Archive

Archive for the ‘thought’ Category

จราจรกับหลักเหตุผล

June 28th, 2009

แม้ว่าผมจะขับรถเป็น สอบใบขับขี่มานานแล้ว (นานพอที่ทำให้มีใบขับขี่แบบตลอดชีพได้) แต่ผมเพิ่งจะได้ขับรถจริงๆ จังๆ แค่ประมาณ 4 ปีเท่านั้นแหละ หลังจากเริ่มมาทำงานนอกเมือง รถก็กลายเป็นสิ่งจำเป็นอันดับต้นๆ ในการดำเนินชีวิต แต่ยิ่งขับรถในเมืองกรุงก็ยิ่งรู้สึกถึงความไม่มีเหตุผล อย่างเช่น

เวลาผมขับรถออกจากซอยหรือสถานที่อะไรบางแห่ง แล้วจะเลี้ยวซ้ายเข้าถนน หลักเหตุผลของผมก็คือ ผมควรจะหันไปมองเฉพาะรถทางด้านขวา ถ้าไม่มีรถวิ่งมาผมก็น่าจะออกรถไปได้เลย แต่ผมก็พบว่ามันไม่ถูกต้อง ผมต้องมองทั้งด้านซ้ายและขวา (หลายๆ หน) เพราะด้านซ้ายมักจะมีพี่มอเตอร์ไซค์ (หลังๆ รถยนต์ก็เอาด้วย) วิ่งสวนทางมาเสมอ แถมบางคนยังไม่มีทีท่าจะหยุดหรือชลอด้วย

เวลาเจอทางแยกหรือทางโค้ง ที่มีการแบ่งเลนแยกทางเดินรถ ซึ่งผมควรจะขับรถตรงต่อไปตามทางของผม เหตุผลแบบการจราจรไทย คือ ผมควรจะต้องชลอรถบ้างเป็นบางครั้ง เพราะจะมีรถยนต์ (โดยเฉพาะแท็กซี่) ที่เลือกเข้าช่องทางผิด จะพยายามถอยหลังช้าๆ เพื่อย้อนมาตรงทางแยก จะได้เปลี่ยนทางได้โดยไม่ต้องไปหาทางกลับรถ เหตุการณ์นี้จะแปรผันตรงกับราคาน้ำมัน ยิ่งน้ำมันแพงจะยิ่งพบบ่อยมาก เลิกเถอะครับ ผมไม่ได้กลัวรถพี่โดนชนหรอก แต่ผมกลัวผมชนรถพี่ แล้วผมต้องมาเสียเวลากับเรื่องแบบนี้

เวลาผมขับรถมาตามทางตรงปกติ แล้วเจอทางแยกซึ่งผมจะเลี้ยวขวา ผมก็ควรจะดูรถทั้งข้างหน้าและข้างหลัง เพราะพี่ที่ขับรถมาข้างหลังอาจจะใจร้อน แซงรถผมออกทางขวา และเลี้ยวขวาไปพร้อมๆ กัน ทำให้รถผมที่กำลังหักเลี้ยวขวา ไปประจันด้านข้างของรถพี่เขาได้พอดี

นอกจากนี้ถ้าผมขับรถอยู่เลนซ้ายสุด ด้านซ้ายของผมมีแต่ไหล่ทาง ผมก็ไม่ควรจะขับชิดไหล่ทางจนเกินงาม มิฉะนั้นอาจจะโดนบีบแตรไล่ โดยพี่ที่ขับรถตามมา ซึ่งอาจจะรู้สึกไม่ทันใจ ก็จะแซงซ้ายมาทางไหล่ทางได้ และถ้าริจะขับอยู่เลนซ้าย ก็ควรจะขับรถให้เร็วพอสมควร เพราะพี่บางคนก็อาจจะเปิดไฟสูงไล่ หลังจากที่พี่เขาไล่รถทางขวาแล้วไม่หลบให้ เขาก็จะมาไล่รถทางซ้ายด้วย (แล้วจะให้ตู หลบไปขับเลนไหนฟะ)

สุดท้ายผมรู้สึกว่าปัญหาการจราจรเมืองกรุงจริงๆ แล้วแก้ไม่ยากครับ ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีอะไร ไม่ต้องสร้างถนนหรือสะพานลอยฟ้าหลายๆ ชั้นหรอก ผมรู้สึกว่ามันแก้ง่ายๆ ที่วิธีการใช้รถใช้ถนนของคนกรุงนี่แหละครับ ผมไม่เข้าใจว่าเราจะใจร้อนกันไปถึงไหน (ช่วงหนึ่ง ผมก็เคยใจร้อนมากๆ นะ แต่ความสามารถในการปาดไปปาดมาไม่ถึงเลยเลิกแล้ว) ขับรถก็ค่อยๆ ไปก็ได้ครับ ไปถึงช้าอีกนิดนึงก็คงไม่ทำให้เสียเงิน หรือเสียอะไรมากนักหรอก อย่างเช่น ถ้ารถมันติด (อาจจะเกิดจากคอขวดข้างหน้า) รถข้างหน้าวิ่งช้ากันอยู่แล้ว พี่ๆ ก็อย่าแซงซ้ายหรือขวา เปิดช่องทางใหม่ไปเบียดเข้าเลย ถ้าพี่ๆ ไม่ทำแบบนั้นผมว่ามันก็ไปกันได้เรื่อยๆ เสียเวลาไม่นานหรอก พอพี่ๆ ไปเบียดแทรกกัน สุดท้ายก็ไปกันได้ไม่กี่คัน ที่เหลือติดกันยาวเป็นหางว่าว พี่ก็ไปกินช่องคนอื่น ทำเอาคนที่ไปต้องติดพลอยติดไปด้วยอืก (กรณีนี้ผมอยากให้ตำรวจไปจับมากที่สุด แต่เวลารถติดๆ ตำรวจก็มักจะไม่จับ)

ผมว่านอกจากรณรงค์เมาไม่ขับแล้ว เราน่าจะมารณรงค์ขับแล้วไม่ใจร้อนด้วยครับ

thought ,

เขียนโปรแกรมกันเถอะ

June 7th, 2009

เมื่อวานนี้อ่านข่าวบน /.jp แล้วเจอบทสัมภาษณ์ประธานบริษัท NTT Data ซึ่งเป็นบริษัท IT ในกลุ่ม NTT

若い時にプログラムを書こう、必ず人生の豊かさにつながる
– 山下徹 NTTデータ社長

แปลเป็นไทยได้ความว่า

เขียนโปรแกรมกันไปเถอะในช่วงที่อายุยังน้อย, สิ่งเหล่านี้จะเชื่อมโยงกับความรุ่มรวยในชีวิตอย่างแน่นอน
– โทรุ ยะมะชิตะ ประธานบริษัทเอ็นทีทีดาต้า

ถ้าอ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มแล้ว จะมีประเด็นต่างๆ อยู่หลายประเด็น แต่ในฐานะคนสอนหนังสือเด็กปริญญาตรี ผมสนใจประเด็นการเขียนโปรแกรมเป็นหลัก เพราะปัจจุบันผมรู้สึกว่าตัวเองยังไม่สามารถทำให้เด็กๆ ที่สอนอยู่ หันมาชอบ สนใจและตั้งใจที่จะเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้ แม้ว่าเด็กๆ เหล่านั้นจะเรียนในสาขาที่โลกภายนอกคาดหวังว่า เมื่อจบแล้วจะต้องมีทักษะในการเขียนโปรแกรมที่เพียงพอ

จริงอยู่ว่าเด็กส่วนใหญ่จะพอเขียนโปรแกรมได้ อาจจะใช้วิธีตัดแปะเอาบ้าง หาทางเอาตัวรอดกันไปได้ แต่ส่วนใหญ่มักจะรู้สึกว่าการเขียนโปรแกรมเป็นเรื่องยาก เป็นเรื่องน่าเบื่อ เป็นงานคนชั้นล่าง (เหมือนผู้ใช้แรงงานในสังคมไอที) โดยเฉพาะค่านิยมอันหลังนี้ เป็นสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยที่สุด เพราะผมเชื่อว่าเราไม่สามารถเป็น system analyst เป็น project manager ที่ดี หรือเป็นตำแหน่งต่างๆ ที่บางบริษัทบอกว่าเป็นเหมือนยอดปิระมิดได้ โดยไม่มีพื้นฐาน ทักษะการเขียนโปรแกรม หรือไม่รู้ว่าถ้าออกแบบไปอย่างนี้แล้วคนที่เอาไป implement เขาจะทำยังไง

ผมตั้งใจว่าต่อไปนี้ผมพยายามลบค่านิยมนี้ออกจากเด็กๆ ที่เข้ามาเรียนในภาค แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องยาก เพราะแนวความคิดว่างานบริหารจัดการเป็นงานสบายเป็นเรื่องที่ฝังรากลึกไปแล้ว รวมถึงการเสนอทางเลือกที่ดูเหมือนดีกว่า ว่าการเรียนวิธีการบริหารจัดการโดยตรงก็สามารถเข้าใจวิธีการ และเทคนิคต่างๆ ได้ สามารถเริ่มงานโดยเป็นผู้บริหารได้เลย ไม่จำเป็นต้องทำงานต๊อกต๋อยเหมือนพวกที่เรียนเขียนโปรแกรม เขาทำแค่ออกแบบ เสนอแนวความคิด ที่เหลือก็ปล่อยให้ใครก็ไม่รู้ทำก็หมดเรื่อง

จริงอยู่ ที่เด็กที่จบจากภาคผมทุกคนไม่จำเป็นต้องไปทำงานเขียนโปรแกรม มีงานที่น่าสนใจอีกเยอะ แต่ผมก็เชื่ออย่างประโยคข้างบนว่า ทักษะการเขียนโปรแกรมจะชักนำไปสู่ความรุ่มรวยในชีวิตการทำงาน ทำให้เรามีทักษะที่เพียงพอในการทำสิ่งต่างๆ สำเร็จไปด้วยดี

ปัญหาอย่างหนึ่งสำหรับตัวผมเอง ก็คือ ผมรู้สึกว่าผมยังไม่รู้ ไม่มีวิธีดีๆ ที่จะสอนให้เด็กๆ เข้าใจความสนุกสนาน แล้วความน่าสนใจของการเขียนโปรแกรมได้ คงต้องพยายามกันต่อไป

อ้างอิง: http://slashdot.jp/developers/09/06/05/066228.shtml

thought ,

New Year’s Resolution 2009

December 26th, 2008

ใกล้จะปีใหม่อีกแล้ว ตอนขับรถกลับบ้าน คิดโน้นคิดนี่ แล้วก็เกิดความรู้สึกอยากเขียนสิ่งที่ตั้งใจจะปรับปรุงตัวในปีหน้า เผื่อจะช่วยเตือนความจำได้บ้าง เลยเอามาเขียนไว้ที่นี่

  1. ทำวิจัยด้วยมือให้มากขึ้น - ช่วงสองปีที่ผ่านมา ผมรู้สึกว่าผมทำวิจัยด้วยปากซะส่วนใหญ่ เช่น “เฮ้ย…ทำไมไม่ทำอย่างนี้ล่ะ”, “ทำอย่างนี้ก็น่าจะดีนะ”, “ทดลองเพิ่มอีกหน่อยไหม” ในปีที่จะถึงนี้ผมเลยตั้งใจว่าผมจะหาเวลา กลับไปลงไม้ลงมือทำงานวิจัยเองบ้าง ช่วงที่ผ่านมาเอาเวลาไปทุ่มกับการสอนซะเยอะบ้าง เรื่องอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวบ้าง ปีหน้าจะพยายามทำให้มากกว่านี้ ที่คิดอย่างนี้เนื่องจากวันก่อนมีคนเอาเรื่อง ILP มาเสนอในสัมมนา แล้วนึกถึงความหลัง อยากกลับไปนั่งเล่นแบบนั้นอีก สงสัยจะต้องปัดฝุ่นความรู้เรื่อง ILP ของตัวเองแล้ว
  2. ออกกำลังกายให้มากขึ้น – แม้ว่าจะพยายามคิดเสมอว่าจะต้องออกกำลังกาย แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นแค่ความคิด กลับถึงบ้านถ้าไม่เล่นเน็ต ไม่ดูหนัง ก็นอน ปีหน้าจะหาเวลาไปวิ่ง ไปเล่นให้มากขึ้น
  3. ทำงานให้น้อยลง – ช่วงนี้เริ่มโดนบ่นบ่อยๆ ว่า จะทำงานอะไรกันหนักหนา บ้านช่องทำไมไม่กลับ หรือจะอยู่ที่ทำงานทำไมจนดึกจนดื่น จริงๆ ที่ดูเหมือนทำงานดึกๆ นั้น บางทีก็ไม่ได้ทำหรอก หาอะไรเล่นเรื่อยเปื่อยบ้าง นั่งดูโน้นดูนี่เสียเวลาบ้าง สุดท้ายคงไม่สามารถทำงานน้อยลงได้ แต่คงจะต้องวางแผนการทำงานให้เป็นระบบ จะได้ไม่ต้องทำงานเวลาแปลกๆ แบบปัจจุบัน ประเภทกลับบ้านตอนตีสี่ แล้วคนเช็คเวลาทำงานเขาคิดว่ามาทำงานตอนเช้าตรู่
  4. วางแผนการออมให้ดีกว่านี้ – แม้ว่างานที่ผมทำอยู่ จะดูเป็นหลักเป็นฐาน (แต่มันก็ไม่มีอะไรแน่นอน) และผมเป็นแค่พนักงานธรรมดา ตอนแก่ๆ (ถ้ายังมีชีวิตรอดอยู่) ก็จะมีแค่เงินก้อนเดียว ไม่เยอะเท่าไหร่ ตอนนี้เลยคิดว่าเราคงจะต้องเริ่มวางแผนทางการเงิน หาวิธีออมเงินที่เหมาะสมแล้ว อย่างน้อยตอนแก่ตัวไป จะได้พอมีเงินใช้ ไม่ต้องเป็นภาระให้ลูกหลาน หรือคนอื่นๆ
  5. เผางานให้น้อยลง – ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่หลังๆ นี้ไม่ค่อยมีพลังที่จะทำงานให้เสร็จก่อนเวลาเลย (ถ้าเป็นสมัยเด็กๆ จำได้ว่าจะกระตือรือร้นกว่านี้เยอะ) คือ ถ้ายังไม่ถึงเส้นตาย ก็ยังไม่เกิดอารมณ์ในการทำงาน ยังวอกแวกไปเรื่องอื่นๆ ได้เสมอ ฉะนั้นงานส่วนใหญ่มักจะเหมือนขนมปัง สดและใหม่จากเตาเสมอๆ แต่ทำอย่างนี้บ่อยๆ มันจะเหนื่อย แล้วส่งผลกระทบหลายอย่าง (เช่น ข้อ 3 ข้างบน) ปีหน้าจะปรับจิตใจให้มีความอยากทำงานก่อนเส้นตายมากกว่านี้

เอาแค่ 5 ข้อก่อนล่ะกัน ไม่รู้ว่าจะทำได้จริงแค่ไหน ไว้จบปีหน้าแล้วจะมาประเมินตัวเอง

thought ,

ทำงานไปเพื่ออะไร

October 28th, 2008

เมื่อวันหยุดที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปนั่งกินก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำ แล้วก็มานั่งนึกว่าเราทำงานกันไปเพื่ออะไร เหตุที่นึกอย่างนั้นเพราะร้านนี้ขายทั้งก๋วยเตี๋ยวเนื้อ หมู และพวกน้ำดื่มต่างๆ โดยพี่น้องสามคน  ทั้งหมดเป็นผู้หญิงและไม่ได้แต่งงาน อายุอานามของป้าแต่ละคนก็น่าจะไม่ต่ำกว่า 70 ได้มั้ง ผมกินก๋วยเตี๋ยวไป ก็นั่งนึกไปว่าป้าทั้งสามคนแกขายก๋วยเตี๋ยวกันไปทำไม จะว่าทำเพื่อเงินก็ไม่ใช่ เพราะดูจากปริมาณคนที่มากิน ก็น่าจะมีรายได้อย่างนี้มานานพอสมควร ไม่น่าจะเดือดร้อนเรื่องเงิน จะทำเพื่อลูกหลานก็ไม่มีใคร อาจจะมีหลาน (ได้ยินว่าป้าแกมีน้องชายอยู่หนึ่งคน) แต่ก็ไม่น่าจะจำเป็นขนาดนั้น แถมสังขารของป้าแต่ละคนก็ใช่ว่าจะอยู่ในสภาพที่อำนวย เดินกันไม่ค่อยดีเท่าไหร่แล้ว แต่แกก็ยังยึดที่จะขายของทุกวัน ทั้งๆ ที่น่าจะเหนื่อยไม่น้อย แต่ก็ดูแต่ละคนมีความสุขกันดี ทำก๋วยเตี๋ยวไป คุยกันไปกับคนมาซื้อ สนุกสนาน ผมเลยเกิดความรู้สึกว่าป้าแกทำงานเพื่อสิ่งนี้ ทำงานเพื่อความสุขที่ได้ทำ จริงๆ แล้วการได้ทำงานทุกวันอย่างนี้ คงจะมีประโยชน์ข้างเคียงช่วยให้แกมีสุขภาพที่ดีและมีอายุยืนยาวขึ้นไปอีกเยอะ

พอนึกได้อย่างนี้ก็สะท้อนกลับมาที่ตัวเอง ว่าเราทำงานไปเพื่ออะไร แม้ผมอาจจะไม่ได้ทำงานเพื่องานแบบที่ป้าทั้งสามคนทำอยู่ ผมยังหวังเงินที่ได้จากการทำงานอยู่บ้าง แต่อย่างน้อยทุกวันนี้ได้ทำงานที่ตัวเองชอบ แม้ว่ามันจะมีอุปสรรค มีความยากลำบากอยู่บ้าง ผมยังมีความสุขอยู่ได้ตามอัตภาพ ขอจบไปแบบห้วนๆ อย่างนี้แหละ

thought ,

ความตาย (อีกรอบ)

July 29th, 2008

วันก่อนได้หนังสือรวมคำบรรยายของท่านพุทธทาสภิกขุ เรื่อง “เห็นโลกเป็นของว่าง” มา เริ่มแรกท่านพูดเกี่ยวกับ อุณหิสสวิชโยวิจยกถา ซึ่งเป็นคาถาที่หลายคนเชื่อว่าเป็นการต่ออายุ โดยนำคาถาทั้งหมดมาแปลออกเป็นภาษาไทย ซึ่งก็ไม่ได้มีความหมายพิเศษอะไร
เป็นเพียงธรรมะขั้นพื้นฐาน แล้วท่านก็กล่าวว่า

ธรรมะที่เป็นหัวใจในพระพุทธศาสนา คือเรื่องสุญญตาก็ดี เรื่องอนัตตาก็ดี ผู้ใดเข้าถึงธรรมนั้นแล้ว ย่อมอยู่เหนือความตาย, ย่อมพ้นจากความตาย ย่อมไม่มีความตายเลยโดยประการทั้งปวง เพราะหมดความเป็นตัวเป็นตน เป็นสัตว์เป็นบุคคล เพราะไม่มีอุปาทานยึดมั่นสิ่งใด …

อ่านแล้วยิ่งเข้าใจในพุทธศาสนามากขึ้น พระพุทธองค์ไม่ได้พยายามให้เราทำสิ่งที่เหนือธรรมชาติ หรือเพ้อฝันถึงสวรรค์วิมานอะไรในโลกหน้า แต่ให้เราฝึกจิตใจตนเอง ให้ยอมรับในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ตามธรรมดาของโลกนี้ แต่จะปฏิบัติตนอย่างไร ให้ยอมรับได้นั้น ยังเป็นเรื่องยากเหลือเกินสำหรับผม

thought ,