เนื่องจาก @kiznaps และพลพรรคมาชวนให้สอนภาษาญี่ปุ่น ก็เลยคิดว่าน่าจะสอนคำศัพท์ หรือไวยากรณ์ที่เกี่ยวข้องผ่านทาง twitter. เลยกลายเป็นรายการ “เรียนภาษาญี่ปุ่นกับ @cholwich” ทีนี้เลยคิดว่าน่าจะมีประโยชน์ เลยเอามาแปะไว้ที่นี่ด้วยดีกว่า ช่วยลดการดองบลอก
วันแรก เอ้ย คืนแรก เอาแค่นี้ก่อนล่ะกัน
Tags: ภาษาญี่ปุ่น, japanese
วันนี้ดูละครเรื่อง Nodame Cantabile อีกรอบ เรื่องนี้กล่าวถึงอาจารย์สอนดนตรีอยู่ 3 คน คือ อาจารย์ทะนิโอะกะ (ที่ปรึกษาของโนะดะเมะ ซึ่งตามใจโนะดะเมะเสมอ แม้ว่าจะทำอะไรแปลกๆ อย่างเช่นง่วนอยู่กับการแต่งเพลงออกกำลังกาย แทนที่จะฝึกดนตรีคลาสิก) อาจารย์เอะโต (ที่ปรึกษาเปียโนของจิอะกิ ซึ่งเลื่องชื่อในการฝึกฝนนักเรียนให้เป็นสุดยอดฝีมือ) และสเตเซอร์มัน (สุดยอดวาทยากรระดับโลก ซึ่งมีวิธีการสอนไม่เหมือนใคร)
พอถึงตอนอาจารย์ทะนิโอะกะพูดถึงเหตุผลที่ยอมให้โนะดะเมะ ย้ายไปอยู่กับอ.เอะโต แล้วก็สะท้อนถึงตัวเอง ผมรู้สึกว่าคิดอะไรคล้ายๆ อ.ทะนิโอะกะในเรื่อง (แม้ว่าผมจะยังไม่มีความสามารถเท่าอ.ทะนิโอะกะก็เถอะ) หลักๆ ก็คือผมไม่มีความสามารถ และยังไม่มีแรงจูงใจพอ ที่จะชักจูง หรือบังคับให้นักเรียนเปลี่ยนแปลงตน เพื่อมุ่งไปยังเป้าหมายที่สูงกว่าที่เป็นอยู่ แถมบางทียังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจะชักจูงไปทางไหน ส่วนใหญ่ก็จะปล่อยให้แต่ละคน ล่องลอยกันไปตามแต่ใจจะใฝ่หา ผมอาจจะช่วยได้แค่ค่อยเสริมนิดหน่อย (ส่วนใหญ่ในแง่เทคนิค)
ตอนนี้ผมหวังว่า ต่อไปผมจะมุ่งมั่นมากขึ้น เข้าใกล้ความพยายามของอ.เอะโต ใส่ความมุ่งมั่นลงไปในนักเรียนได้มากกว่านี้ และหวังว่าสักวันหนึ่ง ผมจะมีความสามารถในการสอนได้ใกล้เคียงสเตเซอร์มัน
เฮ้อ…ดูละครแล้วรู้สึกว่าจะอินมากไปหน่อย
วันนี้คิดถึงอะไรหลายๆ อย่างวนไปวนมา แล้วก็นึกถึงเพลง 世界に一つだけの花 (ดอกไม้ชนิดเดียวในโลก) ของ SMAP ที่มีเนื้อหาดี เปรียบเทียบมนุษย์แต่ละคนเป็นเหมือนดอกไม้
それなのに僕ら人間は どうしてこうも比べたがる?
ทำไมพวกเรามนุษย์ทั้งหลายจึงอยากเปรียบเทียบกัน?
一人一人違うのにその中で 一番になりたがる?
อยากจะเป็นที่หนึ่งในบรรดาผู้คนที่แตกต่างกันหรือ?そうさ僕らは
ที่จริงแล้ว เราแต่ละคนก็เป็นเหมือน
世界に一つだけの花
ดอกไม้ชนิดเดียวในโลกนี้
一人一人違う種を持つ
แต่ละคนมีเมล็ดพันธุ์ที่แตกต่างกันอยู่
その花を咲かせることだけに
การจะทำให้เมล็ดนั้นกลายเป็นดอกไม้ที่เบ่งบานได้
一生懸命になればいい
ด้วยพยายามของตัวเองอย่างเต็มที่ก็พอแล้ว
หลังจากสอนหนังสือมาสามปี ผมรู้สึกว่านักเรียนส่วนใหญ่ (ไม่ทั้งหมดหรอก แต่ว่าเยอะ) สนใจแค่คะแนนและเกรด ทำให้อาจารย์หลายๆ คน (รวมทั้งตัวผมด้วย) พยายามล่อนักเรียนด้วยการให้คะแนนไปซะทุกอย่าง มีนักเรียนไม่เยอะที่ผมรู้สึกว่าสนใจจริงๆ ในเนื้อหาที่กำลังเรียนอยู่ หรือพยายามเรียนรู้สิ่งต่างๆ เพิ่มเติมด้วยตัวเอง จริงๆ แล้วเกรดหรือคะแนน มันไม่ได้มีผลมากนักหรอกในโลกภายนอกมหาวิทยาลัย อาจจะจริงอยู่ที่เขาจะดูเกรดเวลารับเข้าทำงานหรือเรียนต่อ แต่หลังจากนั้นเมล็ดพันธุ์หรือต้นกล้าในแต่ละคนต่างหาก ที่จะเป็นส่วนสำคัญทำให้แต่ละคนกลายเป็นดอกไม้ที่สวยงาม และประสบความสำเร็จ จึงอยากให้ทุกคนสนใจที่จะบ่มเพาะตัวเองให้พร้อมที่จะออกไปเป็นดอกไม้ในโลกภายนอก
รู้สึกว่าวันนี้จะเขียนจริงจังไปแฮะ จริงๆ ก็แค่อยากแนะนำเพลงเท่านั้นแหละ อ้อ…ถ้าอยากอ่านคำแปลแบบเพราะๆ ก็ไปดูได้ที่ http://www.iknow.co.jp/user/delphine_bell/journal/2008/3/8/25745 อ่านแล้วกินใจกว่าที่ผมแปลข้างบนเยอะ ความสามารถในการแต่งประโยคของผมมีแค่นี้แหละ
วันก่อนนั่งดูข้อมูลจาก Google Analytics ที่ติดไว้เก็บสถิติคนเข้ามาอ่านบล็อกนี้ แล้วปรากฏว่ามีคนหลงเข้ามาที่นี่ด้วย keyword ตามหัวข้อวันนี้ด้วย งงเหมือนกันว่ามาได้ไง แต่คิดแล้วก็เป็นหัวข้อที่น่าสนใจ เลยลองเอามาเขียนไว้เท่าที่มีความรู้และที่เคยได้ยินล่ะกัน
ทั้งหมดนี้เป็นคำที่ใช้กันบ่อยๆ หรือใช้บ้างในบทสนทนา แต่ถ้าเป็นจดหมาย หรือเอกสารที่เป็นทางการ ก็อาจจะมีการใช้คำอื่นๆ อีก เช่น 殿 (どの; โดะโนะ) ที่ใช้ขึ้นต้นจดหมายแบบสุภาพ ประมาณจดหมายที่บริษัทส่งถึงลูกค้า หรือ 氏 (し; ชิ) ที่เป็นคำสุภาพ กลางๆ ไม่มีการยกย่อง เป็นต้น
การเรียกชื่อคนอื่นโดยไม่เติมคำลงท้ายในภาษาญี่ปุ่น (ในภาษาญี่ปุ่นจะเรียกว่า 呼び捨て (よびすて; โยะบิซึเตะ)) ถือเป็นการเสียมารยาทมาก ยกเว้นกรณีสนิทกัน ผู้ใหญ่เรียกเด็ก หรือรุ่นพี่เรียกรุ่นน้อง อาจารย์ผู้ใหญ่มากๆ ส่วนใหญ่จะเรียกนักเรียนโดยไม่มีคำลงท้าย แต่ถ้าอาจารย์ยังไม่แก่มากก็อาจจะเติม “คุง” หรือ “ซัง” แล้วแต่กรณี ดังนั้นถ้าจะเรียกคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่า คนญี่ปุ่นจะต้องหาอะไรมาเติมท้ายชื่อเสมอ ไม่มีการเรียกชื่อห้วนๆ โดยเด็ดขาด แม้ว่าคุยกันด้วยภาษาอังกฤษก็ตาม เพื่อป้องกันความรู้สึกตะขิดตะขวงใจ
Tags: คำต่อท้ายชื่อ, japanese
CHANGE เป็นละครสามทุ่มวันจันทร์ (คนญี่ปุ่นนิยมเรียกว่า 月9 (เก็ทสึคุ)) เรื่องล่าสุด นำแสดงโดย “คิมูระ ทะคุยะ” จุดเด่นที่ทำให้ตั้งหน้าตั้งตารอดูละครเรื่องนี้ ก็คือจุดขาย ที่บอกว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าอยู่ๆ ครูประถม กลายมาเป็นนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น” ละครเรื่องนี้เสนอเรื่องราวเกี่ยวกับนักการเมือง และระบบการเมืองของญี่ปุ่น โดยมุ่งไปที่ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นตามชื่อเรื่อง (ชื่อเรื่องนี้คงอิงจากกระแสโอบามาด้วย)
ระบบการเมืองญี่ปุ่นก็ไม่ต่างจากการเมืองไทยเท่าไรนัก ผลประโยชน์ และเงินทอง ยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในหมู่นักการเมือง การจัดสรรตำแหน่งต่างๆ ก็เกิดจากการต่อรองผลประโยชน์ต่างๆ ทางการเมืองระหว่างมุ้ง กลุ่มการเมือง และพรรคร่วมรัฐบาล ถ้าผลประโยชน์ลงตัวอะไรก็เกิดขึ้นได้ ผมมักจะเห็นบ่อยๆ ว่า คนไทยเรามักจะแสดงความชื่นชมนักการเมืองญี่ปุ่นอยู่เสมอๆ ที่รีบลาออกเวลาเกิดข้อกล่าวหาในเรื่องความซื่อสัตย์หรือจริยธรรม แต่เท่าที่เคยเห็นมา ผมรู้สึกว่านักการเมืองญี่ปุ่นที่ลาออกส่วนใหญ่ ไม่ได้เกิดจากการสำนึกด้วยตัวเองสักเท่าไหร่ แต่เกิดจากการกดดันของสังคม และสื่อมวลชน ซึ่งกระแสเหล่านี้จะรุนแรงมาก จนกระทั่งอาจลุกลามไปถึงคะแนนนิยมของพรรคได้ อย่างนายกฯ คนที่แล้วของญี่ปุ่น ที่ไม่ยอมจัดการรัฐมนตรีที่มีปัญหา ทำให้พรรคถึงกับเสียเสียงข้างมากในสภาสูง นายกฯ ต้องก็ตัดใจลาออกไปหลังจากรับตำแหน่งได้ไม่ถึงปี ด้วยเหตุนี้เวลาเกิดปัญหาอะไรขึ้น ส่วนใหญ่พรรคจึงต้องรีบกดดันคนของตัวเอง หรือทำอะไรสักอย่างหยุดกระแสนี้ ก็เลยเกิดการลาออกขึ้นในที่สุด ผมรู้สึกว่าการเมืองไทยก็กำลังจะกลายไปในแนวทางนี้เช่นเดียวกับญี่ปุ่น เมื่อสังคมเริ่มรับรู้สิ่งต่างๆ มากขึ้น และพยายามผลักดันสิ่งต่างๆ ตามที่สังคมต้องการ
เข้ารกเข้าพงไปเยอะแล้ว กลับมาที่ละครดีกว่า ละครเรื่องนี้เริ่มด้วยอุบัติเหตุครั้งหนึ่ง ซึ่งทำให้ อะซะคุระ เคตะ ครูประจำชั้นป.5 ของโรงเรียนเล็กๆ ในจังหวัดนะงะโนะ สูญเสียพ่อ และพี่ชายอย่างกะทันหัน เหตุการณ์นี้ทำให้เคตะซึ่งไม่สนใจ (และเกลียด) การเมืองต้องเข้ามาสู่แวดวงการเมือง เพราะพ่อเป็นส.ส.หลายสมัยของจังหวัดฟุคุโอกะ จากไปพร้อมกับพี่ชายซึ่งเป็นทายาททางการเมืองของพ่อ เคตะตกปากรับคำลงสมัครเลือกตั้งซ่อม ด้วยคิดว่าถ้าสอบตกก็คงจะไม่มีใครสนใจ หรือมาวุ่นวายกับตัวเองอีก สุดท้ายพอไปเดินสายหาเสียง เคตะก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันของคู่แข่ง ซึ่งยกเอาข้อกล่าวหาว่าพ่อของเคตะรับเงินจากเอกชนมาโจมตี ในวันสุดท้ายของการหาเสียง เคตะจึงต้องปราศัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งเขาก็ยอมรับว่าตัวเองก็คิดว่าข้อกล่าวหานั้นเป็นเรื่องจริง ในตอนนั้นเคยถามแล้ว พ่อก็ไม่ปฎิเสธ แถมยังมีเหตุผลด้วยว่า “การเมืองต้องใช้เงิน” คำตอบนี้ทำให้เคตะเกลียด และพยายามหลีกหนีจากการเมือง เพราะคิดว่าไม่ควรจะมีเหตุผลอะไรก็ตาม ที่สามารถนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และไม่อยากสอนสิ่งเหล่านี้แก่เด็กๆ สุดท้ายเคตะขอโทษแทนพ่อในสิ่งที่พ่อทำลงไป เหตุการณ์ที่ส่งผลให้เคตะได้รับเลือกตั้งอย่างเฉียดฉิว ทั้งหมดนี้เป็นเนื้อหาในตอนแรก ซึ่งคงจะต้องติดตามต่อไปด้วยใจระทึก ว่าเคตะจะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้ยังไง และจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในการเมืองญี่ปุ่น