Archive

Archive for the ‘Uncategorized’ Category

AWK

July 5th, 2008

ตอนนี้พยายามเขียนเรื่องให้มีสาระมากขึ้น มากกว่าแค่แปะลิงก์ แล้วก็กล่าวถึงนิดๆ เพราะลองดูสถิติจาก Google Analytics แล้ว รู้สึกว่ามีคนหลงมาที่นี่เพราะคำสำคัญต่างๆ ที่ใส่ไว้ เห็นมีคนตามมาอ่านเรื่อง fpdf ที่บ่นๆ ไว้ ไม่ค่อยมีสาระเท่าไหร่ คนอ่านคงจะเซ็งว่าไอ้บ้านี่เขียนอะไรไม่มีประโยชน์เลย

awk เป็นเครื่องมือที่ช่วยจัดการไฟล์ข้อความ โดยมองว่าข้อมูลในไฟล์แบ่งเป็นเรคอร์ดและฟิลด์ สามารถระบุได้ว่าจะให้ใช้เครื่องหมายอะไรตัวแบ่งระหว่างฟิลด์หรือเรคอร์ด ลองดูตัวอย่างง่ายๆ กันก่อน ถ้าผมมีไฟล์ข้อมูลคะแนนนักเรียนอยู่ แบ่งเรคอร์ดตามบรรทัด และแบ่งฟิลด์ด้วยแท็บ

4822111111	10
4822222222	13
4833333333	14
4844444444	9

ถ้าจะแปลงข้อมูลในไฟล์นี้เป็นตารางในแบบ html ก็ทำได้โดยอ่านไฟล์มาทีละบรรทัด แล้วเพิ่มแท็ก tr และ td ลงไป

BEGIN {
  FS="\t"
  print "<table>"
}
 
{
  print "<tr><td>"$1"</td><td>"$2"</td></tr>"
}
 
END {
  print "</table>"
}

เมื่อเขียนเสร็จ ก็ลองเอามาใช้งานได้โดย

$ awk -f [awk-file] &lt; [data-file]

จะได้ผลเป็นตารางในตามข้างล่าง

<table border="0">
<tr>
<td>4822111111</td>
<td>10</td>
</tr>
<tr>
<td>4822222222</td>
<td>13</td>
</tr>
<tr>
<td>4833333333</td>
<td>14</td>
</tr>
<tr>
<td>4844444444</td>
<td>9</td>
</tr>
</table>

ในโปรแกรม awk ข้างต้น แบ่งออกเป็น 3 ส่วน แต่ละส่วนแบ่งด้วยวงเล็บปีกกา ส่วนแรกมีคำว่า BEGIN กำหนดอยู่หมายความว่าให้ทำครั้งเดียวตอนเริ่มต้นอ่านไฟล์ ในที่นี้กำหนดให้ใช้แท็บเป็นตัวแบ่งฟิลด์ แล้วก็พิมพ์ “<table>” ออกมา

ส่วนที่สองไม่ได้กำหนดอะไรไว้ก่อนเครื่องหมายวงเล็บปีกกาเปิด ก็จะทำงานทุกครั้งเมื่อขึ้นเรคอร์ดใหม่ จึงเป็นการพิมพ์ข้อมูลทีละแถวในตาราง โดย $1 ใช้แทนข้อมูลในฟิลด์ที่ 1 และ $2 จะแทนฟิลด์ที่ 2 ไปเรื่อยๆ

ส่วนที่สามเริ่มต้นด้วย END จะทำงานเพียงครั้งเดียวเมื่ออ่านไฟล์ทั้งหมดเสร็จแล้ว ดังนั้นจึงแค่พิมพ์ “</table>” ออกมาในตอนท้าย

ด้วยลักษณะที่ awk ทำงานตามเรคอร์ดและฟิลด์ ทำให้การเขียนโปรแกรมเพื่อจัดการกับข้อมูลต่างๆ ทำได้สะดวกขึ้น ไม่จำเป็นต้องเขียนลูปเพื่อวนรอบ แค่เขียนเป็นกฎไว้เท่านั้นก็พอ นอกจากนี้ยังสามารถระบุให้ทำงานกับเรคอร์ดที่แตกต่างกันได้ด้วย โดยใช้ Regular Expression กำหนดรูปแบบของเรคอร์ดนั้น เช่น

/^4822/ { print "48" }

กฎข้างต้นจะทำให้พิมพ์คำว่า “48″ เมื่อเรคอร์ดขึ้นต้นด้วย “4822″ ตามที่กำหนดไว้ใน RE เท่านั้น

จริงๆ แล้วโปรแกรมข้างต้นผมเขียนขึ้นมาใช้งานจริง เวลาจะเอาคะแนนของนักเรียนไปประกาศบนเว็บ หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมไม่ใช้โปรแกรมพวกสเปรดชีท ทำไมต้องมาใช้ awk ให้เสียเวลา คำตอบก็คือ ผมไม่เคยสามารถทำให้โปรแกรมสเปรดชีทต่างๆ สร้างตารางในรูปแบบ html ที่สะอาดๆ ได้เลย ลองมาหลายโปรแกรมแล้ว ทุกๆ อันจะต้องแทรกโน้นนี่มาให้ตลอด แล้วผมก็เป็นพวกโรคจิต ถ้าเห็นโค้ดที่ไม่สะอาดรกรุงรัง ก็จะต้องพยายามหาทางทำให้สะอาด เนื่องจากอยากให้ตารางมันแสดงไปตามรูปแบบที่เรากำหนดไว้แล้ว สุดท้ายเลยตัดสินใจใช้ awk ดีกว่าสร้างโค้ดได้สะอาดสมใจ

แต่ว่าโปรแกรมข้างต้นก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ที่กำหนดจำนวนฟิลด์ไว้ตายตัว ทำให้ไม่ยืดหยุ่นเท่าไหร่ ถ้ามีคะแนนหลายๆ ค่า แต่เนื่องจาก awk นั้นมี control structure อยู่หลายแบบ จึงสามารถเขียนให้ยืดหยุ่นขึ้นได้อีกเป็น

BEGIN {
  FS=" "
  ORS=""
  print "<table class=\"attendance\" border=\"0\">\n"
}
 
{
  print "<tr>"
  for(i=1; i&lt;=NF; i++)
    print "<td>"$i"</td>"
  print "</tr>\n"
}
 
END {
  print "</table>\n"
}

NF เป็นตัวแปรระบุจำนวนฟิลด์ ซึ่งทำให้เราสามารถใช้ลูปเพื่อพิมพ์ข้อมูลจากทุกๆ ฟิลด์ได้

Uncategorized , , ,

คำต่อท้ายนามในภาษาญี่ปุ่น

June 24th, 2008

วันก่อนนั่งดูข้อมูลจาก Google Analytics ที่ติดไว้เก็บสถิติคนเข้ามาอ่านบล็อกนี้ แล้วปรากฏว่ามีคนหลงเข้ามาที่นี่ด้วย keyword ตามหัวข้อวันนี้ด้วย งงเหมือนกันว่ามาได้ไง แต่คิดแล้วก็เป็นหัวข้อที่น่าสนใจ เลยลองเอามาเขียนไว้เท่าที่มีความรู้และที่เคยได้ยินล่ะกัน

  1. さん (ซัง) เป็นคำต่อท้ายชื่อที่ใช้กันบ่อยที่สุด มีความหมายตรงกับคำว่า “คุณ” ที่เติมหน้าชื่อในภาษาไทยยุคปัจจุบัน คือเป็นคำลงท้ายที่ค่อนข้างเป็นทางการ และแสดงความสุภาพแบบปกติ ส่วนใหญ่จึงมักจะใช้เรียกชื่อคนที่เพิ่งเคยพบครั้งแรก คนที่เป็นผู้ใหญ่กว่า รวมถึงพวกรุ่นพี่ด้วย ดังนั้นจึงเป็นคำลงท้ายที่น่าจะคิดถึงเป็นคำแรก
  2. 様 (さま; ซะมะ) ถือเป็นคำที่สุภาพมากกว่าคำว่า “ซัง” ไปอีกขั้นหนึ่ง โดยปกติจะใช้กรณีที่เป็นทางการมาก ไม่ค่อยพบในชีวิตประจำวันเท่าไหร่นัก ยกเว้นแต่ตอนไปติดต่อราชการ หรือทำธุรกรรมในสถานที่ต่างๆ จะใช้ “ซะมะ” ต่อท้ายชื่อเวลาประกาศเรียก แต่คำว่า “ซะมะ” นี้จะใช้กันเสมอๆ ขึ้นต้นอีเมล์เพื่อแสดงความสุภาพ ประมาณว่าปกติคุยกันก็เรียกกันด้วย “ซัง” แต่พอเขียนอีเมล์ก็จะเรียกด้วย “ซะมะ” เพื่อให้เป็นทางการและสุภาพขึ้น
  3. 君 (くん; คุง) เป็นคำต่อท้ายที่ค่อนข้างแปลก คือโดยทั่วไปมักจะใช้เรียกผู้ชายที่มีอายุเท่ากันหรือน้อยกว่า เช่น เพื่อน รุ่นน้อง บางครั้งก็ใช้เรียกสัตว์ตัวผู้เพื่อแสดงความน่ารัก เช่น ปังคุง แต่คำว่า “คุง” นี้ก็ใช้ในการเรียกชื่อ ส.ส. และส.ว. เวลามีการอภิปรายกันในสภาด้วย คือประธานจะเรียกชื่อ (นามสกุล) คนนั้นต่อท้ายด้วยคุงเสมอ ใช้ได้กับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย
  4. ちゃん (จัง) ใช้เรียกได้ตั้งแต่เพื่อนที่สนิทกันมากๆ (ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย) หรืออาจจะใช้เวลาเรียกชื่อเด็กเล็กๆ ทั้งเด็กหญิงและเด็กชาย คำว่า “จัง” นี้จะใช้แสดงความสนิทสนม และสื่อถึงความน่ารัก
  5. 先生 (せんせい; เซ็นเซ)​ จะใช้ใกล้เคียงกับคำว่า “อาจารย์” ในภาษาไทย คือใช้เรียก “ครู” เพื่อแสดงความเคารพ แต่ในภาษาญี่ปุ่น จะใช้คำว่า “เซ็นเซ” กับคนที่ประกอบอาชีพต่างๆ อีกหลายอาชีพด้วย เท่าที่รู้ก็มี หมอ ทนายความ นักเขียน (รวมถึงนักเขียนการ์ตูน) ศิลปินแขนงต่างๆ และนักการเมือง

ทั้งหมดนี้เป็นคำที่ใช้กันบ่อยๆ หรือใช้บ้างในบทสนทนา แต่ถ้าเป็นจดหมาย หรือเอกสารที่เป็นทางการ ก็อาจจะมีการใช้คำอื่นๆ อีก เช่น 殿 (どの; โดะโนะ) ที่ใช้ขึ้นต้นจดหมายแบบสุภาพ ประมาณจดหมายที่บริษัทส่งถึงลูกค้า หรือ 氏 (し; ชิ) ที่เป็นคำสุภาพ กลางๆ ไม่มีการยกย่อง เป็นต้น

การเรียกชื่อคนอื่นโดยไม่เติมคำลงท้ายในภาษาญี่ปุ่น (ในภาษาญี่ปุ่นจะเรียกว่า 呼び捨て (よびすて; โยะบิซึเตะ)) ถือเป็นการเสียมารยาทมาก ยกเว้นกรณีสนิทกัน ผู้ใหญ่เรียกเด็ก หรือรุ่นพี่เรียกรุ่นน้อง อาจารย์ผู้ใหญ่มากๆ ส่วนใหญ่จะเรียกนักเรียนโดยไม่มีคำลงท้าย แต่ถ้าอาจารย์ยังไม่แก่มากก็อาจจะเติม “คุง” หรือ “ซัง” แล้วแต่กรณี ดังนั้นถ้าจะเรียกคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่า คนญี่ปุ่นจะต้องหาอะไรมาเติมท้ายชื่อเสมอ ไม่มีการเรียกชื่อห้วนๆ โดยเด็ดขาด แม้ว่าคุยกันด้วยภาษาอังกฤษก็ตาม เพื่อป้องกันความรู้สึกตะขิดตะขวงใจ

Uncategorized ,

ทุนกระทรวงศึกษาฯ ญี่ปุ่น

June 17th, 2008

ในฐานะที่เคยเป็นผู้รับทุนการศึกษานี้มาก่อน ช่วงนี้ยังไปช่วยเกี่ยวกับการแนะนำการสมัครทุนนี้ ผ่านทางมหาวิทยาลัยอยู่เหมือนกัน แถมระยะหลังก็มีคนแปลกหน้าโทรมาถามเรื่องนี้บ่อยๆ จนถูกแซวว่าไปทำงานฝ่ายรับเข้าของมหาวิทยาลัยญี่ปุ่นแล้วหรือไง เลยขอเอามาเล่าทิ้งไว้ในนี้ด้วยดีกว่า เผื่อจะเป็นประโยชน์แก่คนที่ผ่านไปผ่านมาบ้าง

ทุนการศึกษานี้เป็นทุนที่กระทรวงศึกษาฯ ของญี่ปุ่นให้แก่นักศึกษาจากประเทศต่างๆ เพื่อไปเรียนที่มหาวิทยาลัยในญี่ปุ่น ทุนนี้มีหลายประเภท ให้กับผู้รับทุนหลายๆ แบบ แต่ที่จะเล่าต่อไปนี้จะเกี่ยวกับทุนประเภทนักศึกษาวิจัย (research student) เท่านั้น อย่างอื่นผมก็ไม่ค่อยรู้รายละเอียดเท่าไรนัก ลองไปหาข้อมูลจากเว็บไซท์ของสถานทูตน่าจะดีกว่า ที่เรียกว่าทุน Monbukagakusho ก็เพื่อคำนี้เป็นชื่อของกระทรวงศึกษาของญี่ปุ่น (文部科学省) ซึ่งปัจจุบันคนญี่ปุ่นจะนิยมเรียกสั้นๆ ว่า Monkasho (文科省) แต่เดิม (สมัยผมสมัครทุนนี้) เขาเรียกว่าทุน Monbusho เพราะเดิมกระทรวงชื่อนี้ เพิ่งมาเปลี่ยนใหม่เมื่อไม่นานมานี้ โดยเพิ่มส่วนที่ดูแลวิทยาศาสตร์ หรือ Kagaku (科学) เข้าไปด้วย ชื่อทุนก็เลยเปลี่ยนไปตามชื่อกระทรวงด้วย

ทีนี้มาดูคำว่า “นักศึกษาวิจัย (research student, 研究生 (kenkyusei))” ล่ะกัน นักศึกษาวิจัย คือ นักศึกษาที่ทำงาน (วิจัย) ภายใต้การดูแลของอาจารย์ที่ปรึกษาเพียงอย่างเดียว ไม่ได้เรียนอยู่ในหลักสูตรใดๆ ของมหาวิทยาลัย สถานะนักศึกษาวิจัยนี้จะเป็นสถานะแรกของผู้ได้รับทุนนี้เมื่อไปถึงญี่ปุ่น กล่าวคือ เมื่อสมัครสอบ และสอบผ่านแล้ว ก็จะกำหนดอาจารย์ที่ปรึกษาให้แก่ผู้รับทุน โดยผู้รับทุนอาจจะมีสิทธิติดต่ออาจารย์ และขอให้อาจารย์รับเป็นที่ปรึกษาก่อน แต่ทั้งนี้ก็อาจารย์ที่ปรึกษาก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้ แล้วแต่ทางกระทรวงฯ จะกำหนด แต่ทั้งหมดนี้จะทำเสร็จก่อนที่จะเดินทางไปญี่ปุ่น เมื่อไปที่ญี่ปุ่นแล้วก็อาจจะมีการเรียนภาษาญี่ปุ่นแบบเร่งรัดพร้อมๆ กับทำงานตามที่อาจารย์มอบหมาย แล้วจึงสอบเข้าเรียนต่อในหลักสูตรปริญญาโทหรือเอก ถ้าสอบผ่าน สถานะของผู้รับทุน ก็จะเปลี่ยนเป็นนักศึกษาในหลักสูตรของมหาวิทยาลัย ต้องลงทะเบียนเรียนตามหลักสูตร และเรียนให้จบตามเวลาที่กำหนด (หลักสูตรส่วนใหญ่จะเป็น ปริญญาโทสองปี ปริญญาเอกสามปี) โดยจะได้รับทุนต่อเนื่องไปจนกระทั่งเรียนจบ ถ้าเรียนไม่จบตามเวลา ทุนจะถูกตัดโดยอัตโนมัติ คือ สามารถเรียนต่อไปได้ แต่ไม่มีเงินสนับสนุนอะไรให้ทั้งนั้น ทั้งนี้แต่ละคนจะมีเวลาเป็นนักศึกษาวิจัยอยู่ปีครึ่ง ถ้าสอบเข้าไม่ได้ การให้ทุนก็จะสิ้นสุดเพียงเท่านั้นเช่นเดียวกัน (ทั้งหมดนี้เป็นไปตามกฎสมัยที่ผมเป็นผู้รับทุน คิดว่ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องพวกนี้)

ทุนแบบนี้มีวิธีการให้ทุนอยู่สองทาง คือ ให้ทุนผ่านสถานทูตญี่ปุ่นในประเทศต่างๆ และให้ทุนผ่านมหาวิทยาลัย ซึ่งถ้าเป็นทางแรกก็จะมีการสมัครสอบข้อเขียน และสอบสัมภาษณ์ ตามที่ทางสถานทูตกำหนด เสร็จแล้วสถานทูตก็จะเสนอชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกไปทางญี่ปุ่น เพื่อให้เป็นผู้รับทุนต่อไป ส่วนใหญ่การรับสมัครก็จะอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน หรือกรกฎาคม คงต้องติดตามกับทางสำนักข่าวสารญี่ปุ่นเอาเอง

ทีนี้มาพูดถึงการให้ทุนทางที่สอง ซึ่งผมเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่พอสมควร คือ การให้ทุนผ่านทางมหาวิทยาลัย โดยกระทรวงศึกษาฯ จะกระจายทุนการศึกษาไปตามมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยมหาวิทยาลัยอาจจะเขียนเป็นโครงการเข้าไป เพื่อให้ทุนกับนักเรียนต่างชาติ จำนวนทุนแต่ละปีก็อาจจะแตกต่างกันไปตามการกระจายให้กับมหาวิทยาลัย จากนั้น มหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นก็จะเป็นผู้กำหนดวิธีการรับสมัครและวิธีการคัดเลือกทุกอย่าง

ดังนั้น วิธีการสมัครทุนแบบนี้จึงหลากหลาย มีวันรับสมัครต่างกันไป ตามแต่ทางโปรแกรมหรือมหาวิทยาลัยจะกำหนด การสมัครทุนแบบนี้จะใช้วิธีสมัครกับมหาวิทยาลัยโดยตรง ส่วนใหญ่จะใช้วิธีส่งเอกสาร หลักฐานต่างๆ ทางไปรษณีย์ แล้วอาจจะมีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ทางวิดีโอคอนเฟอเรนท์ หรือบางมหาวิทยาลัยอาจจะส่งอาจารย์มาสอบสัมภาษณ์ที่เมืองไทย (เช่น มหาวิทยาลัยผม เป็นต้น) ทุนแบบนี้อาจจะมีผู้สนใจเยอะ เพราะเงื่อนไขในการสมัครอาจจะไม่เข้มข้นเท่าระเบียบของสถานทูต เช่น เกรดเท่าไหร่ก็สมัครได้ ส่วนใหญ่ไม่มีการสอบข้อเขียน แต่ผมคิดว่าโอกาสที่จะได้ทุนนี้น่าจะยากกว่าที่จะได้จากสถานทูต เพราะมหาวิทยาลัยอาจจะมีทุนอยู่จำนวนไม่มาก (เช่น 60 ทุนต่อปี แบ่งไปตามภาควิชาก็อาจจะได้ภาคละ 2-3 ทุน) แต่ให้ทุนกับนักศึกษาจากทั่วโลก

ในกรณีของมหาวิทยาลัยผม (Tokyo Tech) ปีที่ผ่านมา วิธีการสมัครกำหนดให้ผู้สมัครจะต้องส่งใบสมัครโดยตรง ไปยังอาจารย์ที่ตกลงรับเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ดังนั้นคนที่จะสมัครจึงจะต้องรู้จักอาจารย์ในมหาวิทยาลัยญี่ปุ่นก่อน โดยอาจจะติดต่อสอบถามไปทางอาจารย์โดยตรง หรือให้คนที่รู้จักแนะนำอาจารย์ให้ทางใดทางหนึ่ง ซึ่งปกติก็จะเป็นเรื่องยากอยู่พอควร เพราะอาจารย์คงจะไม่รับทุกคนที่ติดต่อมา หรืออาจจะรับแค่คนเดียวที่คิดว่าดีที่สุด (ทั้งนี้เพราะมีข้อจำกัดของจำนวนทุนด้วย) เมื่อผ่านด่านนี้แล้ว ก็จะต้องไปแข่งขันกับคนอื่นๆ ที่สมัครมาในภาควิชาเดียวกันอีก ดังนั้นคนที่สนใจจะสมัครทุนแบบนี้ จึงต้องพยายามสร้างจุดเด่นให้กับตนเอง ที่อาจารย์สามารถอธิบายให้กับกรรมการได้ว่า ทำไมถึงจะเลือกให้ทุนกับคุณมากกว่าคนอื่นๆ เช่น คุณอาจจะได้เกรดไม่ดีนัก แต่คุณมีผลงานตีพิมพ์ในการประชุมวิชาการ หรือวารสารวิชาการ ซึ่งทำให้มั่นใจว่าคุณมีความสามารถเพียงพอที่จะทำวิจัยด้วยตัวเองในระดับปริญญาโทหรือเอก ฉะนั้นคนที่จะสมัครจึงต้องคำนึงถึงจุดนี้เป็นหลัก

สุดท้ายคือประมาณปลายปีของทุกปี สถานทูตญี่ปุ่นจะจัดงานแนะแนวการศึกษาต่อญี่ปุ่น ซึ่งมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็จะมาเปิดบูทเพื่อแนะนำการสมัคร และทุนต่างๆ ที่มหาวิทยาลัยมีอยู่ ฉะนั้นคนที่สนใจก็สามารถที่จะติดตามจากงานนี้ได้ ผมก็ได้มีโอกาสไปช่วยงานนี้อยู่บ้างเหมือนกัน เลยได้รู้ข้อมูลของมหาวิทยาลัย และวิธีการสมัครมาพอสมควร

อ้อ ลืมบอกไปว่า ทุนที่ผ่านทางมหาวิทยาลัยนั้น บางครั้งมหาวิทยาลัยอาจจะให้สถานะเป็นนักศึกษาในหลักสูตรพร้อมกับรับทุนเลย โดยถือว่าการสอบสัมภาษณ์เป็นการรับเข้าเรียนไปด้วย ดังนั้นเมื่อไปถึงญี่ปุ่นแล้ว ก็จะต้องลงทะเบียนเรียนเลย อาจจะให้เรียนในหลักสูตรที่สอนด้วยภาษาอังกฤษ แล้วเรียนภาษาญี่ปุ่นไปพร้อมๆ กัน หรืออาจารย์บางคนก็อาจจะบอกไม่จำเป็นต้องเรียนภาษาญี่ปุ่นเลย จึงอาจจะหนักกว่าการเป็นนักศึกษาวิจัย ที่มีเวลาปรับตัวพอสมควร แต่ถ้าได้ทุนไปแล้วก็คงไม่มีทางอื่นนอกจากสู้เท่านั้น

Uncategorized , , , ,

ความตาย

June 13th, 2008

ช่วงนี้ได้ยินได้ฟังได้อ่านเรื่องเกี่ยวกับความตายบ่อยๆ จนรู้สึกแปลกใจ เริ่มตั้งแต่ดูละครเรื่องบันทึกน้ำตาหนึ่งลิตร ทางช่อง TPBS ที่เกี่ยวข้องกับกำลังใจและการต่อสู้โรคที่ไม่มีทางรักษาของอายะจัง และโรคยังไม่ทำให้คนไข้เลอะเลือน รับรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง มีความคิดอ่านเหมือนเดิมหมด แต่ไม่สามารถสื่อสารหรือทำกิจกรรมอะไรได้ แม้ว่าเรื่องนี้ไม่ได้พูดถึงความตายตรงๆ แต่เกี่ยวข้องอยู่มาก

สองอาทิตย์ก่อนไปอเมริกามาได้หนังสือมาเล่มหนึ่ง ชื่อ The Last Lecture โดย Randy Pausch ศาสตราจารย์ทางด้าน HCI ที่เป็นโรคมะเร็ง จนต้องจัดการบรรยายครั้งสุดท้ายที่คาดว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายจริงๆ หนังสือเล่มนี้เล่าเบื้องหลังของการบรรยายนั้น รวมถึงการเตรียมตัวต่างๆ ของเขาและครอบครัว เพื่อรองรับความตายของตัวเอง ตั้งแต่การจัดการย้ายบ้านไปอยู่ที่ใหม่ เพื่อที่ภรรยาของเขาจะได้อยู่ใกล้ๆ ญาติ มีคนคอยช่วยเหลือเกี่ยวกับลูกทั้งสามคน ความคิดที่จะหาทางสื่อสารสิ่งต่างๆ ให้ลูกคนเล็กได้รู้จักตัวเขาเมื่อโตมากกว่านี้ ยังอ่านไม่จบ แต่เขียนได้ดีทีเดียว

เมื่อวานนี้ไปเดินซื้อของ แล้วแวะดูร้านการ์ตูน ก็เลยได้การ์ตูน “อิคิงามิ สาส์นสั่งตาย” เล่มสองมาด้วย จริงๆ อยากได้เล่มหนึ่งด้วย แต่รู้สึกว่าจะหมดแล้ว การ์ตูนเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับคนที่ต้องมารับรู้ว่าตัวเองจะเหลือเวลาอีกไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงเมื่อได้รับอิคิงามิ ทำให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ว่าเขาหรือเธอคนนั้นจะพยายามทำสิ่งต่างๆ ที่ค้างคาใจให้ได้ ก่อนที่จะจากโลกนี้ไปตามเวลาที่กำหนด

จะเห็นว่าเรื่องทั้งหมดนั้นเกี่ยวข้องกับความตาย ในลักษณะที่ว่ากำลังจะตาย ความตายมารออยู่ตรงหน้า เหลือเวลาอีกไม่มาก หรือมีสิ่งต่างๆ มาแสดงให้เห็นอีกด้วยว่ากำลังใกล้ความตายไปทุกขณะ ซึ่งโดยปกติผมเชื่อว่าคนเราจะไม่ค่อยมีความคิดนี้ในหัวเท่าไรนัก ไม่อย่างนั้นเราคงไม่ประมาทกันอย่างนี้ อย่างตัวผมเองปกติก็ใช้ชีวิตทำงานไปวันๆ ไม่ได้มองไปถึงความตายหรอก เวลาฟุ้งซ่านอาจจะมีเรื่องพวกนี้อยู่ในหัวบ้าง หรือสมัยเด็กๆ ก็จะมีความคิดว่าสักวันหนึ่งวิทยาศาสตร์จะต้องชนะความตาย และเราจะไม่ตาย

พอเจอเรื่องพวกนี้ผสมกัน ก็เลยทำให้คิดถึงความตายขึ้นมา จริงๆ แล้วก็อยากรู้เหมือนกันว่าความตายของเราจะเป็นยังไง มันจะง่ายไหม หรือว่าจะทรมาณมากน้อยแค่ไหน แล้วเราจะฟูมฟายแค่ไหนนะ ถ้ารู้ว่าเราจะต้องตายในวันพรุ่งนี้ หรือในอีกไม่ช้า
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเราเป็นคนไม่เชื่อเรื่องโลกหน้า หรือการเวียนว่ายตายเกิด (แม้ว่าจะนับถือพุทธศาสนา) เชื่อว่าตายแล้วดับหายไป ความคิดความรู้สึกต่างๆ ที่วิ่งอยู่ในหัวมันคงจะดับหายไปตลอดกาล

เขียนมายืดยาวนี้ไม่ได้ต้องการจะสื่ออะไร ยังไม่อยากตายในเวลาอันใกล้นี้หรอก ยังมีอะไรหลายๆ อย่างที่อยากทำ อยากพยายามอยู่อีกเยอะ แค่คิดถึงเรื่องนี้ก็เลยเขียนทิ้งไว้ เตือนใจตัวเองในบางครั้งให้ระลึกถึงความตายบ้าง เผื่อถึงเวลานั้นจริงๆ จะได้ไม่ต้องฟูมฟายมากนัก

Uncategorized ,

หลักสูตร

June 7th, 2008

เนื่องจากอาทิตย์หน้าจะมีการปฐมนิเทศน์นักศึกษาชั้นปีที่สอง ที่เพิ่งจะเข้ามาเรียนในภาควิชาฯ เลยลองทำ visualization ของวิชาต่างๆ ในหลักสูตรดู โดยพยายามรักษาตำแหน่งตามภาคการศึกษาที่น.ศ.ต้องเรียนในแนวตั้ง และใช้ตำแหน่งในแนวนอนกับสี แสดงความเกี่ยวข้องกันของวิชาต่างๆ

IT Curriculum

CS Curriculum

 

เหตุที่ต้องทำอย่างนี้ก็เพราะที่ภาควิชามีการเรียนแบ่งเป็นสองหลักสูตร คือ Information Technology กับ Computer Science ที่แตกต่างกันไม่มากนัก (อย่างน้อยปีสองก็เรียนเหมือนกันทุกคน) ทำให้นักศึกษาบางส่วนอาจจะยังไม่เข้าใจว่า สิ่งที่ตัวเองจะต้องเจอในสามปีข้างหน้านี้เป็นยังไง แล้วสุดท้ายจะเป็นยังไง แล้วจะต่างจากเพื่อนที่เรียนหลักสูตรข้างๆ ยังไง ตอนนี้หวังเล็กๆ ว่าภาพที่ทำขึ้นนี้อาจจะช่วยเพิ่มความเข้าใจในนักศึกษามากขึ้น

Uncategorized , ,