะใช้คำว่า “เซ็นเซ” กับคนที่ประกอบอาชีพต่างๆ อีกหลายอาชีพด้วย เท่าที่รู้ก็มี หมอ ทนายความ นักเขียน (รวมถึงนักเขียนการ์ตูน) ศิลปินแขนงต่างๆ และนักการเมือง

ทั้งหมดนี้เป็นคำที่ใช้กันบ่อยๆ หรือใช้บ้างในบทสนทนา แต่ถ้าเป็นจดหมาย หรือเอกสารที่เป็นทางการ ก็อาจจะมีการใช้คำอื่นๆ อีก เช่น 殿 (どの; โดะโนะ) ที่ใช้ขึ้นต้นจดหมายแบบสุภาพ ประมาณจดหมายที่บริษัทส่งถึงลูกค้า หรือ 氏 (し; ชิ) ที่เป็นคำสุภาพ กลางๆ ไม่มีการยกย่อง เป็นต้น

การเรียกชื่อคนอื่นโดยไม่เติมคำลงท้ายในภาษาญี่ปุ่น (ในภาษาญี่ปุ่นจะเรียกว่า 呼び捨て (よびすて; โยะบิซึเตะ)) ถือเป็นการเสียมารยาทมาก ยกเว้นกรณีสนิทกัน ผู้ใหญ่เรียกเด็ก หรือรุ่นพี่เรียกรุ่นน้อง อาจารย์ผู้ใหญ่มากๆ ส่วนใหญ่จะเรียกนักเรียนโดยไม่มีคำลงท้าย แต่ถ้าอาจารย์ยังไม่แก่มากก็อาจจะเติม “คุง” หรือ “ซัง” แล้วแต่กรณี ดังนั้นถ้าจะเรียกคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่า คนญี่ปุ่นจะต้องหาอะไรมาเติมท้ายชื่อเสมอ ไม่มีการเรียกชื่อห้วนๆ โดยเด็ดขาด แม้ว่าคุยกันด้วยภาษาอังกฤษก็ตาม เพื่อป้องกันความรู้สึกตะขิดตะขวงใจ

Uncategorized ,

CHANGE

May 14th, 2008

CHANGE เป็นละครสามทุ่มวันจันทร์ (คนญี่ปุ่นนิยมเรียกว่า 月9 (เก็ทสึคุ)) เรื่องล่าสุด นำแสดงโดย “คิมูระ ทะคุยะ” จุดเด่นที่ทำให้ตั้งหน้าตั้งตารอดูละครเรื่องนี้ ก็คือจุดขาย ที่บอกว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าอยู่ๆ ครูประถม กลายมาเป็นนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น” ละครเรื่องนี้เสนอเรื่องราวเกี่ยวกับนักการเมือง และระบบการเมืองของญี่ปุ่น โดยมุ่งไปที่ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นตามชื่อเรื่อง (ชื่อเรื่องนี้คงอิงจากกระแสโอบามาด้วย)

ระบบการเมืองญี่ปุ่นก็ไม่ต่างจากการเมืองไทยเท่าไรนัก ผลประโยชน์ และเงินทอง ยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในหมู่นักการเมือง การจัดสรรตำแหน่งต่างๆ ก็เกิดจากการต่อรองผลประโยชน์ต่างๆ ทางการเมืองระหว่างมุ้ง กลุ่มการเมือง และพรรคร่วมรัฐบาล ถ้าผลประโยชน์ลงตัวอะไรก็เกิดขึ้นได้ ผมมักจะเห็นบ่อยๆ ว่า คนไทยเรามักจะแสดงความชื่นชมนักการเมืองญี่ปุ่นอยู่เสมอๆ ที่รีบลาออกเวลาเกิดข้อกล่าวหาในเรื่องความซื่อสัตย์หรือจริยธรรม แต่เท่าที่เคยเห็นมา ผมรู้สึกว่านักการเมืองญี่ปุ่นที่ลาออกส่วนใหญ่ ไม่ได้เกิดจากการสำนึกด้วยตัวเองสักเท่าไหร่ แต่เกิดจากการกดดันของสังคม และสื่อมวลชน ซึ่งกระแสเหล่านี้จะรุนแรงมาก จนกระทั่งอาจลุกลามไปถึงคะแนนนิยมของพรรคได้ อย่างนายกฯ คนที่แล้วของญี่ปุ่น ที่ไม่ยอมจัดการรัฐมนตรีที่มีปัญหา ทำให้พรรคถึงกับเสียเสียงข้างมากในสภาสูง นายกฯ ต้องก็ตัดใจลาออกไปหลังจากรับตำแหน่งได้ไม่ถึงปี ด้วยเหตุนี้เวลาเกิดปัญหาอะไรขึ้น ส่วนใหญ่พรรคจึงต้องรีบกดดันคนของตัวเอง หรือทำอะไรสักอย่างหยุดกระแสนี้ ก็เลยเกิดการลาออกขึ้นในที่สุด ผมรู้สึกว่าการเมืองไทยก็กำลังจะกลายไปในแนวทางนี้เช่นเดียวกับญี่ปุ่น เมื่อสังคมเริ่มรับรู้สิ่งต่างๆ มากขึ้น และพยายามผลักดันสิ่งต่างๆ ตามที่สังคมต้องการ

เข้ารกเข้าพงไปเยอะแล้ว กลับมาที่ละครดีกว่า ละครเรื่องนี้เริ่มด้วยอุบัติเหตุครั้งหนึ่ง ซึ่งทำให้ อะซะคุระ เคตะ ครูประจำชั้นป.5 ของโรงเรียนเล็กๆ ในจังหวัดนะงะโนะ สูญเสียพ่อ และพี่ชายอย่างกะทันหัน เหตุการณ์นี้ทำให้เคตะซึ่งไม่สนใจ (และเกลียด) การเมืองต้องเข้ามาสู่แวดวงการเมือง เพราะพ่อเป็นส.ส.หลายสมัยของจังหวัดฟุคุโอกะ จากไปพร้อมกับพี่ชายซึ่งเป็นทายาททางการเมืองของพ่อ เคตะตกปากรับคำลงสมัครเลือกตั้งซ่อม ด้วยคิดว่าถ้าสอบตกก็คงจะไม่มีใครสนใจ หรือมาวุ่นวายกับตัวเองอีก สุดท้ายพอไปเดินสายหาเสียง เคตะก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันของคู่แข่ง ซึ่งยกเอาข้อกล่าวหาว่าพ่อของเคตะรับเงินจากเอกชนมาโจมตี ในวันสุดท้ายของการหาเสียง เคตะจึงต้องปราศัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งเขาก็ยอมรับว่าตัวเองก็คิดว่าข้อกล่าวหานั้นเป็นเรื่องจริง ในตอนนั้นเคยถามแล้ว พ่อก็ไม่ปฎิเสธ แถมยังมีเหตุผลด้วยว่า “การเมืองต้องใช้เงิน” คำตอบนี้ทำให้เคตะเกลียด และพยายามหลีกหนีจากการเมือง เพราะคิดว่าไม่ควรจะมีเหตุผลอะไรก็ตาม ที่สามารถนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และไม่อยากสอนสิ่งเหล่านี้แก่เด็กๆ สุดท้ายเคตะขอโทษแทนพ่อในสิ่งที่พ่อทำลงไป เหตุการณ์ที่ส่งผลให้เคตะได้รับเลือกตั้งอย่างเฉียดฉิว ทั้งหมดนี้เป็นเนื้อหาในตอนแรก ซึ่งคงจะต้องติดตามต่อไปด้วยใจระทึก ว่าเคตะจะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้ยังไง และจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในการเมืองญี่ปุ่น

Uncategorized , ,

คำช่วย ช่วยด้วย

April 28th, 2008

อาทิตย์ที่แล้วมีโอกาสไปเดินดูหนังสือที่ศูนย์หนังสือธรรมศาสตร์ เนื่องจากมีโอกาสแวะไปแถวนั้น จริงๆ แล้วเป็นพวกชอบไปเดินร้านหนังสือ แต่มาอยู่นอกเมืองซะขนาดนี้ เลยไม่ค่อยมีร้านหนังสือใหญ่ๆ ให้เดินดูเท่าไหร่ ขนาดศูนย์หนังสือมธ.ยังไม่ค่อยได้ไปเท่าไหร่เลย วันก่อนไปเจอหนังสือชื่อ “คำช่วย ช่วยด้วย” พิมพ์โดยส.ส.ท. เป็นหนังสืออธิบายการใช้คำช่วยในภาษาญี่ปุ่นได้ค่อนข้างดี มีตัวอย่างให้เห็นภาพเยอะ ทำให้เราซึ่งเป็นพวกเรียนภาษาญี่ปุ่นแบบมั่วๆ เข้าใจความหมายของคำช่วยได้เยอะขึ้นทีเดียว ปกติจะเรียนคำช่วยแค่ไม่กี่คำ ที่เหลือก็อาศัยความเคยชิน หรือไม่ก็ใช้จำเอาจากประโยคที่เคยได้ยิน ไม่เคยเรียนความหมาย หรือการใช้อย่างเป็นทางการ ทำให้บางทีใช้ไปโดยไม่เข้าใจความหมายของคำๆ นั้น

คำช่วย (หรือ 助詞 (อ่านว่า โจะชิ)) เป็นคำที่ใช้ต่อท้ายคำนามหรือวลีต่างๆ ในประโยค เพื่อระบุหน้าที่ของคำๆ นั้นในประโยค เนื่องจากไวยากรณ์ภาษาญี่ปุ่นไม่ใช้ตำแหน่งของคำกำหนดหน้าที่ของคำในประโยค เช่น พูดว่า “ฉันกินข้าว” ประโยคนี้ประกอบด้วย 3 คำ คือ ฉัน, กิน, ข้าว พอเราเห็นว่า “กิน” เป็นคำกริยา เราก็จะรู้ได้ทันทีว่า “ฉัน” เป็นประธานเพราะวางไว้ก่อนคำกริยา ส่วน “ข้าว” เป็นกรรมของประโยค แต่ภาษาญี่ปุ่นจะไม่ระบุตำแหน่งแบบนี้ เพราะไวยากรณ์กำหนดแค่ให้วางกริยาไว้ท้ายประโยค จะสร้างประโยคเป็น “ประธาน+กรรม+กริยา” หรือ “กรรม+ประธาน+กริยา” ก็ได้ เช่น ประโยค “ฉันกินข้าว” จะเขียนว่า “ฉันข้าวกิน” หรือ “ข้าวฉันกิน” ก็ได้ ด้วยเหตุนี้จึงเกิดการใช้ “คำช่วย” เพื่อขจัดความกำกวมเกี่ยวกับตำแหน่งออกไป โดยระบุว่า “ฉัน” เป็นประธาน และ “ข้าว” เป็นกรรมของประโยค เช่น 食べる จะเขียนเป็น 食べる ก็ได้ หมายความว่า “ฉันกินข้าว” เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่นิยมแบบแรกมากกว่า คือเอาประธานวางไว้ต้นประโยค จะว่าไปแล้วภาษาญี่ปุ่นนี่ก็ใช้ความเคยชิน (ความน่าจะเป็น/สถิติ) มาช่วยเยอะนะ อย่างพวกการเลือกใช้คำ เวลาเปิดพจนานุกรม ก็จะมีคำให้เลือกหลายคำ (เนื่องจากภาษาญี่ปุ่นมีคำประสมเยอะมาก) อาจจะมีความหมายแตกต่างกันเล็กน้อย หรือบางครั้งก็ความหมายเหมือนกัน แต่คำหนึ่งใช้เวลาเป็นทางการมากๆ คำหนึ่งใช้ในบทสนทนา จริงๆ ในพจนานุกรมน่าจะมีระบุพวกนี้ไว้ด้วยนะ ถ้าจะให้ดีระบุความน่าจะเป็นไว้ให้เลยก็น่าจะเข้าใจง่ายดี

ส่วนเรื่องคำช่วย พูดไปแล้วก็ดูเหมือนไม่ยากเท่าไหร่ แค่ระบุหน้าที่ของคำเท่านั้น แต่เอาเข้าจริง คำช่วยพวกนี้เอาไปใช้ในระบุความหมายต่างๆ ที่ซับซ้อนมากกว่าระบุหน้าที่ของคำในประโยค เช่น ระบุทิศทางของการกระทำ ระบุเพื่อเน้นคำ เน้นความหมาย ใช้กันจิปาถะมาก ดังนั้นคำช่วยจึงเป็นเหมือนยาขมอีกตัวหนึ่งของคนเรียนภาษาญี่ปุ่น เพราะเปลี่ยนคำช่วยแค่คำเดียว ความหมายก็อาจจะเปลี่ยนไปในทางกลับกันเลยก็ได้ เช่น 廊下出る แปลว่าออกไปที่ระเบียง เนื่องจากใช้คำช่วย “に” ซึ่งทำหน้าที่ระบุปลายทาง ถ้าเปลี่ยนคำช่วยนี้เป็น “を” ซึ่งใช้ระบุกรรมของกริยา ประโยค 廊下出る จะแปลว่าออกจากระเบียง (ไปที่อื่น) แทน

เริ่มเขียนถึงหนังสือ ทำไปทำมากลายเป็นเรื่องคำช่วยไปแล้ว สรุปว่าหนังสือเล่มนี้ก็เขียนได้น่าสนใจทีเดียว แต่อาจจะเหมาะสำหรับคนที่รู้ภาษาญี่ปุ่นพอสมควร ไม่เหมาะกับคนเพิ่งเริ่มเรียนเท่าไหร่ เพราะถ้ายังไม่ค่อยชิน อ่านไปอ่านมาอาจจะงงได้

Uncategorized ,

プロポーズ大作戦

March 27th, 2008

เมื่อวานเพิ่งได้ดูตอนพิเศษ (ตอนจบ) ​ของละครเรื่อง プロポーズ大作戦 (Operation Love) ซึ่งเป็นเรื่องของเคน (แสดงโดยยะมะชิตะ) ที่ต้องไปร่วมงานแต่งงานของเร (นะงะซะวะ มะซะมิ) เพื่อนสนิทที่เรียนด้วยกันมาตั้งแต่สมัยประถม ภายในงานเลี้ยงมีการแสดงภาพถ่ายต่างๆ ของเจ้าบ่าวเจ้าสาว ในภาพเหล่านี้มักจะมีเคน (หรือเคนโซ ตามที่เรชอบเรียก) อยู่ด้วยเสมอ ทำให้เคนเกิดความรู้สึกเศร้าและเสียดายที่สุด ที่ปล่อยโอกาสต่างๆ ให้ผ่านไป โดยไม่มีโอกาสบอกความในใจให้เรรู้ ทั้งๆ ที่มีเวลาและโอกาสอยู่กับเรมากมาย ความคิดของเคนนี้ก็ร้อนไปถึงเทวดาที่อยู่โบสถ์ที่จัดงานแต่งงาน ที่เห็นว่าเป็นครั้งแรกที่คนมาร่วมงานแต่งงานรู้สึกคับแค้นใจตัวเองมากขนาดนี้ จึงเสนอโอกาสให้เคนย้อนเวลากลับไปในเหตุการณ์ต่างๆ ในภาพถ่าย แต่จะย้อนเวลาไปถึงก่อนเวลาถ่ายภาพไม่นานนัก โดยเคนจะต้องพยายามเปลี่ยนแปลงอดีตหรือบอกรักเรให้ทันก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์การถ่ายภาพๆ นั้น

ช่วงแรกของละครเรื่องนี้จะออกแนว romantic-comedy แต่ตอนหลังๆ เมื่อผู้ชมได้รับรู้เหตุการณ์ต่างๆ มากขึ้น ส่วน comedy ก็ค่อยๆ หายไป เหลือแต่ความพยายามของเคนในการทำให้เรเปลี่ยนใจกลับมาหาตัวเอง เพราะจริงๆ แล้วเรก็ชอบเคนอยู่เหมือนกัน แต่เรไม่มั่นใจและไม่เคยเห็นเคนแสดงออกถึงความรักนั้นเลย สุดท้ายเรเลยหันไปหาทะดะซังผู้ชายที่เรอาจจะไม่ได้ชอบมาตั้งแต่ต้น แต่มีความรักที่จริงใจต่อเร

จริงๆ แล้วละครเรื่องนี้จบไปตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนแล้ว แต่มาทำเป็นตอนจบพิเศษอีกหนึ่งตอน เพื่อคลี่คลายปัญหาต่างๆ ที่ยังทิ้งค้างไว้ ดูละครเรื่องนี้แล้ว บางทีก็อยากกลับไปแก้ไขบางอย่างในอดีตเหมือนกันนะ บางทีก็นึกเอาเองเหมือนกันว่าทำไมตอนนั้นถึงตัดสินใจอย่างนั้น (วะ)

drama, japanese ,