ช่วงนี้มีคนถามบ่อยๆ ว่า “ปิดเทอมแล้วอาจารย์ทำอะไร?” ส่วนใหญ่ก็จะตอบไปเรื่อยเปื่อยตามสิ่งที่กำลังทำอยู่ในตอนนั้น แต่พอลองมานั่งนึกจริงๆ จึงๆ ดูแล้วก็มีสิ่งที่ต้องทำอีกเยอะเหมือนกัน
ลองกลับไปดูรายการที่เขียนมาแล้ว ตูจะมีเวลาทำอย่างอื่นไหมเนี้ย ยังอยากทำอย่างอื่นด้วยนะ เช่น หาเวลาไปเดินถ่ายรูปเล่น แถมวันลาพักร้อนก็พอกพูนเยอะแล้วเหมือนกัน ต้องหาเวลาใช้บ้างด้วย ที่สำคัญช่วงนี้โดนบ่นบ่อยๆ ว่าทำงานมากเกินไปแล้ว เฮ้อ….. แต่ก็ยังสนุกที่ได้ทำงานอยู่นะ
เวลาจะโทรศัพท์หาใครสักคน ถ้าโทรติดจะรอเรียกให้ปลายทางรับสายนานแค่ไหน? สำหรับผม ปกติจะรอเรียกประมาณ 3-4 ครั้ง ถ้าไม่รับก็จะวางก่อน แล้วอีกสัก 10 นาทีค่อยโทรไปใหม่ แต่ดูเหมือนบางคนจะมีความพยายามสูงกว่านั้นมาก เรียกกัน 5-10 นาทีเลยทีเดียว
ช่วงนี้จะหงุดหงิดกับเสียงโทรศัพท์ เพราะมีเลขาภาคมานั่งอยู่ในห้องใหญ่ห้องเดียวกัน เวลาเลขาไม่อยู่ (ไม่ว่าจะไปประชุม หรือไม่มาทำงาน) ก็มักจะมีโทรศัพท์มาเสมอๆ แล้วก็จะไม่มีคนรับ ซึ่งบางคนก็จะเรียกอยู่นานมากๆ เรียกไม่หยุด สร้างความรำคาญให้กับคนนั่งใกล้ได้ดีมาก ตอนแรกๆ ก็เคยไปรับแทนเหมือนกัน แต่รู้สึกว่ารับแล้วไม่เกิดประโยชน์ เพราะรับแล้วก็ไม่รู้เรื่องที่เขาจะคุย ทำอะไรไม่ได้ อย่างมากก็จดไว้ให้โทรกลับ หรือไม่ก็บอกว่าให้โทรมาใหม่ หลังๆ ก็เลยไม่ค่อยอยากรับเพราะทำให้คนโทรเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ ให้เขาโทรมาใหม่ดีกว่า แต่ปัญหาก็คือถ้าคนโทรรอเรียกแค่ไม่เกิน 10 ครั้ง ก็จะทนได้ แต่เวลาโทรศัพท์เรียกไม่หยุดก็เกินทนเหมือนกัน อาจารย์บางคนก็ทนไม่ไหวเดินไปถอดสายเลยก็มี แต่ก็เกิดปัญหาอีกเพราะเลขากลับมาไม่รู้ว่ามีคนถอดสายเลยไม่ได้เสียบกลับ ก็เลยโทรกันไม่ได้เป็นวัน ส่วนตัวเองก็พยายามทน จนวันนี้กำลังใช้สมาธิคิดอะไรยุ่งๆ อยู่ เสียงโทรศัพท์ก็ดังไม่หยุด เกิดความหงุดหงิดถึงขีดสุด เลยเดินไปรับสายแล้วก็วางโครมทันที (ฮะๆๆ) สะใจดี หายหงุดหงิดทันใด กลับมาทำงานต่อได้ ส่วนใครโดนไปก็ขอโทษไว้ ณ ที่นี้ล่ะกัน
สุดท้ายอยากให้ช่วยลดความพยายามให้การรอเรียกสายกันหน่อย ผมว่า 3-4 ครั้ง เอ้อ 7-8 ครั้งก็ได้ ก็น่าจะเกินพอแล้วนะ เห็นใจคนไม่เกี่ยวข้องที่ต้องฟังเสียงเรียกบ้าง รออีกสักพักเขาก็คงกลับมารับเองแหละ ถ้าไม่รับก็ค่อยโทรมาวันหลังดีกว่านะ ไม่งั้นผมอาจจะต้องสวมบทโหดอีก คราวนี้อาจจะมีการโวยวายแล้วล่ะ
Tags: บ่น
ในหลักสูตรของภาควิชาฯ การฝึกงานถือเป็นวิชาบังคับ ที่นักศึกษาทุกคนจะต้องผ่าน ทั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเป็นการเตรียมตัว ให้นักศึกษาเข้าใจสถานการณ์จริงที่ตัวเองต้องประสบหลังจากจบการศึกษาแล้ว ในหลักสูตรส่วนใหญ่มักจะกำหนดจำนวนชั่วโมง หรือจำนวนวันขั้นต่ำที่นักศึกษาจะต้องไปใช้ชีวิตในบริษัทหรือองค์กรภายนอก ซึ่งไม่ใช่แค่ไปให้เขาเห็นหน้าให้ครบตามจำนวนชั่วโมง แต่ต้องแบกความรับผิดชอบ และความเป็นผู้ใหญ่ไปด้วย หมายความว่านักศึกษาควรจะเตรียมตัวให้พร้อม และเตรียมใจไว้ด้วย ว่าเราคือพนักงาน (ชั่วคราว) คนหนึ่งขององค์กรนั้น นอกจากนี้ระหว่างฝึกงานก็ควรจะมีความกระตีอรือร้นที่จะเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ เพราะสิ่งที่เรียนในมหาวิทยาลัยจะเน้นแค่ทฤษฎี หรือหลักการกว้างๆ ที่นักศึกษาควรเข้าใจ แต่องค์กรธุรกิจอาจจะมีวิธีการทำงาน หรือความรู้เฉพาะด้านที่จะต้องศึกษาเพิ่มเติม นอกจากนี้ควรสังเกตวิธีการทำงาน วัฒนธรรมองค์กร ไปพร้อมๆ กับการมองหาจุดด้อยของตัวเอง เพื่อที่หลังจากการฝึกงานแล้ว จะได้ใช้เวลาที่เหลืออีกหนึ่งปี เตรียมตัวให้พร้อมที่จะก้าวสู่โลกแห่งความเป็นจริงต่อไป
วันนี้มาบ่นอีกแล้ว หลังจากได้รับโทรศัพท์สายหนึ่ง รู้สึกจะเป็นความผิดพลาด และอ่อนประสบการณ์ของตัวเองอีกแล้ว
“นิสิต” และ “นักศึกษา” เป็นคำที่ใช้เรียกผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย แต่ใช้ต่างกันไปตามประวัติและความเป็นมาของมหาวิทยาลัย เดิมก็มักจะรู้สึกปกติกับคำว่า “นิสิต” แต่หลังจากทำงานมาได้สองปี ความรู้สึกเปลี่ยนไป ได้ยินคำว่า “นิสิต” แล้วรู้สึกแปลกๆ พอดีเมื่อวานไปเป็นกรรมการที่จุฬาฯ และวันนี้ไปม.บูรพาที่ใช้คำว่านิสิตทั้งสองที่ สงสัยจะติดคำว่านักศึกษาซะแล้ว
Tags: university