ช่วงนี้ชอบถ่ายรูปดอกไม้ต่างๆ ที่บ้านเก็บเอาไว้ด้วย iPhone เลยเอามารวบรวมลงเว็บไว้หน่อย
(more…)
เนื่องจากระยะหลังบ้านผมมักจะซื้อกับข้าวถุงมากิน หรือไม่ก็ออกไปกินข้าวเย็นข้างนอก เนื่องด้วยความยุ่งยากวุ่นวายในการทำอาหาร แต่การไปกินข้างนอกบางครั้งก็ไม่อร่อยถูกใจ วันก่อนอยู่กันพร้อมหน้า คุณน้องสาวก็เลยเสนอให้พ่อแม่ทำแกงส้มดอกแค เลยเอาวิธีการปรุงมาเขียนไว้แก้ขัด
ขั้นแรก คือ การเตรียมพริกสำหรับแกงส้ม เนื่องจากพ่อผมไม่ถูกกับกลิ่นกะปิอย่างแรง แกงส้มที่บ้านจึงไม่ใส่กะปิ เราจึงตำน้ำพริกเอง เริ่มจากเอาพริกแห้งมาหั่นเป็นท่อน เอาไส้กับเม็ดพริกออก แล้วแช่น้ำไว้ เมื่อพริกนิ่มได้ที่ก็เอาใส่ครก แล้วก็โขลกๆๆๆๆ
เห็นเขาเล่นกัน … เลยลองเล่นบ้าง นับว่าตรงพอสมควร

Prudence, Caution, Deliberation.
The Hermit points to all things hidden, such as knowledge and inspiration,hidden enemies. The illumination is from within, and retirement from participation in current events.
The Hermit is a card of introspection, analysis and, well, virginity. You do not desire to socialize; the card indicates, instead, a desire for peace and solitude. You prefer to take the time to think, organize, ruminate, take stock. There may be feelings of frustration and discontent but these feelings eventually lead to enlightenment, illumination, clarity.
The Hermit represents a wise, inspirational person, friend, teacher, therapist. This a person who can shine a light on things that were previously mysterious and confusing.
What Tarot Card are You?
Take the Test to Find Out.
Tags: tarot
สองวันที่ผ่านมา หนีไปเที่ยวขอนแก่นมา จริงๆ จะว่าไปเที่ยวก็คงจะไม่ใช่ เพราะไม่ค่อยได้ไปเที่ยวเท่าไหร่ ต้องบอกว่างานนี้เป็นการไปเจอมากกว่า ต้นเหตุของงานนี้ก็ไม่มีอะไร แค่เกิดความเบื่ออยากหลุดจากความวุ่นวาย อยากชาร์ทแบตให้ตัวเองแค่นั้น พอนิโทรมาชวนว่าจะไปขอนแก่นกันไหม นัดพี่กรไว้แล้ว ก็ตกลงทันที (ใจง่ายไปไหมเนี้ยตู) แถมยังกระตือรือร้นไปจัดการซื้อตั๋วเองทุกอย่าง เนื่องจากไปวันธรรมดา ไม่มีเทศกาลอะไร ทำให้จองทุกอย่างได้ง่ายดาย ทั้งนี้เพื่อเป็นการประหยัดค่าเดินทาง ขาไปเลยไปทางรถ แต่กลับทางเครื่องบิน (ลุงแก่แล้ว ขากลับขอสบายนิดนึง) ทางรถก็ไปกับบริษัทนครชัยแอร์ เนื่องจากพี่กรแนะนำ และเคยได้ยินกิตติศัพท์มานาน แต่ไม่นึกว่าบริการจะดีเลิศขนาดไม่คิดว่าจะได้รับจากตั๋วราคา 525 บาท วิธีการจองตั๋วก็ง่ายมากๆ จะโทรไปจอง หรือจองผ่านอินเตอร์เน็ต หรือผ่านมือถือได้ทั้งนั้น ส่วนหลักการบริการก็ง่ายมากๆ คือทำให้มาตรฐานเหมือนบริการบนเครื่องบินมากที่สุด ประทับใจจริงๆ บริษัทอื่นๆ น่าจะเอาเยี่ยงอย่างบ้างนะ
ไปถึงขอนแก่นตอนตีห้า หลังจากหลับๆ ตื่นๆ ไปประมาณ 6 โมง (หลับมากกว่าตื่น เลยค่อยรู้เท่าไหร่ว่ารถวิ่งไปทางไหนยังไง) ตอนแรกกะว่ารออยู่ที่ท่ารถจนถึงซักหกโมง แล้วค่อยโทรไปหาพี่กร ที่ไหนได้แกมารอรับที่ประตูรถเลย (ขอบคุณจริงๆ ครับ) ไปถึงบ้านพี่กร นอนกันต่ออีกหน่อย พอเช้า พี่กรแกก็พาไปสำรวจมข. หรือที่เรียกกันว่า “มอดินแดง” เพิ่งรู้จากพี่ตี้ว่า “มอ” แปลว่า “เนินเขา” ตอนแรกคิดว่าย่อมาจาก “มหาวิทยาลัย” แล้วก็ยังได้รู้อีกว่ามหาวิทยาลัยขอนแก่นนี่มีพื้นที่กว้างจริงๆ ขนาดศูนย์รังสิตที่ว่ากว้างแล้ว หลบไปได้เลย น่าจะใหญ่ประมาณสองหรือสามเท่าของศูนย์รังสิตได้ เรียกว่าไปอยู่สองวัน ยังจำทางในมหาวิทยาลัยไม่ค่อยได้ และยังมีจุดเด่นก็คือมหาวิทยาลัยเหมือนตั้งอยู่กลางป่า มีต้นไม้ใหญ่เยอะมาก ร่มรื่นดีจัง อยากให้ศูนย์รังสิตร่มรื่นอย่างที่อื่นๆ บ้าง (แม้ว่าตัวเองจะไม่ค่อยได้ไปก็เถอะ)
การไปเที่ยวทั้งหมดก็จบลงตรงนี้ ที่เหลือก็เป็นอย่างที่บอกคือเป็นการไปเจอ พบปะ พูดจา กินข้าว จิบไวน์และเบียร์ (เพิ่งรู้อีกว่า (ไปคราวนี้อย่างกับ “กบนอกกะลา”) ที่ขอนแก่นมีโรงหมักเบียร์สไตล์เยอรมัน หอมมากๆ) ส่วนที่เหลือก็นั่งดูดีวีดี เวลาเจ้าบ้านทั้งสองคนต้องไปปฏิบัติราชการ ดูหนังไทยไปหลายเรื่อง เพิ่งรู้ว่าเดี๋ยวนี้หนังไทยหลายเรื่องก็พัฒนาแล้วนะ (แต่บางเรื่องก็ยังดูไม่รู้เรื่องเหมือนเดิม) เพิ่งได้ดู “รักแห่งสยาม” ด้วย หนังเครียดดี แต่เนื้อเรื่องเป็นเหตุเป็นผล และมีการดำเนินเรื่องที่ดีมากๆ แต่ก็ยังรู้สึกว่าฉากนั้นไม่เห็นจำเป็นเลย
เช้าวันที่สองหลังจากผิดศีลข้อห้าไปในคืนวันแรก ก็เลยไปทำบุญกันที่วัดป่าหนองหลุบ เอาข้าวไปถวายพระตอนเช้า พอดีฝนตก หลวงพ่อก็เลยเปรียบเทียบฝนที่ตกลงมา แล้วไหลไปรวมกัน กลายเป็นลำธาร เป็นแม่น้ำ เป็นทะเล เป็นมหาสมุทร กับสิ่งภายนอก รูป รส กลิ่น เสียง ที่เราสัมผัส ว่าทั้งหมดก็ไหลผ่านประสาทสัมผัส ไปรวมกันที่ใจ เราจะต้องฝึกใจไม่ให้ลุ่มหลง หรือคล้อยตามไปกับสิ่งภายนอกเหล่านั้น ฟังแล้วได้ข้อคิดเยอะทีเดียว
เขียนไปเขียนมา หลายเรื่อง มั่วไปหมดแล้ว สรุปไปขอนแก่นครั้งนี้ อาจจะไม่ได้เที่ยวทางกาย ไม่ได้ถ่ายรูปซักภาพเดียว แต่ได้ไปเที่ยวทางใจมากกว่า แค่ไปเจอหน้า ไปกินของอร่อยๆ (ถึงแม้ขอนแก่นอาจจะไม่มีที่เที่ยว แต่ของกินหลากหลายและอร่อยที่สุด กินกันตั้งแต่อาหารอีสาน ไปจนอาหารเยอรมัน) ไปนั่งคุยกัน (เนื่องจากสามในสี่ประกอบอาชีพเดียวกัน ก็เลยคุยกันเรื่องอาชีพออกรสไปอีกแบบ) ไปรำลึกความหลัง (ลุงแก่แล้ว) แค่นี้ก็ได้พลังชีวิตเพิ่มมาเยอะเลย
สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณ นิ ผู้ริเริ่มโครงการ พี่ตี้ ที่เพิ่งกลับจากกรุงเทพมาเมาด้วย และที่มิอาจลืมได้คือ พี่กร เจ้าบ้านที่ต้อนรับอย่างสุดยอด แม้ตัวแกเองจะยุ่งอยู่มิน้อย