Archive

Posts Tagged ‘japan’

Seishun-18 Ticket

October 28th, 2008

รู้สึกว่าจะบ่นมาหลายอันแล้ว เขียนเรื่องที่มีประโยชน์บ้างดีกว่า หลังจากคราวที่แล้วพูดถึงตั๋ว Japan Rail Pass ซึ่งเป็นตั๋วรถไฟพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวระยะสั้นไปแล้ว คราวนี้ขอพูดต่อถึงตั๋ว Seishun-18 ซึ่งเป็นตั๋วพิเศษอีกประเภทหนึ่ง สำหรับผู้ที่ไปอาศัยระยะยาวในญี่ปุ่น รวมทั้งคนญี่ปุ่นด้วย

Seishun-18 เป็นตั๋วของบริษัท JR ซึ่งขายเป็นชุด หนึ่งชุดมีห้าใบ แต่ละใบราคาประมาณ 2000 เยน (ไม่ได้เช็คราคาที่แน่นอน) ตั๋วนี้จะใช้ได้เฉพาะช่วงเวลาที่กำหนดเท่านั้น เช่น ช่วงปีใหม่ที่คนจะเดินทางกลับบ้าน หรือช่วงปิดเทอมหน้าร้อน ซึ่งนักเรียนจะมีเวลาว่างกันประมาณสองเดือน เหมาะกับการเดินทางกลับบ้านหรือไปเที่ยวที่ไหน ตั๋วแต่ละใบจะใช้สำหรับผู้โดยสาร 1 คนใช้ได้กับรถธรรมดา หรือรถด่วนแบบไม่เสียค่าธรรมเนียม (ที่เรียกว่า 快速) ของ JR โดยจะขึ้นลงรถไฟกี่ครั้งก็ได้ภายในวันนั้น (หนึ่งวันนับตั้งแต่เวลาที่เริ่มใช้ จนกระทั่งหมดวันนั้น) ดังนั้นตั๋วแต่ละใบก็จะใช้ได้หนึ่งวัน ตั๋วหนึ่งชุดก็จะใช้ได้ 5 วันสำหรับผู้โดยสารคนเดียว หรือถ้าไปกับเพื่อนหลายคน ก็แบ่งกันใช้เช่นถ้าไป 5 คนก็ใช้วันละชุด ถ้าคนน้อยกว่านั้นก็สามารถคำนวณจำนวนชุดที่ต้องซื้อได้ โดยมีข้อแม้เดียวว่าทุกคนต้องเดินทางไปพร้อมกัน ผมอาจจะใช้คำผิด ที่ไปเรียกว่าเป็นชุด จริงๆ แล้วเขาจะให้ตั๋วมาแค่ใบเดียวตามรูป แต่ใช้ได้ 5 ครั้ง หรือ ใช้หลายคนพร้อมกัน ดังนั้นเมื่อมีตั๋วอยู่ใบเดียว ทุกคนก็ต้องเดินทางไปด้วยกัน

(Source: http://ja.wikipedia.org/wiki/%E7%94%BB%E5%83%8F:18_ticket.jpg)

ด้วยเหตุที่ตั๋วนี้ใช้ได้กับรถไฟธรรมดา ดังนั้นจึงจะต้องใช้เวลาเดินทางนานมาก จึงพ้องกับชื่อตั๋ว Seishun (青春) ซึ่งหมายถึงพวกวัยรุ่นนั่นเอง ผมเองก็เคยใช้ตั๋วนี้เหมือนกันแม้ว่าตอนนั้นจะไม่วัยรุ่นเท่าไหร่แล้ว (ตั๋วนี้เขาไม่ได้จำกัดอายุนะครับ แม้ว่าจะใช้ชื่อว่าวัยรุ่น แต่ใช้ได้ทุกวัยครับ) โดยใช้เดินทางไปเที่ยวฝั่งตะวันตกของญี่ปุ่น แต่เนื่องจากผมไม่ใช่วัยรุ่นเท่าไหร่ เราจึงเริ่มเดินทางด้วยการควักกระเป๋านั่งชินคันเซ็นไปลงที่ฮิโรชิมา แล้วค่อยๆ นั่งรถธรรมดาย้อนกลับมาเรื่อยๆ แวะพักตาม youth hostel ตามจังหวัดต่างๆ เช่น Okayama, Osaka, Kyoto, Nagoya ตอนนั้นรู้สึกจะใช้เวลาประมาณ 7 วัน นับว่าเที่ยวได้คุ้มเลย ช่วงแรกๆ แต่ละคนจะยังแรงดีกันอยู่ ก็จะเดินเที่ยวกันทั้งเมือง ช่วงหลังๆ นี่แทบจะฝากของไว้ที่ล็อคเกอร์ตลอด และพยายามเดินให้น้อยที่สุดตามสภาพร่างกาย :) ผมว่าข้อดีของการเที่ยวแบบนี้ก็คือประหยัด แล้วก็ได้ฝึกอะไรหลายๆ อย่าง ส่วนข้อเสียก็คืออาจจะเหนื่อย และใช้เวลามากไปหน่อย แต่ถ้าเป็นช่วงปิดเทอมก็ไม่น่าจะมีปัญหา

จุดที่สำคัญคือควรจะหาซื้อหนังสือตารางรถไฟของ JR และควรจะมีคนที่ดูตารางเก่งๆ ไปด้วย (ตารางมันออกแบบมาอ่านยากมากๆ) เพราะอาจจะสับสนกับเวลารถไฟได้ง่าย และยิ่งไปเที่ยวบ้านนอกถ้าพลาดรถไฟเที่ยวหนึ่งอาจจะต้องอีกหนึ่งหรือสองชั่วโมง เท่าที่จำได้เราจะพยายามเช็คเวลารถไฟทุกครั้งที่แวะสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อจะได้กะเวลาเที่ยวได้ถูกต้อง เรียกว่าจะต้องบริหารเวลาให้คุ้มค่ามากที่สุด มิฉะนั้นอาจจะเดินทางไปไม่ถึงที่พักที่จองไว้

japan ,

TokyoTech Dormitories in Yokohama

September 30th, 2008

วันนี้เจ้า @Gainsayer ซึ่งเพิ่งจะไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว มาถามว่าจะเดินจากหอพักไปสถานี Aobadai ยังไง ตอนแรกก็ตอบไปตามความจำ (จริงๆ พรุ่งนี้ก็ครบสิบปีแล้วสินะ ) แต่ด้วยความอยากรู้อยากเล่น เลยลองใช้ Google Maps ดู สุดท้ายลองสร้างแผนที่ของตัวเอง แล้วก็ทำเส้นทางเดินไว้ด้วย เลยเอามาแปะไว้หน่อย เผื่อจะเป็นประโยชน์กับรุ่นน้อง

หอพักทั้งสองแห่งในแผนที่นี้ คือ หอ Umegaoka และ Shofuu เป็นหอพักสำหรับนักเรียนต่างชาติที่เพิ่งเคยเดินทางมาญี่ปุ่นครั้งแรกของ TokyoTech (Tokyo Institute of Technology) ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอ Yokohama จังหวัด Kanagawa ห่างจากมหาวิทยาลัยประมาณ 1 ชั่วโมง ด้วยรถไฟฟ้าสาย Den-en toshi ของบริษัทโตคิว (อันเดียวกับที่อยู่ข้างมาบุญครองนั่นแหละ) หอ Umegaoka จะอยู่ใกล้กับสถานี Fujigaoka ซึ่งถึงก่อน ส่วนหอ Shofuu จะอยู่ใกล้กับสถานี Aobadai แต่เนื่องจากสถานีนี้เป็นสถานีใหญ่กว่า รถด่วนจะจอดที่สถานีนี้ด้วย ทำให้สมัยก่อนมีหลายคนเดินจากหอ Umegaoka ไปขึ้นรถไฟที่นี่ทุกวัน

ดูแล้วคิดถึงความหลังหว่ะ อยากกลับไปเรียนอีก ขี้เกียจทำงานแล้ว แต่ตอนเรียนก็เฝ้าแต่คิดว่าเมื่อไหร่ตูจะจบซะที จะได้ไม่ต้องทนไม่ต้องพยายามอีกต่อไป จริงๆ ถ้าให้ไปเรียนต่อตอนนี้คงแย่เหมือนกัน เพราะความแก่กับความขี้เกียจครอบงำเยอะมาก แต่ถึงเรียนจบก็ยังต้องพยายามต่อไปอยู่ดีแหละ แม้ว่าอาจจะไม่กดดันเท่าเดิม


View Larger Map

japan , ,

Japan Rail Pass

September 20th, 2008

วันก่อนมีรุ่นพี่คนหนึ่งโทรมาหา บอกว่ากำลังจะไปธุระที่ญี่ปุ่น เลยจะถือโอกาสเที่ยวต่อ สุดท้ายก็เลยคุยกันถึงตั๋วรถไฟพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวที่เรียกว่า “Japan Rail Pass” พอคุยแล้วก็ถือโอกาสเอามาเขียนไว้ที่นี้ด้วย คราวหน้าโดนคนอื่นถามอีกจะได้บอกให้มาอ่านที่นี่ สมัยผมเป็นนักเรียน Japan Rail Pass เป็นตั๋วที่ใฝ่ฝันและอยากจะมีโอกาสได้ใช้ แต่ไม่มีสิทธิเนื่องจากตั๋วนี้ซื้อได้เฉพาะผู้ที่เข้าญี่ปุ่น ด้วยวีซ่านักท่องเที่ยวเท่านั้น นักเรียนไม่มีสิทธิ แล้วตั๋วนี้พิเศษยังไงล่ะ

Japan Rail Pass เป็นตั๋วที่เกิดจากความร่วมมือของบริษัท JR (การรถไฟของญี่ปุ่น ที่ถูกแปรรูปไปเป็นเอกชนแล้ว) ทั้งหกบริษัท ผู้ถือตั๋วนี้สามารถใช้บริการรถไฟของบริษัท JR ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งจะเริ่มต้นที่ 7 วัน ซึ่งบริษัท JR นี้เองที่เป็นผู้ให้บริการรถไฟความเร็วสูงระหว่างเมือง ที่เรียกว่า Shinkansen ด้วย จึงสามารถใช้ Japan Rail Pass เดินทางไปยังเมืองต่างๆ ได้ แถมยังจองที่นั่งได้ด้วย จึงอำนวยความสะดวกอย่างมากแก่นักท่องเที่ยว เนื่องจากตั๋วนี้มีไว้เฉพาะนักท่องเที่ยว หรือผู้ที่ไปอยู่ในญี่ปุ่นระยะสั้นเท่านั้น จึงไม่สามารถซื้อภายในประเทศญี่ปุ่นได้ จะต้องซื้อจากตัวแทนจำหน่ายก่อนที่จะเดินทางไปญี่ปุ่น อย่างในเมืองไทยก็สามารถหาซื้อได้จากสำนักงานของสายการบินญี่ปุ่น ทั้ง ANA และ JAL รวมถึงบริษัทท่องเที่ยวญี่ปุ่น เช่น JTB เป็นต้น ผมเองเคยซื้อจากสำนักงานของ ANA ซึ่งอยู่ภายในตึกซีพี แถวสีลม ซึ่งตัวแทนเหล่านี้จะออกเอกสารคล้ายๆ ใบเสร็จรับเงินให้ เราจะต้องถือใบนี้ไปที่สาขาของ JR (ที่อยู่ตามสถานีต่างๆ ที่สนามบินก็มี) เพื่อให้เจ้าหน้าที่ออกตั๋วให้ โดยเขาจะขอดูพาสปอร์ตเพื่อเช็คว่าเราเข้าเมืองมาเป็นนักท่องเที่ยวจริงๆ หรือไม่ เราสามารถบอกเขาได้ด้วยว่าอยากจะเริ่มใช้ตั๋วนี้วันไหน เมื่อถึงวันเริ่มใช้ก็นับไปเจ็ดวันได้เลย ในระหว่างนี้สามารถขึ้นรถไฟของ JR ไปไหนก็ได้ ไม่จำกัดจำนวนครั้ง อยากจะแวะลงกลางทางตรงไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายใดทั้งสิ้น ถ้าจะใช้บริการ Shinkansen ก็สามารถเลือกนั่งที่นั่งแบบไม่ต้องจอง (เรียกว่า jiyuu-seki) คือไปรอขึ้นรถที่ชานชลาเลย หรือจะไปขอให้เจ้าหน้าที่จองที่นั่งและเที่ยวรถที่จะเดินทางให้ก่อนก็ได้ จะได้แน่ใจว่าเราจะมีที่นั่งแน่ๆ ไม่ต้องยืนหลายๆ ชั่วโมง การจองที่นั่งก็ไม่จำเป็นต้องเสียอะไรเพิ่มเติมอีก (ถ้าซื้อตั๋วแบบปกติจะต้องเสียเพิ่มอีกหลายร้อยเยน)

ทีนี้อาจจะสงสัยว่า JR ยอมให้ใช้ตั๋ว Japan Rail Pass ขึ้นรถไฟแบบไม่จำกัดจำนวนเที่ยวได้อย่างนี้ ตั๋วก็น่าจะราคาแพงมากๆ สินะ คำตอบก็คือ ถ้าดูจากค่าครองชีพไทย ตามราคาแล้วก็แพงเอาการทีเดียว ไม่ได้ลองเช็คเหมือนกันว่าปัจจุบันราคาเท่าไหร่ แต่ที่ผมเคยซื้อราคาประมาณ 27,000 เยน (หรือ 9,000 บาท) สำหรับประเภทใช้ได้เจ็ดวัน แต่ถ้าลองเอาราคานี้ ไปเทียบกับราคารถไฟแบบปกติ (ที่คนญี่ปุ่น หรือคนที่ไปอยู่ระยะยาวซื้อ) แล้วจะรู้สึกเลยว่าคุ้มมาก เพราะค่ารถไฟชินคันเซ็นแบบไปกลับจากโตเกียวไปโอซากา ก็ราคาประมาณ 25,000 เยนแล้ว ตั๋วแบบปกตินี้จะระบุไว้เลยว่าเดินทางจากไหนไปไหน จะลงรถระหว่างทางแล้วกลับมาขึ้นใหม่อีกก็ไม่ได้แล้ว ฉะนั้นถ้าวางแผนจะเดินทางไปหลายๆ เมืองในระหว่างที่ไปเที่ยวญี่ปุ่น ก็น่าจะลองพิจารณาตั๋ว Japan Rail Pass ดูได้ ผมคิดว่าน่าจะช่วยให้ควบคุมค่าเดินทางในญี่ปุ่นได้สะดวกยิ่งขึ้น เพราะรถไฟของ JR นี้มีให้บริการอยู่ทุกเมือง มีรถไฟหลายประเภท ทั้งระยะสั้น และระยะยาว แถมยังเอาตั๋ว Japan Rail Pass นี้เอาไปใช้กับรถบัสกับเรือที่บริหารโดย JR ก็ได้ด้วย อย่างเรือก็มีอยู่ที่เดียว คือเรือเฟอรี่ที่เชื่อมระหว่างฝั่งฮิโรชิมากับเกาะมิยาจิมา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสามของที่ๆ ควรจะต้องไปชมในญี่ปุ่น

แล้วพวกนักเรียนที่ไปอยู่นานๆ ล่ะ ถ้าอยากเที่ยวไกลๆ หลายๆ เมืองจะทำยังไง โดยปกติช่วงปิดเทอม JR จะมีตั๋วอีกประเภทหนึ่ง เรียกว่า Seishun-18 (seishun แปลว่า ฤดูใบไม้ผลิของช่วงชีวิต หรือวัยรุ่นนั่นเอง) ตั๋วนี้ก็สามารถขึ้นรถของ JR ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งเหมือนกัน ราคาค่าตั๋วก็ถูกมาก ตกวันละประมาณ 2000 เยนเอง แต่มีข้อจำกัดเดียวก็คือใช้ได้เฉพาะรถไฟธรรมดาที่วิ่งระหว่างเมืองเท่านั้น ไม่มีสิทธิจองที่นั่งใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าไม่มีที่นั่งก็ต้องยืน หรือไม่ก็นั่งกับพื้นรถไฟซึ่งอาจจะถูกนายท้ายรถว่าเอาได้ เพราะฉะนั้นการเที่ยวด้วยตั๋วแบบนี้ก็ต้องอาศัยความทรหดอยู่พอควร เหมาะสำหรับวัยรุ่นอย่างเรา (เมื่อหลายปีที่แล้ว) เริ่มง่วงแล้ว ไว้ค่อยมาเล่าเรื่องตั๋ว seishun วันหลังล่ะกัน เมื่อไหรยังไม่รู้

japan , ,

ทุนกระทรวงศึกษาฯ ญี่ปุ่น

June 17th, 2008

ในฐานะที่เคยเป็นผู้รับทุนการศึกษานี้มาก่อน ช่วงนี้ยังไปช่วยเกี่ยวกับการแนะนำการสมัครทุนนี้ ผ่านทางมหาวิทยาลัยอยู่เหมือนกัน แถมระยะหลังก็มีคนแปลกหน้าโทรมาถามเรื่องนี้บ่อยๆ จนถูกแซวว่าไปทำงานฝ่ายรับเข้าของมหาวิทยาลัยญี่ปุ่นแล้วหรือไง เลยขอเอามาเล่าทิ้งไว้ในนี้ด้วยดีกว่า เผื่อจะเป็นประโยชน์แก่คนที่ผ่านไปผ่านมาบ้าง

ทุนการศึกษานี้เป็นทุนที่กระทรวงศึกษาฯ ของญี่ปุ่นให้แก่นักศึกษาจากประเทศต่างๆ เพื่อไปเรียนที่มหาวิทยาลัยในญี่ปุ่น ทุนนี้มีหลายประเภท ให้กับผู้รับทุนหลายๆ แบบ แต่ที่จะเล่าต่อไปนี้จะเกี่ยวกับทุนประเภทนักศึกษาวิจัย (research student) เท่านั้น อย่างอื่นผมก็ไม่ค่อยรู้รายละเอียดเท่าไรนัก ลองไปหาข้อมูลจากเว็บไซท์ของสถานทูตน่าจะดีกว่า ที่เรียกว่าทุน Monbukagakusho ก็เพื่อคำนี้เป็นชื่อของกระทรวงศึกษาของญี่ปุ่น (文部科学省) ซึ่งปัจจุบันคนญี่ปุ่นจะนิยมเรียกสั้นๆ ว่า Monkasho (文科省) แต่เดิม (สมัยผมสมัครทุนนี้) เขาเรียกว่าทุน Monbusho เพราะเดิมกระทรวงชื่อนี้ เพิ่งมาเปลี่ยนใหม่เมื่อไม่นานมานี้ โดยเพิ่มส่วนที่ดูแลวิทยาศาสตร์ หรือ Kagaku (科学) เข้าไปด้วย ชื่อทุนก็เลยเปลี่ยนไปตามชื่อกระทรวงด้วย

ทีนี้มาดูคำว่า “นักศึกษาวิจัย (research student, 研究生 (kenkyusei))” ล่ะกัน นักศึกษาวิจัย คือ นักศึกษาที่ทำงาน (วิจัย) ภายใต้การดูแลของอาจารย์ที่ปรึกษาเพียงอย่างเดียว ไม่ได้เรียนอยู่ในหลักสูตรใดๆ ของมหาวิทยาลัย สถานะนักศึกษาวิจัยนี้จะเป็นสถานะแรกของผู้ได้รับทุนนี้เมื่อไปถึงญี่ปุ่น กล่าวคือ เมื่อสมัครสอบ และสอบผ่านแล้ว ก็จะกำหนดอาจารย์ที่ปรึกษาให้แก่ผู้รับทุน โดยผู้รับทุนอาจจะมีสิทธิติดต่ออาจารย์ และขอให้อาจารย์รับเป็นที่ปรึกษาก่อน แต่ทั้งนี้ก็อาจารย์ที่ปรึกษาก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้ แล้วแต่ทางกระทรวงฯ จะกำหนด แต่ทั้งหมดนี้จะทำเสร็จก่อนที่จะเดินทางไปญี่ปุ่น เมื่อไปที่ญี่ปุ่นแล้วก็อาจจะมีการเรียนภาษาญี่ปุ่นแบบเร่งรัดพร้อมๆ กับทำงานตามที่อาจารย์มอบหมาย แล้วจึงสอบเข้าเรียนต่อในหลักสูตรปริญญาโทหรือเอก ถ้าสอบผ่าน สถานะของผู้รับทุน ก็จะเปลี่ยนเป็นนักศึกษาในหลักสูตรของมหาวิทยาลัย ต้องลงทะเบียนเรียนตามหลักสูตร และเรียนให้จบตามเวลาที่กำหนด (หลักสูตรส่วนใหญ่จะเป็น ปริญญาโทสองปี ปริญญาเอกสามปี) โดยจะได้รับทุนต่อเนื่องไปจนกระทั่งเรียนจบ ถ้าเรียนไม่จบตามเวลา ทุนจะถูกตัดโดยอัตโนมัติ คือ สามารถเรียนต่อไปได้ แต่ไม่มีเงินสนับสนุนอะไรให้ทั้งนั้น ทั้งนี้แต่ละคนจะมีเวลาเป็นนักศึกษาวิจัยอยู่ปีครึ่ง ถ้าสอบเข้าไม่ได้ การให้ทุนก็จะสิ้นสุดเพียงเท่านั้นเช่นเดียวกัน (ทั้งหมดนี้เป็นไปตามกฎสมัยที่ผมเป็นผู้รับทุน คิดว่ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องพวกนี้)

ทุนแบบนี้มีวิธีการให้ทุนอยู่สองทาง คือ ให้ทุนผ่านสถานทูตญี่ปุ่นในประเทศต่างๆ และให้ทุนผ่านมหาวิทยาลัย ซึ่งถ้าเป็นทางแรกก็จะมีการสมัครสอบข้อเขียน และสอบสัมภาษณ์ ตามที่ทางสถานทูตกำหนด เสร็จแล้วสถานทูตก็จะเสนอชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกไปทางญี่ปุ่น เพื่อให้เป็นผู้รับทุนต่อไป ส่วนใหญ่การรับสมัครก็จะอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน หรือกรกฎาคม คงต้องติดตามกับทางสำนักข่าวสารญี่ปุ่นเอาเอง

ทีนี้มาพูดถึงการให้ทุนทางที่สอง ซึ่งผมเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่พอสมควร คือ การให้ทุนผ่านทางมหาวิทยาลัย โดยกระทรวงศึกษาฯ จะกระจายทุนการศึกษาไปตามมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยมหาวิทยาลัยอาจจะเขียนเป็นโครงการเข้าไป เพื่อให้ทุนกับนักเรียนต่างชาติ จำนวนทุนแต่ละปีก็อาจจะแตกต่างกันไปตามการกระจายให้กับมหาวิทยาลัย จากนั้น มหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นก็จะเป็นผู้กำหนดวิธีการรับสมัครและวิธีการคัดเลือกทุกอย่าง

ดังนั้น วิธีการสมัครทุนแบบนี้จึงหลากหลาย มีวันรับสมัครต่างกันไป ตามแต่ทางโปรแกรมหรือมหาวิทยาลัยจะกำหนด การสมัครทุนแบบนี้จะใช้วิธีสมัครกับมหาวิทยาลัยโดยตรง ส่วนใหญ่จะใช้วิธีส่งเอกสาร หลักฐานต่างๆ ทางไปรษณีย์ แล้วอาจจะมีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ทางวิดีโอคอนเฟอเรนท์ หรือบางมหาวิทยาลัยอาจจะส่งอาจารย์มาสอบสัมภาษณ์ที่เมืองไทย (เช่น มหาวิทยาลัยผม เป็นต้น) ทุนแบบนี้อาจจะมีผู้สนใจเยอะ เพราะเงื่อนไขในการสมัครอาจจะไม่เข้มข้นเท่าระเบียบของสถานทูต เช่น เกรดเท่าไหร่ก็สมัครได้ ส่วนใหญ่ไม่มีการสอบข้อเขียน แต่ผมคิดว่าโอกาสที่จะได้ทุนนี้น่าจะยากกว่าที่จะได้จากสถานทูต เพราะมหาวิทยาลัยอาจจะมีทุนอยู่จำนวนไม่มาก (เช่น 60 ทุนต่อปี แบ่งไปตามภาควิชาก็อาจจะได้ภาคละ 2-3 ทุน) แต่ให้ทุนกับนักศึกษาจากทั่วโลก

ในกรณีของมหาวิทยาลัยผม (Tokyo Tech) ปีที่ผ่านมา วิธีการสมัครกำหนดให้ผู้สมัครจะต้องส่งใบสมัครโดยตรง ไปยังอาจารย์ที่ตกลงรับเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ดังนั้นคนที่จะสมัครจึงจะต้องรู้จักอาจารย์ในมหาวิทยาลัยญี่ปุ่นก่อน โดยอาจจะติดต่อสอบถามไปทางอาจารย์โดยตรง หรือให้คนที่รู้จักแนะนำอาจารย์ให้ทางใดทางหนึ่ง ซึ่งปกติก็จะเป็นเรื่องยากอยู่พอควร เพราะอาจารย์คงจะไม่รับทุกคนที่ติดต่อมา หรืออาจจะรับแค่คนเดียวที่คิดว่าดีที่สุด (ทั้งนี้เพราะมีข้อจำกัดของจำนวนทุนด้วย) เมื่อผ่านด่านนี้แล้ว ก็จะต้องไปแข่งขันกับคนอื่นๆ ที่สมัครมาในภาควิชาเดียวกันอีก ดังนั้นคนที่สนใจจะสมัครทุนแบบนี้ จึงต้องพยายามสร้างจุดเด่นให้กับตนเอง ที่อาจารย์สามารถอธิบายให้กับกรรมการได้ว่า ทำไมถึงจะเลือกให้ทุนกับคุณมากกว่าคนอื่นๆ เช่น คุณอาจจะได้เกรดไม่ดีนัก แต่คุณมีผลงานตีพิมพ์ในการประชุมวิชาการ หรือวารสารวิชาการ ซึ่งทำให้มั่นใจว่าคุณมีความสามารถเพียงพอที่จะทำวิจัยด้วยตัวเองในระดับปริญญาโทหรือเอก ฉะนั้นคนที่จะสมัครจึงต้องคำนึงถึงจุดนี้เป็นหลัก

สุดท้ายคือประมาณปลายปีของทุกปี สถานทูตญี่ปุ่นจะจัดงานแนะแนวการศึกษาต่อญี่ปุ่น ซึ่งมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็จะมาเปิดบูทเพื่อแนะนำการสมัคร และทุนต่างๆ ที่มหาวิทยาลัยมีอยู่ ฉะนั้นคนที่สนใจก็สามารถที่จะติดตามจากงานนี้ได้ ผมก็ได้มีโอกาสไปช่วยงานนี้อยู่บ้างเหมือนกัน เลยได้รู้ข้อมูลของมหาวิทยาลัย และวิธีการสมัครมาพอสมควร

อ้อ ลืมบอกไปว่า ทุนที่ผ่านทางมหาวิทยาลัยนั้น บางครั้งมหาวิทยาลัยอาจจะให้สถานะเป็นนักศึกษาในหลักสูตรพร้อมกับรับทุนเลย โดยถือว่าการสอบสัมภาษณ์เป็นการรับเข้าเรียนไปด้วย ดังนั้นเมื่อไปถึงญี่ปุ่นแล้ว ก็จะต้องลงทะเบียนเรียนเลย อาจจะให้เรียนในหลักสูตรที่สอนด้วยภาษาอังกฤษ แล้วเรียนภาษาญี่ปุ่นไปพร้อมๆ กัน หรืออาจารย์บางคนก็อาจจะบอกไม่จำเป็นต้องเรียนภาษาญี่ปุ่นเลย จึงอาจจะหนักกว่าการเป็นนักศึกษาวิจัย ที่มีเวลาปรับตัวพอสมควร แต่ถ้าได้ทุนไปแล้วก็คงไม่มีทางอื่นนอกจากสู้เท่านั้น

japan , , , ,