Posts Tagged ‘japanese’

ภาษาญี่ปุ่นวันละหลายคำ #7 ขอบคุณ

Tuesday, January 20th, 2009

มาเขียนต่อจากเมื่อวาน ยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับคำทักทายอยู่ แต่วันนี้จะพูดถึงประโยคที่เกี่ยวกับการขอบคุณ และขอโทษแบบต่างๆ ในภาษาญี่ปุ่น

คิดว่าคนส่วนใหญ่คงรู้กันอยู่แล้วว่า คำขอบคุณในภาษาญี่ปุ่น จะพูดว่า ありがとう (arigatou) ถ้าจะพูดให้เป็นคำสุภาพขึ้น ใช้กับผู้ใหญ่ เป็นทางการ ก็เป็น ありがとうございます (arigatou gozaimasu) ถ้าหากจะให้แปลว่าขอบคุณมากแบบสุภาพ ก็จะพูดยาวขึ้นอีกเป็น どうもありがとうございます (doumo arigatou gozaimasu) ภาษาญี่ปุ่นนี่ส่วนใหญ่ยิ่งยาวรุงรังเท่าไหร่ ก็จะยิ่งสุภาพเท่านั้น

แต่บางทีเราอาจจะพูดสั้นๆ แค่ どうも(doumo) ก็ขอบคุณเหมือนกัน ความสุภาพและระดับความเป็นทางการจะต่างกันหน่อย คำขอบคุณนี้บางครั้งก็อาจจะใช้เป็นรูปอดีต เพื่อเน้นถึงความขอบคุณในสิ่งที่ทำไปแล้ว โดยจะเปลี่ยนตอนท้ายให้เป็นรูปอดีต เป็น ありがとうございました (arigatou gozaimashita) ส่วนใหญ่มักจะใช้กันตามบริษัท ห้าง ร้านต่างๆ เช่น เวลาไปซื้อของเสร็จแล้ว พนักงานในร้านก็มักจะพูดอย่างนี้ เพื่อบอกว่าขอบคุณที่มาซื้อของ (ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จบไปแล้ว เป็นอดีตไปแล้ว) แต่ผมก็จะรู้สึกแปลกๆ กับรูปอดีตนี้เสมอ เพราะจะรู้สึกว่ามันจบไปแล้ว แปลว่าเราจะไม่ต้องไปซื้ออีกเหรอ

เรื่องนี้จะต่างจากร้านค้าแบบโชห่วยสมัยเก่า ส่วนใหญ่คนขาย (มักจะเป็นลุงๆ) จะพูดว่า 毎度ありがとう (maido arigatou) ซึ่ง 毎度 นี้แปลว่า ทุกครั้ง หมายถึงว่าขอบคุณที่มีในบริการเสมอๆ จนแถวๆ โอซาก้า ลุงแกจะย่อกันเหลือพูดแค่ 毎度 (maido) เป็นอันรู้กันว่าขอบคุณ ถ้าเป็นสำเนียงเกียวโตส่วนใหญ่ก็จะพูดว่า おおきに (ookini) ซึ่งจะมีความหมายว่า มาก คล้ายๆ กับ どうも นั้นแหละ ไม่รู้ทำไมแต่ผมจะรู้สึกว่าคำขอบคุณแบบเกียวโต ดูน่ารัก นิ่มนวลกว่า แม้ว่ามันจะดูเหน่อไปซะหน่อย บังเอิญผมอยู่โตเกียวมาก่อน เวลาฟังเสียงคนโอซาก้า คนเกียวโตพูด ก็จะรู้สึกว่ามันเหน่อๆ แปร่งๆ ดูบ้านนอก แต่ก็ยังสงสัยว่า คนเกียวโต เวลาได้ยินคนโตเกียวพูดจะรู้สึกว่าเหน่อไหม ความเหน่อเป็นแค่ความต่างของเสียง หรือมากกว่านั้น ผมรู้สึกว่ามันมากกว่านั้น น่าเอาไปทำเป็นงานวิจัย แต่จุดเด่นของคนคันไซ (ละแวกเกียวโต โอซาก้า) ที่ผมรู้สึกแตกต่างจากคนไทยที่พูดสำเนียงอื่นๆ ก็คือ คนคันไซจะมีความภูมิใจในสำเนียงพูดของตัวเองสูง พูดได้โดยไม่เคอะเขิน ไม่สนใจด้วยว่าจะต้องพูดให้เหมือนสำเนียงโตเกียว แถมบางคนยังบอกอีกว่าสำเนียงโตเกียวฟังแล้วเห่ยมาก ไม่มีความนุ่มนวล อันนี้พอมาอยู่คันไซผมก็รู้สึกว่าจริง แล้วก็คิดถึงตัวเองตอนมาอยู่กรุงเทพใหม่ๆ พยายามออกเสียงว่า “เค้า” เวลาจะพูดคำว่า “เขา” เพราะไม่อยากโดนล้อ (จริงๆ โดนล้อก่อนแล้วค่อยหัดทีหลัง) ทั้งๆ ที่คนกรุงเทพนั่นแหละออกเสียงเพื้ยน :P

ชักจะยาวแล้ว จบตรงนี้ก่อนดีกว่า ไว้คราวหน้าจะพูดถึงคำขอโทษแบบต่างๆ

ภาษาญี่ปุ่นวันละหลายคำ #6 ทักทาย

Monday, January 19th, 2009

วันนี้จะพูดถึงประโยคพื้นฐานในภาษาญี่ปุ่น คือ “คำทักทาย” หรือที่เรียกว่า 挨拶 (aisatsu, ไอซะทสึ) โดยวัฒนธรรมของญี่ปุ่นแล้ว คนญี่ปุ่นมักจะเป็นพวกไปมาลาไหว้ ฉะนั้นเวลาจะทำอะไรก็จะต้องมีคำทักทายให้ใช้อยู่เสมอๆ ประมาณว่าถ้าไม่พูดประโยคพวกนี้ก็จะดูไม่มีมารยาท

เริ่มที่ประโยคแรก ที่จะต้องใช้บ่อยมากๆ ก็คือ おはようございます (ohayou-gozaimasu) แปลว่า สวัสดีตอนเช้า เป็นคำทักทายแรกที่เราจะต้องพูดเมื่อพบคนอื่นๆ ในตอนเช้า เช่น เมื่อเจอหน้ากันในที่ทำงานตอนเช้า ถ้าเป็นเพื่อน รุ่นน้อง หรือคนระดับเดียวกันที่สนิทกันหน่อย อาจจะพูดแค่ おはよう (ohayou) ก็พอ ทีนี้ถ้าเป็นพวกเด็กมหาวิทยาลัยจะพูดประโยคยาวๆ แบบเดิมๆ ก็คงจะน่าเบื่อ ถ้าเป็นผู้ชายเวลาเจอหน้ากัน ส่วนใหญ่จะพูดแค่ おっす (ossu) ออกเสียงประมาณ “ออสสสสส” ลากเสียงเอสยาวๆ หน่อย คือมันออกเสียงแค่ตัวแรกกับตัวสุดท้ายของประโยคเท่านั้น ตอนแรกๆ ที่ยังไม่คุ้นเวลาเจอรุ่นน้องหรือเพื่อนทักแบบนี้ ผมก็งงไปเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วไอ้ “ออสสสส” นี้ ก็จะใช้กันได้ทุกเวลา ขอให้เป็นการเจอหน้ากันครั้งแรกของวันนั้น บางทีเจอกันตอนมืดๆ ก็ทักกันแบบนี้เหมือนกัน ด้วยเหตุนี้ตอนไปอยู่ญี่ปุ่นใหม่ๆ จึงมีเพื่อนฝรั่งของผมคนหนึ่งโดนทักว่า “good morning” ตอนเวลาประมาณสองทุ่ม เพราะเด็กญี่ปุ่นมันแปลข้อความกันแบบตรงตัว

นอกจากสวัสดีตอนเช้าแล้ว ญี่ปุ่นยังมี こんにちは (konnichiwa) กับ こんばんは (kombanwa) ไว้ใช้เวลาสายๆ ไปจนบ่าย กับใช้ตอนเย็นๆ มืดๆ ซึ่งก็จะใช้เมื่อเจอหน้าครั้งแรกเหมือนกัน แต่ผมจะรู้สึกเสมอๆ ว่า จะใช้สองประโยคนี้ส่วนใหญ่กับคนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน เช่น แขกที่มาพบตอนกลางวัน หรือคนข้างบ้านที่เจอตอนเย็นๆ เพราะว่าถ้าคนที่เจอกันบ่อยๆ ในที่ทำงานก็มักจะเจอกันตั้งแต่เช้าๆ แล้ว นอกจากนี้โดยสถิติแล้วคำว่า こんばんは (kombanwa) จะมีโอกาสใช้น้อยกว่า เพราะช่วงเวลาที่ใช้ こんにちは (konnichiwa) มักจะค่อนข้างยาว บางทีพลบค่ำแล้วก็ยังใช้กันอยู่ เอาแน่เอานอนไม่ได้

นอกจากสวัสดีแล้ว เวลาจะออกจากที่ทำงาน หรือห้องแล็บ ประโยคที่มักจะต้องพูดเสมอๆ ก็คือ おさきにしつれします (osakini shitsureshimasu) ซึ่งแปลประมาณว่า ขอโทษด้วยแต่กลับก่อนนะ หรือสั้นๆ ก็เป็น おさきに (osakini) คือจะกลับบ้านก่อนเพื่อนก็ต้องบอกลาสักหน่อย ซึ่งคนที่ยังอยู่ก็จะต้องพูดตอบว่า お疲れ様でした (otsukaresama deshita) ซึ่งแปลแบบไม่ตรงตัวว่า ขอบคุณสำหรับความเหน็ดเหนื่อยที่ทำงานมาด้วยกัน ถ้าพูดกับเพื่อนก็เหลือแค่ お疲れ (otsukare) ประโยคนี้มักใช้บ่อยๆ เวลาช่วยกันทำงานอะไรสักอย่างแล้วงานเสร็จเรียบร้อยไปด้วยดี แต่ละคนก็มักจะพูดประโยคนี้ให้กัน ทีนี้จะมีอีกประโยคที่มีลักษณะขอบคุณคล้ายๆ กัน แต่ใช้คนละแบบ คือ ご苦労様でした (gokurousama deshita) ซึ่งก็แปลประมาณว่า ขอบคุณสำหรับความลำบากเหมือนกัน แต่ใช้สำหรับเวลาที่คนอื่นลำบากเพื่อทำอะไรให้เรา เช่น เวลามีบริษัทส่งของเอาของมาส่งที่บ้าน เวลารับของเสร็จแล้ว ก็จะพูดประโยคนี้กับคนส่งของ เพื่อขอบคุณสำหรับความเหนื่อยของเขา ที่ไม่ใช่ของเรา

สุดท้ายของวันนี้ จบด้วยประโยคลาไปนอน ซึ่งจะใช้ว่า おやすみなさい (osayumi nasai) ซึ่งแปลประมาณว่า ราตรีสวัสดิ์ หรือ good night จริงๆ แล้วญี่ปุ่นยังมีคำทักทายอีกเยอะ นี่ยังเพิ่งเขียนไปแค่ 10% เอาไว้มาเขียนต่อวันหลัง

ภาษาญี่ปุ่นวันละหลายคำ #4 ฮาร์ดแวร์

Wednesday, December 17th, 2008

หลังจากงานราษฎร์ งานหลวง และโรคภัยไข้เจ็บรุมเร้า วันนี้มาเพิ่มคำศัพท์ภาษาญี่ปุ่นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ต่ออีกหน่อยดีกว่า วันนี้ว่าด้วยฮาร์ดแวร์ทั้งหลาย และศัพท์เกี่ยวข้องที่ @wittawatj แนะนำไว้

  • คนญี่ปุ่นมักจะเรียกอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆ โดยทับศัพท์ ซึ่งจะเขียนด้วยตัวคะตะคะนะ ได้แก่ จอภาพ = モニタ (monita), คีย์บอร์ด = キーボード (ki-bo-do), เมาส์ = マウス (mausu), ฮาร์ดดิสก์ = ハードディスク (ha-dodisuku), หน่วยความจำ = メモリ (memori), เมนบอร์ด = マザーボード (maza-bo-do, ลองทายกันดูเองล่ะกันว่ามาจากคำว่าอะไร แต่ไม่ใช่ mainboard), ยกเว้นพวกที่เป็นคำย่อจะใช้ตามภาษาอังกฤษไปอย่างนั้นเลย อย่างเช่น CD-ROM แต่จริงๆ คำนี้ก็มีชื่อเรียกรวมๆ เป็น 光ディスク (hikari disuku) คำว่า 光 แปลว่าแสง รวมแล้วจึงหมายถึง optical disk
  • มีจุดสังเกตอยู่จุดหนึ่ง คือ เวลาเขียนเสียงยาวด้วยคะตะคะนะ จะเขียนด้วยเครื่องหมาย ー เสมอ ถ้าเป็นฮิระงะนะจะใช้ตัวอักษรที่แทนเสียงนั้นมากำกับ
  • พูดถึงอุปกรณ์ต่างๆ แล้ว ลืมบอกไปว่ารวมๆ แล้ว จะเรียกว่า ハードウェア (ha-do wea) หรือ hardware นั่นเอง
  • ที่เหลือก็ศัพท์เกี่ยวข้อง เช่น click = クリック, ถ้าจะบูตเครื่องเริ่มใช้งาน จะใช้ศัพท์บัญญัติว่า 起動 (kidou) แปลว่า เริ่มทำงาน, ส่วนรีบูตจะใช้ว่า 再起動 (saikidou) แปลว่าเริ่มงานใหม่ ตัวคันจิ 再 (sai) เป็น prefix เหมือนกับ re- ในภาษาอังกฤษ

ภาษาญี่ปุ่นวันละหลายคำ #3 คอมพิวเตอร์

Tuesday, December 9th, 2008

วันนี้เขียนเป็นบลอกแทนเพราะชาวคณะหายไปไหนกันหมดไม่รู้ วันนี้เอาศัพท์เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ล่ะกัน ง่ายดี เนื่องจากศัพท์ส่วนใหญ่มาจากภาษาอังกฤษ เลยเขียนด้วยคะตะคะนะ

  • คอมพิวเตอร์ จะเรียกกันโดยทั่วไปว่า “パソコン (pasokon, พะโซะคอน)” หรือเต็มๆ คือ “パーソナルコンピュータ (pasonaru kompyuta, พาโซะนะหรุ คอมปิวตะ)” ซึ่งทับศัพท์มาจาก personal computer แต่เนื่องจากญี่ปุ่นออกเสียงได้แค่ 50 เสียง ก็เลยออกมาเป็นอย่างนี้ คำว่า pasokon นี้เป็นคำกว้างๆ หมายถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ ถ้าจะระบุว่าเป็นคอมพิวเตอร์โน้ตบุค ก็จะเรียกย่อๆ ว่า “ノートパソコン (no-to pasokon, โนโตะ พะโซะคอน)” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “ノート (no-to, โนโตะ)”
  • คำเหล่านั้น มักจะใช้กับผู้ใช้โดยทั่วไป ถ้าเป็นคนในวงการ (คอมพิวเตอร์นะ ไม่ใช่บันเทิง) มักจะเรียกคอมพิวเตอร์ แค่ “コンピュータ (kompyuta, คอมปิวตะ)” หรืออาจจะเรียก マシン (mashin, มะชิน)
  • อันที่จริงแล้ว ญี่ปุ่นก็มีศัพท์บัญญัติสำหรับคอมพิวเตอร์เหมือนกัน โดยเรียกคอมพิวเตอร์ว่า “計算機 (keisanki, เคซังคิ)” คำว่า “เคซัง (計算)” แปลว่า คำนวณ ส่วน “คิ (機)” เป็นตัวคันจิที่มีความหมายว่า “เครื่องกล” รวมกันจึงแปลว่า “เครื่องคำนวณ” คำนี้ปัจจุบันอาจจะไม่ค่อยเห็นกันเท่าไหร่ มักจะใช้ในเอกสารที่เป็นทางการ แต่คำว่าเคซัง ก็ยังนำไปใช้เรียกชื่อสาขาวิชา เช่น 計算工学 (keisankougaku, เคซังโคงะกุ) สำหรับสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์
  • เมื่อพูดถึงคอมพิวเตอร์แล้ว ก็คงจะต้องพูดถึง ข้อมูล ที่เรียกว่า データ (เดตะ) ซึ่งแปลงมาจาก data และ สารสนเทศ ที่ใช้ว่า 情報 (jouhou, โจโฮ) ถ้าเป็นการประมวลผลสารสนเทศ (information processing) ก็จะเรียกว่า 情報処理 (jouhou shori, โจโฮ โซะหริ) คำว่า โซะหริ แปลว่า ประมวลหรือจัดการ ส่วนเทคโนโลยีสารสนเทศ (information technology) จะเรียกว่า 情報技術 (jouhou gijutsu, โจโฮ กิจุทสึ) คำว่า กิจุทสึ แปลว่า เทคโนโลยี
  • โดยปกติแล้ว ศัพท์บัญญัติจะเป็นยาขมหม้อใหญ่ สำหรับคนที่ไปเรียนที่ญี่ปุ่น เพราะจะต้องจำทุกอย่างใหม่หมด แถมภาษาญี่ปุ่นมีเสียงน้อยอีก ทำให้ศัพท์ต่างๆ มีแต่เสียง โค โจ โซ … อะไรพวกนี้เต็มไปหมดชวนเวียนหัวเป็นอย่างยิ่ง ผมเองก็อาศัยได้ยินบ่อยๆ แล้วก็จะเริ่มจำได้ ถ้าเริ่มชินก็จะไม่ยากมาก อย่างน้อยวิธีสร้างศัพท์ก็ค่อนข้างง่าย คือภาษาอังกฤษเรียงศัพท์ยังไง ก็แปลเป็นศัพท์บัญญัติของญี่ปุ่นเรียงตามนั้นได้เลย ไม่สับสนมากนัก

ที่จริง ยังมีศัพท์เกี่ยวกับฮาร์ดแวร์ และซอฟท์แวร์อีกหลายคำ เอาไว้มาต่อวันหลังล่ะกัน

ภาษาญี่ปุ่นวันละหลายคำ #2 สีสัน

Saturday, December 6th, 2008

วันนี้เป็นเรื่อง “สี”

  • ในภาษาญี่ปุ่น いろ (iro, 色) แปลว่า สี แต่คำนี้ก็เอาไปใช้ในความหมายว่า หลากหลาย เมื่อใช้ซ้ำกัน เป็น いろいろ (iro-iro, 色々)
  • เริ่มด้วยสีง่ายๆ ก่อน สีดำ ใช้ว่า くろい (kuroi, 黒い) ส่วนสีขาว ก็เป็น しろい (shiroi, 白い) อ้อพวกนี้เป็น adjective แบบอิ ถ้าจะใช้เป็นคำนามก็ตัดอิ
  • kuro จะแปลว่าสีดำ … shiro ก็สีขาว (อันหลังนี่เป็นชื่อหมาของชินจัง)
  • สีที่ชายไทยส่วนใหญ่รู้จัก ก็คือ あおい (aoi, 青い) แปลว่า สีฟ้าหรือเขียว คนญี่ปุ่นจะใช้สองสีนี้ปนกัน (คนไทยก็เป็น ยายผมเรียกหม้อฟ้าว่าหม้อเขียว)
  • คำนี้อ่านว่า อะโอะอิ ตามที่เขาสอนกันในเรื่องปิดเทอมใหญ่ ถ้าเป็นท้องฟ้า あおいそら (aoi-sora, 青い空) จะแปลว่าท้องฟ้าสีฟ้า
  • @kiznaps ใช่ครับ みどり ก็แปลว่าสีเขียว แต่อะโอะอิก็เขียวเหมือนกัน เช่น あおいはっぱ(aoi-happa) แปลว่าใบไม้สีเขียว หรือถ้าไฟจราจรสีเขียว ก็ใช้ あおしんごう
  • พอมีเขียวแล้ว ก็เอาไฟจราจรให้ครบเลย แดง ใช้ว่า あか (aka, 赤) ส่วนสีเหลือง จะใช้ きいろ (kiiro, 黄色)
  • จริงๆ แล้ว นอกจากสีหลักๆ แล้ว สีอื่นๆ ในภาษาญี่ปุ่น ก็มักจะเรียกตามสิ่งของ คือเอาชื่อของที่เป็นตัวแทนสีนั้นมา แล้วตามด้วยคำว่า iro เช่น
  • はいいろ (haiiro, 灰色) แปลว่า สีเทา คำว่า はい (hai, 灰) แปลว่า เถ้าถ่าน ถ้าสีน้ำตาลในญี่ปุ่น ก็จะเป็นสีน้ำชา เรียกว่า ちゃいろ (chairo, 茶色) ちゃ ก็คือชา
  • ปัจจุบันสีชมพู มักจะใช้ว่า ピンク (pinku) แต่ญี่ปุ่นก็มีสีชมพูใช้ว่า ももいろ (momoiro, 桃色) คำว่า もも แปลว่า ลูกท้อ ซึ่งมีเปลือกสีแดงอ่อนๆ ออกชมพู
  • เหลือสีอะไรอีก ส่วนใหญ่ก็จะตามภาษาอังกฤษแหละมั้ง เช่น オレンジ (orenji) ก็สีส้ม
  • เจ้า @Gainsayer บอกมาว่าขาดสีม่วง สีม่วง ใช้ว่า むらさき (murasaki, 紫)