วันนี้เขียนเป็นบลอกแทนเพราะชาวคณะหายไปไหนกันหมดไม่รู้ วันนี้เอาศัพท์เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ล่ะกัน ง่ายดี เนื่องจากศัพท์ส่วนใหญ่มาจากภาษาอังกฤษ เลยเขียนด้วยคะตะคะนะ
- คอมพิวเตอร์ จะเรียกกันโดยทั่วไปว่า “パソコン (pasokon, พะโซะคอน)” หรือเต็มๆ คือ “パーソナルコンピュータ (pasonaru kompyuta, พาโซะนะหรุ คอมปิวตะ)” ซึ่งทับศัพท์มาจาก personal computer แต่เนื่องจากญี่ปุ่นออกเสียงได้แค่ 50 เสียง ก็เลยออกมาเป็นอย่างนี้ คำว่า pasokon นี้เป็นคำกว้างๆ หมายถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ ถ้าจะระบุว่าเป็นคอมพิวเตอร์โน้ตบุค ก็จะเรียกย่อๆ ว่า “ノートパソコン (no-to pasokon, โนโตะ พะโซะคอน)” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “ノート (no-to, โนโตะ)”
- คำเหล่านั้น มักจะใช้กับผู้ใช้โดยทั่วไป ถ้าเป็นคนในวงการ (คอมพิวเตอร์นะ ไม่ใช่บันเทิง) มักจะเรียกคอมพิวเตอร์ แค่ “コンピュータ (kompyuta, คอมปิวตะ)” หรืออาจจะเรียก マシン (mashin, มะชิน)
- อันที่จริงแล้ว ญี่ปุ่นก็มีศัพท์บัญญัติสำหรับคอมพิวเตอร์เหมือนกัน โดยเรียกคอมพิวเตอร์ว่า “計算機 (keisanki, เคซังคิ)” คำว่า “เคซัง (計算)” แปลว่า คำนวณ ส่วน “คิ (機)” เป็นตัวคันจิที่มีความหมายว่า “เครื่องกล” รวมกันจึงแปลว่า “เครื่องคำนวณ” คำนี้ปัจจุบันอาจจะไม่ค่อยเห็นกันเท่าไหร่ มักจะใช้ในเอกสารที่เป็นทางการ แต่คำว่าเคซัง ก็ยังนำไปใช้เรียกชื่อสาขาวิชา เช่น 計算工学 (keisankougaku, เคซังโคงะกุ) สำหรับสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์
- เมื่อพูดถึงคอมพิวเตอร์แล้ว ก็คงจะต้องพูดถึง ข้อมูล ที่เรียกว่า データ (เดตะ) ซึ่งแปลงมาจาก data และ สารสนเทศ ที่ใช้ว่า 情報 (jouhou, โจโฮ) ถ้าเป็นการประมวลผลสารสนเทศ (information processing) ก็จะเรียกว่า 情報処理 (jouhou shori, โจโฮ โซะหริ) คำว่า โซะหริ แปลว่า ประมวลหรือจัดการ ส่วนเทคโนโลยีสารสนเทศ (information technology) จะเรียกว่า 情報技術 (jouhou gijutsu, โจโฮ กิจุทสึ) คำว่า กิจุทสึ แปลว่า เทคโนโลยี
- โดยปกติแล้ว ศัพท์บัญญัติจะเป็นยาขมหม้อใหญ่ สำหรับคนที่ไปเรียนที่ญี่ปุ่น เพราะจะต้องจำทุกอย่างใหม่หมด แถมภาษาญี่ปุ่นมีเสียงน้อยอีก ทำให้ศัพท์ต่างๆ มีแต่เสียง โค โจ โซ … อะไรพวกนี้เต็มไปหมดชวนเวียนหัวเป็นอย่างยิ่ง ผมเองก็อาศัยได้ยินบ่อยๆ แล้วก็จะเริ่มจำได้ ถ้าเริ่มชินก็จะไม่ยากมาก อย่างน้อยวิธีสร้างศัพท์ก็ค่อนข้างง่าย คือภาษาอังกฤษเรียงศัพท์ยังไง ก็แปลเป็นศัพท์บัญญัติของญี่ปุ่นเรียงตามนั้นได้เลย ไม่สับสนมากนัก
ที่จริง ยังมีศัพท์เกี่ยวกับฮาร์ดแวร์ และซอฟท์แวร์อีกหลายคำ เอาไว้มาต่อวันหลังล่ะกัน
Tags: ภาษาญี่ปุ่น, computer, japanese
วันนี้เป็นเรื่อง “สี”
- ในภาษาญี่ปุ่น いろ (iro, 色) แปลว่า สี แต่คำนี้ก็เอาไปใช้ในความหมายว่า หลากหลาย เมื่อใช้ซ้ำกัน เป็น いろいろ (iro-iro, 色々)
- เริ่มด้วยสีง่ายๆ ก่อน สีดำ ใช้ว่า くろい (kuroi, 黒い) ส่วนสีขาว ก็เป็น しろい (shiroi, 白い) อ้อพวกนี้เป็น adjective แบบอิ ถ้าจะใช้เป็นคำนามก็ตัดอิ
- kuro จะแปลว่าสีดำ … shiro ก็สีขาว (อันหลังนี่เป็นชื่อหมาของชินจัง)
- สีที่ชายไทยส่วนใหญ่รู้จัก ก็คือ あおい (aoi, 青い) แปลว่า สีฟ้าหรือเขียว คนญี่ปุ่นจะใช้สองสีนี้ปนกัน (คนไทยก็เป็น ยายผมเรียกหม้อฟ้าว่าหม้อเขียว)
- คำนี้อ่านว่า อะโอะอิ ตามที่เขาสอนกันในเรื่องปิดเทอมใหญ่ ถ้าเป็นท้องฟ้า あおいそら (aoi-sora, 青い空) จะแปลว่าท้องฟ้าสีฟ้า
- @kiznaps ใช่ครับ みどり ก็แปลว่าสีเขียว แต่อะโอะอิก็เขียวเหมือนกัน เช่น あおいはっぱ(aoi-happa) แปลว่าใบไม้สีเขียว หรือถ้าไฟจราจรสีเขียว ก็ใช้ あおしんごう
- พอมีเขียวแล้ว ก็เอาไฟจราจรให้ครบเลย แดง ใช้ว่า あか (aka, 赤) ส่วนสีเหลือง จะใช้ きいろ (kiiro, 黄色)
- จริงๆ แล้ว นอกจากสีหลักๆ แล้ว สีอื่นๆ ในภาษาญี่ปุ่น ก็มักจะเรียกตามสิ่งของ คือเอาชื่อของที่เป็นตัวแทนสีนั้นมา แล้วตามด้วยคำว่า iro เช่น
- はいいろ (haiiro, 灰色) แปลว่า สีเทา คำว่า はい (hai, 灰) แปลว่า เถ้าถ่าน ถ้าสีน้ำตาลในญี่ปุ่น ก็จะเป็นสีน้ำชา เรียกว่า ちゃいろ (chairo, 茶色) ちゃ ก็คือชา
- ปัจจุบันสีชมพู มักจะใช้ว่า ピンク (pinku) แต่ญี่ปุ่นก็มีสีชมพูใช้ว่า ももいろ (momoiro, 桃色) คำว่า もも แปลว่า ลูกท้อ ซึ่งมีเปลือกสีแดงอ่อนๆ ออกชมพู
- เหลือสีอะไรอีก ส่วนใหญ่ก็จะตามภาษาอังกฤษแหละมั้ง เช่น オレンジ (orenji) ก็สีส้ม
- เจ้า @Gainsayer บอกมาว่าขาดสีม่วง สีม่วง ใช้ว่า むらさき (murasaki, 紫)
Tags: ภาษาญี่ปุ่น, สี, japanese
เนื่องจาก @kiznaps และพลพรรคมาชวนให้สอนภาษาญี่ปุ่น ก็เลยคิดว่าน่าจะสอนคำศัพท์ หรือไวยากรณ์ที่เกี่ยวข้องผ่านทาง twitter. เลยกลายเป็นรายการ “เรียนภาษาญี่ปุ่นกับ @cholwich” ทีนี้เลยคิดว่าน่าจะมีประโยชน์ เลยเอามาแปะไว้ที่นี่ด้วยดีกว่า ช่วยลดการดองบลอก
- วันนี้เริ่มที่ かおり(kaori, 香り)แปลว่า กลิ่น มักจะใช้กับกลิ่นหอม มีอีกคำที่คล้ายๆ กัน คือ におい (nioi, 匂い) แปลว่า กลิ่น เช่นกัน ใช้ในกรณีทั่วๆ ไป (อาจจะเป็นกลิ่นเหม็นก็ได้)
- นิโอะอิ (ออกเสียงประมาณ นิโอ้ย) แปลว่า กลิ่นทั่วๆ ไป เช่น ใช้ว่า たべもののにおい (tabemono no nioi, 食べ物の匂い) แปลว่า กลิ่นอาหาร
- คุไซ (くさい, kusai) แปลว่า เหม็น แต่ที่ออกเสียงเป็น คุเซ่ นี่เป็นแสลง วัยรุ่นจะออกเสียงท้ายของ adjective เป็นเอ เช่น อุไม่ (うまい, umai, แปลว่า อร่อย) ก็เป็น อุเม่ หรือ สุโกะอิ (すごい, sugoi, แปลว่า เจ๋ง) ก็เป็น สุเก้ ต้องออกเสียงยาวๆ ด้วย จะได้อารมณ์มากขึ้น
- สุดท้าย かっこいい (kakko-ii อ่านว่า คัคโคะอี้) แปลว่า เท่ คำนี้มาจากคำว่า かっこう (kakkou, 格好) แปลว่า รูปร่าง ท่าทาง ส่วน いい (ii, 良い) แปลว่า ดี ส่วนคำตรงข้ามก็คือ かっこわるい (kakko-warui) คำว่า わるい (warui, 悪い) แปลว่า แย่ หรือเลว
วันแรก เอ้ย คืนแรก เอาแค่นี้ก่อนล่ะกัน
Tags: ภาษาญี่ปุ่น, japanese
วันก่อนนั่งดูข้อมูลจาก Google Analytics ที่ติดไว้เก็บสถิติคนเข้ามาอ่านบล็อกนี้ แล้วปรากฏว่ามีคนหลงเข้ามาที่นี่ด้วย keyword ตามหัวข้อวันนี้ด้วย งงเหมือนกันว่ามาได้ไง แต่คิดแล้วก็เป็นหัวข้อที่น่าสนใจ เลยลองเอามาเขียนไว้เท่าที่มีความรู้และที่เคยได้ยินล่ะกัน
- さん (ซัง) เป็นคำต่อท้ายชื่อที่ใช้กันบ่อยที่สุด มีความหมายตรงกับคำว่า “คุณ” ที่เติมหน้าชื่อในภาษาไทยยุคปัจจุบัน คือเป็นคำลงท้ายที่ค่อนข้างเป็นทางการ และแสดงความสุภาพแบบปกติ ส่วนใหญ่จึงมักจะใช้เรียกชื่อคนที่เพิ่งเคยพบครั้งแรก คนที่เป็นผู้ใหญ่กว่า รวมถึงพวกรุ่นพี่ด้วย ดังนั้นจึงเป็นคำลงท้ายที่น่าจะคิดถึงเป็นคำแรก
- 様 (さま; ซะมะ) ถือเป็นคำที่สุภาพมากกว่าคำว่า “ซัง” ไปอีกขั้นหนึ่ง โดยปกติจะใช้กรณีที่เป็นทางการมาก ไม่ค่อยพบในชีวิตประจำวันเท่าไหร่นัก ยกเว้นแต่ตอนไปติดต่อราชการ หรือทำธุรกรรมในสถานที่ต่างๆ จะใช้ “ซะมะ” ต่อท้ายชื่อเวลาประกาศเรียก แต่คำว่า “ซะมะ” นี้จะใช้กันเสมอๆ ขึ้นต้นอีเมล์เพื่อแสดงความสุภาพ ประมาณว่าปกติคุยกันก็เรียกกันด้วย “ซัง” แต่พอเขียนอีเมล์ก็จะเรียกด้วย “ซะมะ” เพื่อให้เป็นทางการและสุภาพขึ้น
- 君 (くん; คุง) เป็นคำต่อท้ายที่ค่อนข้างแปลก คือโดยทั่วไปมักจะใช้เรียกผู้ชายที่มีอายุเท่ากันหรือน้อยกว่า เช่น เพื่อน รุ่นน้อง บางครั้งก็ใช้เรียกสัตว์ตัวผู้เพื่อแสดงความน่ารัก เช่น ปังคุง แต่คำว่า “คุง” นี้ก็ใช้ในการเรียกชื่อ ส.ส. และส.ว. เวลามีการอภิปรายกันในสภาด้วย คือประธานจะเรียกชื่อ (นามสกุล) คนนั้นต่อท้ายด้วยคุงเสมอ ใช้ได้กับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย
- ちゃん (จัง) ใช้เรียกได้ตั้งแต่เพื่อนที่สนิทกันมากๆ (ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย) หรืออาจจะใช้เวลาเรียกชื่อเด็กเล็กๆ ทั้งเด็กหญิงและเด็กชาย คำว่า “จัง” นี้จะใช้แสดงความสนิทสนม และสื่อถึงความน่ารัก
- 先生 (せんせい; เซ็นเซ) จะใช้ใกล้เคียงกับคำว่า “อาจารย์” ในภาษาไทย คือใช้เรียก “ครู” เพื่อแสดงความเคารพ แต่ในภาษาญี่ปุ่น จะใช้คำว่า “เซ็นเซ” กับคนที่ประกอบอาชีพต่างๆ อีกหลายอาชีพด้วย เท่าที่รู้ก็มี หมอ ทนายความ นักเขียน (รวมถึงนักเขียนการ์ตูน) ศิลปินแขนงต่างๆ และนักการเมือง
ทั้งหมดนี้เป็นคำที่ใช้กันบ่อยๆ หรือใช้บ้างในบทสนทนา แต่ถ้าเป็นจดหมาย หรือเอกสารที่เป็นทางการ ก็อาจจะมีการใช้คำอื่นๆ อีก เช่น 殿 (どの; โดะโนะ) ที่ใช้ขึ้นต้นจดหมายแบบสุภาพ ประมาณจดหมายที่บริษัทส่งถึงลูกค้า หรือ 氏 (し; ชิ) ที่เป็นคำสุภาพ กลางๆ ไม่มีการยกย่อง เป็นต้น
การเรียกชื่อคนอื่นโดยไม่เติมคำลงท้ายในภาษาญี่ปุ่น (ในภาษาญี่ปุ่นจะเรียกว่า 呼び捨て (よびすて; โยะบิซึเตะ)) ถือเป็นการเสียมารยาทมาก ยกเว้นกรณีสนิทกัน ผู้ใหญ่เรียกเด็ก หรือรุ่นพี่เรียกรุ่นน้อง อาจารย์ผู้ใหญ่มากๆ ส่วนใหญ่จะเรียกนักเรียนโดยไม่มีคำลงท้าย แต่ถ้าอาจารย์ยังไม่แก่มากก็อาจจะเติม “คุง” หรือ “ซัง” แล้วแต่กรณี ดังนั้นถ้าจะเรียกคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่า คนญี่ปุ่นจะต้องหาอะไรมาเติมท้ายชื่อเสมอ ไม่มีการเรียกชื่อห้วนๆ โดยเด็ดขาด แม้ว่าคุยกันด้วยภาษาอังกฤษก็ตาม เพื่อป้องกันความรู้สึกตะขิดตะขวงใจ
Tags: คำต่อท้ายชื่อ, japanese
CHANGE เป็นละครสามทุ่มวันจันทร์ (คนญี่ปุ่นนิยมเรียกว่า 月9 (เก็ทสึคุ)) เรื่องล่าสุด นำแสดงโดย “คิมูระ ทะคุยะ” จุดเด่นที่ทำให้ตั้งหน้าตั้งตารอดูละครเรื่องนี้ ก็คือจุดขาย ที่บอกว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าอยู่ๆ ครูประถม กลายมาเป็นนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น” ละครเรื่องนี้เสนอเรื่องราวเกี่ยวกับนักการเมือง และระบบการเมืองของญี่ปุ่น โดยมุ่งไปที่ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นตามชื่อเรื่อง (ชื่อเรื่องนี้คงอิงจากกระแสโอบามาด้วย)
ระบบการเมืองญี่ปุ่นก็ไม่ต่างจากการเมืองไทยเท่าไรนัก ผลประโยชน์ และเงินทอง ยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในหมู่นักการเมือง การจัดสรรตำแหน่งต่างๆ ก็เกิดจากการต่อรองผลประโยชน์ต่างๆ ทางการเมืองระหว่างมุ้ง กลุ่มการเมือง และพรรคร่วมรัฐบาล ถ้าผลประโยชน์ลงตัวอะไรก็เกิดขึ้นได้ ผมมักจะเห็นบ่อยๆ ว่า คนไทยเรามักจะแสดงความชื่นชมนักการเมืองญี่ปุ่นอยู่เสมอๆ ที่รีบลาออกเวลาเกิดข้อกล่าวหาในเรื่องความซื่อสัตย์หรือจริยธรรม แต่เท่าที่เคยเห็นมา ผมรู้สึกว่านักการเมืองญี่ปุ่นที่ลาออกส่วนใหญ่ ไม่ได้เกิดจากการสำนึกด้วยตัวเองสักเท่าไหร่ แต่เกิดจากการกดดันของสังคม และสื่อมวลชน ซึ่งกระแสเหล่านี้จะรุนแรงมาก จนกระทั่งอาจลุกลามไปถึงคะแนนนิยมของพรรคได้ อย่างนายกฯ คนที่แล้วของญี่ปุ่น ที่ไม่ยอมจัดการรัฐมนตรีที่มีปัญหา ทำให้พรรคถึงกับเสียเสียงข้างมากในสภาสูง นายกฯ ต้องก็ตัดใจลาออกไปหลังจากรับตำแหน่งได้ไม่ถึงปี ด้วยเหตุนี้เวลาเกิดปัญหาอะไรขึ้น ส่วนใหญ่พรรคจึงต้องรีบกดดันคนของตัวเอง หรือทำอะไรสักอย่างหยุดกระแสนี้ ก็เลยเกิดการลาออกขึ้นในที่สุด ผมรู้สึกว่าการเมืองไทยก็กำลังจะกลายไปในแนวทางนี้เช่นเดียวกับญี่ปุ่น เมื่อสังคมเริ่มรับรู้สิ่งต่างๆ มากขึ้น และพยายามผลักดันสิ่งต่างๆ ตามที่สังคมต้องการ
เข้ารกเข้าพงไปเยอะแล้ว กลับมาที่ละครดีกว่า ละครเรื่องนี้เริ่มด้วยอุบัติเหตุครั้งหนึ่ง ซึ่งทำให้ อะซะคุระ เคตะ ครูประจำชั้นป.5 ของโรงเรียนเล็กๆ ในจังหวัดนะงะโนะ สูญเสียพ่อ และพี่ชายอย่างกะทันหัน เหตุการณ์นี้ทำให้เคตะซึ่งไม่สนใจ (และเกลียด) การเมืองต้องเข้ามาสู่แวดวงการเมือง เพราะพ่อเป็นส.ส.หลายสมัยของจังหวัดฟุคุโอกะ จากไปพร้อมกับพี่ชายซึ่งเป็นทายาททางการเมืองของพ่อ เคตะตกปากรับคำลงสมัครเลือกตั้งซ่อม ด้วยคิดว่าถ้าสอบตกก็คงจะไม่มีใครสนใจ หรือมาวุ่นวายกับตัวเองอีก สุดท้ายพอไปเดินสายหาเสียง เคตะก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันของคู่แข่ง ซึ่งยกเอาข้อกล่าวหาว่าพ่อของเคตะรับเงินจากเอกชนมาโจมตี ในวันสุดท้ายของการหาเสียง เคตะจึงต้องปราศัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งเขาก็ยอมรับว่าตัวเองก็คิดว่าข้อกล่าวหานั้นเป็นเรื่องจริง ในตอนนั้นเคยถามแล้ว พ่อก็ไม่ปฎิเสธ แถมยังมีเหตุผลด้วยว่า “การเมืองต้องใช้เงิน” คำตอบนี้ทำให้เคตะเกลียด และพยายามหลีกหนีจากการเมือง เพราะคิดว่าไม่ควรจะมีเหตุผลอะไรก็ตาม ที่สามารถนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และไม่อยากสอนสิ่งเหล่านี้แก่เด็กๆ สุดท้ายเคตะขอโทษแทนพ่อในสิ่งที่พ่อทำลงไป เหตุการณ์ที่ส่งผลให้เคตะได้รับเลือกตั้งอย่างเฉียดฉิว ทั้งหมดนี้เป็นเนื้อหาในตอนแรก ซึ่งคงจะต้องติดตามต่อไปด้วยใจระทึก ว่าเคตะจะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้ยังไง และจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในการเมืองญี่ปุ่น
Tags: drama, japanese, politics