<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Cholwich's blog &#187; japanese</title>
	<atom:link href="http://cholwich.org/wordpress/category/japanese/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://cholwich.org/wordpress</link>
	<description>Just another blog of mine</description>
	<lastBuildDate>Fri, 09 Jul 2010 09:11:23 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0</generator>
		<item>
		<title>ภาษาญี่ปุ่นวันละหลายคำ #7 ขอบคุณ</title>
		<link>http://cholwich.org/wordpress/2009/01/20/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%b3-7/</link>
		<comments>http://cholwich.org/wordpress/2009/01/20/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%b3-7/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 20 Jan 2009 09:45:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>cholwich</dc:creator>
				<category><![CDATA[japanese]]></category>
		<category><![CDATA[ทักทาย]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษาญี่ปุ่น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cholwich.org/wordpress/?p=274</guid>
		<description><![CDATA[มาเขียนต่อจากเมื่อวาน ยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับคำทักทายอยู่ แต่วันนี้จะพูดถึงประโยคที่เกี่ยวกับการขอบคุณ และขอโทษแบบต่างๆ ในภาษาญี่ปุ่น คิดว่าคนส่วนใหญ่คงรู้กันอยู่แล้วว่า คำขอบคุณในภาษาญี่ปุ่น จะพูดว่า ありがとう (arigatou) ถ้าจะพูดให้เป็นคำสุภาพขึ้น ใช้กับผู้ใหญ่ เป็นทางการ ก็เป็น ありがとうございます (arigatou gozaimasu) ถ้าหากจะให้แปลว่าขอบคุณมากแบบสุภาพ ก็จะพูดยาวขึ้นอีกเป็น どうもありがとうございます (doumo arigatou gozaimasu) ภาษาญี่ปุ่นนี่ส่วนใหญ่ยิ่งยาวรุงรังเท่าไหร่ ก็จะยิ่งสุภาพเท่านั้น แต่บางทีเราอาจจะพูดสั้นๆ แค่ どうも(doumo) ก็ขอบคุณเหมือนกัน ความสุภาพและระดับความเป็นทางการจะต่างกันหน่อย คำขอบคุณนี้บางครั้งก็อาจจะใช้เป็นรูปอดีต เพื่อเน้นถึงความขอบคุณในสิ่งที่ทำไปแล้ว โดยจะเปลี่ยนตอนท้ายให้เป็นรูปอดีต เป็น ありがとうございました (arigatou gozaimashita) ส่วนใหญ่มักจะใช้กันตามบริษัท ห้าง ร้านต่างๆ เช่น เวลาไปซื้อของเสร็จแล้ว พนักงานในร้านก็มักจะพูดอย่างนี้ เพื่อบอกว่าขอบคุณที่มาซื้อของ (ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จบไปแล้ว เป็นอดีตไปแล้ว) แต่ผมก็จะรู้สึกแปลกๆ กับรูปอดีตนี้เสมอ เพราะจะรู้สึกว่ามันจบไปแล้ว แปลว่าเราจะไม่ต้องไปซื้ออีกเหรอ เรื่องนี้จะต่างจากร้านค้าแบบโชห่วยสมัยเก่า ส่วนใหญ่คนขาย (มักจะเป็นลุงๆ) จะพูดว่า 毎度ありがとう [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>มาเขียนต่อจากเมื่อวาน ยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับคำทักทายอยู่ แต่วันนี้จะพูดถึงประโยคที่เกี่ยวกับการขอบคุณ <span style="text-decoration: line-through;">และขอโทษแบบต่างๆ</span> ในภาษาญี่ปุ่น</p>
<p>คิดว่าคนส่วนใหญ่คงรู้กันอยู่แล้วว่า คำขอบคุณในภาษาญี่ปุ่น จะพูดว่า ありがとう (arigatou) ถ้าจะพูดให้เป็นคำสุภาพขึ้น ใช้กับผู้ใหญ่ เป็นทางการ ก็เป็น ありがとうございます (arigatou gozaimasu) ถ้าหากจะให้แปลว่าขอบคุณมากแบบสุภาพ ก็จะพูดยาวขึ้นอีกเป็น どうもありがとうございます (doumo arigatou gozaimasu) ภาษาญี่ปุ่นนี่ส่วนใหญ่ยิ่งยาวรุงรังเท่าไหร่ ก็จะยิ่งสุภาพเท่านั้น</p>
<p>แต่บางทีเราอาจจะพูดสั้นๆ แค่ どうも(doumo) ก็ขอบคุณเหมือนกัน ความสุภาพและระดับความเป็นทางการจะต่างกันหน่อย คำขอบคุณนี้บางครั้งก็อาจจะใช้เป็นรูปอดีต เพื่อเน้นถึงความขอบคุณในสิ่งที่ทำไปแล้ว โดยจะเปลี่ยนตอนท้ายให้เป็นรูปอดีต เป็น ありがとうございました (arigatou gozaimashita) ส่วนใหญ่มักจะใช้กันตามบริษัท ห้าง ร้านต่างๆ เช่น เวลาไปซื้อของเสร็จแล้ว พนักงานในร้านก็มักจะพูดอย่างนี้ เพื่อบอกว่าขอบคุณที่มาซื้อของ (ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จบไปแล้ว เป็นอดีตไปแล้ว) แต่ผมก็จะรู้สึกแปลกๆ กับรูปอดีตนี้เสมอ เพราะจะรู้สึกว่ามันจบไปแล้ว แปลว่าเราจะไม่ต้องไปซื้ออีกเหรอ</p>
<p>เรื่องนี้จะต่างจากร้านค้าแบบโชห่วยสมัยเก่า ส่วนใหญ่คนขาย (มักจะเป็นลุงๆ) จะพูดว่า 毎度ありがとう (maido arigatou) ซึ่ง 毎度 นี้แปลว่า ทุกครั้ง หมายถึงว่าขอบคุณที่มีในบริการเสมอๆ จนแถวๆ โอซาก้า ลุงแกจะย่อกันเหลือพูดแค่ 毎度 (maido) เป็นอันรู้กันว่าขอบคุณ ถ้าเป็นสำเนียงเกียวโตส่วนใหญ่ก็จะพูดว่า おおきに (ookini) ซึ่งจะมีความหมายว่า มาก คล้ายๆ กับ どうも นั้นแหละ ไม่รู้ทำไมแต่ผมจะรู้สึกว่าคำขอบคุณแบบเกียวโต ดูน่ารัก นิ่มนวลกว่า แม้ว่ามันจะดูเหน่อไปซะหน่อย บังเอิญผมอยู่โตเกียวมาก่อน เวลาฟังเสียงคนโอซาก้า คนเกียวโตพูด ก็จะรู้สึกว่ามันเหน่อๆ แปร่งๆ ดูบ้านนอก แต่ก็ยังสงสัยว่า คนเกียวโต เวลาได้ยินคนโตเกียวพูดจะรู้สึกว่าเหน่อไหม ความเหน่อเป็นแค่ความต่างของเสียง หรือมากกว่านั้น ผมรู้สึกว่ามันมากกว่านั้น น่าเอาไปทำเป็นงานวิจัย แต่จุดเด่นของคนคันไซ (ละแวกเกียวโต โอซาก้า) ที่ผมรู้สึกแตกต่างจากคนไทยที่พูดสำเนียงอื่นๆ ก็คือ คนคันไซจะมีความภูมิใจในสำเนียงพูดของตัวเองสูง พูดได้โดยไม่เคอะเขิน ไม่สนใจด้วยว่าจะต้องพูดให้เหมือนสำเนียงโตเกียว แถมบางคนยังบอกอีกว่าสำเนียงโตเกียวฟังแล้วเห่ยมาก ไม่มีความนุ่มนวล อันนี้พอมาอยู่คันไซผมก็รู้สึกว่าจริง แล้วก็คิดถึงตัวเองตอนมาอยู่กรุงเทพใหม่ๆ พยายามออกเสียงว่า &#8220;เค้า&#8221; เวลาจะพูดคำว่า &#8220;เขา&#8221; เพราะไม่อยากโดนล้อ (จริงๆ โดนล้อก่อนแล้วค่อยหัดทีหลัง) ทั้งๆ ที่คนกรุงเทพนั่นแหละออกเสียงเพื้ยน <img src='http://cholwich.org/wordpress/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' /> </p>
<p>ชักจะยาวแล้ว จบตรงนี้ก่อนดีกว่า ไว้คราวหน้าจะพูดถึงคำขอโทษแบบต่างๆ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cholwich.org/wordpress/2009/01/20/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%b3-7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ภาษาญี่ปุ่นวันละหลายคำ #6 ทักทาย</title>
		<link>http://cholwich.org/wordpress/2009/01/19/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%b3-6/</link>
		<comments>http://cholwich.org/wordpress/2009/01/19/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%b3-6/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 19 Jan 2009 13:44:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>cholwich</dc:creator>
				<category><![CDATA[japanese]]></category>
		<category><![CDATA[ทักทาย]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษาญี่ปุ่น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cholwich.org/wordpress/?p=267</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้จะพูดถึงประโยคพื้นฐานในภาษาญี่ปุ่น คือ &#8220;คำทักทาย&#8221; หรือที่เรียกว่า 挨拶 (aisatsu, ไอซะทสึ) โดยวัฒนธรรมของญี่ปุ่นแล้ว คนญี่ปุ่นมักจะเป็นพวกไปมาลาไหว้ ฉะนั้นเวลาจะทำอะไรก็จะต้องมีคำทักทายให้ใช้อยู่เสมอๆ ประมาณว่าถ้าไม่พูดประโยคพวกนี้ก็จะดูไม่มีมารยาท เริ่มที่ประโยคแรก ที่จะต้องใช้บ่อยมากๆ ก็คือ おはようございます (ohayou-gozaimasu) แปลว่า สวัสดีตอนเช้า เป็นคำทักทายแรกที่เราจะต้องพูดเมื่อพบคนอื่นๆ ในตอนเช้า เช่น เมื่อเจอหน้ากันในที่ทำงานตอนเช้า ถ้าเป็นเพื่อน รุ่นน้อง หรือคนระดับเดียวกันที่สนิทกันหน่อย อาจจะพูดแค่ おはよう (ohayou) ก็พอ ทีนี้ถ้าเป็นพวกเด็กมหาวิทยาลัยจะพูดประโยคยาวๆ แบบเดิมๆ ก็คงจะน่าเบื่อ ถ้าเป็นผู้ชายเวลาเจอหน้ากัน ส่วนใหญ่จะพูดแค่ おっす (ossu) ออกเสียงประมาณ &#8220;ออสสสสส&#8221; ลากเสียงเอสยาวๆ หน่อย คือมันออกเสียงแค่ตัวแรกกับตัวสุดท้ายของประโยคเท่านั้น ตอนแรกๆ ที่ยังไม่คุ้นเวลาเจอรุ่นน้องหรือเพื่อนทักแบบนี้ ผมก็งงไปเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วไอ้ &#8220;ออสสสส&#8221; นี้ ก็จะใช้กันได้ทุกเวลา ขอให้เป็นการเจอหน้ากันครั้งแรกของวันนั้น บางทีเจอกันตอนมืดๆ ก็ทักกันแบบนี้เหมือนกัน ด้วยเหตุนี้ตอนไปอยู่ญี่ปุ่นใหม่ๆ จึงมีเพื่อนฝรั่งของผมคนหนึ่งโดนทักว่า &#8220;good morning&#8221; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันนี้จะพูดถึงประโยคพื้นฐานในภาษาญี่ปุ่น คือ &#8220;<strong>คำทักทาย</strong>&#8221; หรือที่เรียกว่า 挨拶 (aisatsu, ไอซะทสึ) โดยวัฒนธรรมของญี่ปุ่นแล้ว คนญี่ปุ่นมักจะเป็นพวกไปมาลาไหว้ ฉะนั้นเวลาจะทำอะไรก็จะต้องมีคำทักทายให้ใช้อยู่เสมอๆ ประมาณว่าถ้าไม่พูดประโยคพวกนี้ก็จะดูไม่มีมารยาท</p>
<p>เริ่มที่ประโยคแรก ที่จะต้องใช้บ่อยมากๆ ก็คือ おはようございます (ohayou-gozaimasu) แปลว่า สวัสดีตอนเช้า เป็นคำทักทายแรกที่เราจะต้องพูดเมื่อพบคนอื่นๆ ในตอนเช้า เช่น เมื่อเจอหน้ากันในที่ทำงานตอนเช้า ถ้าเป็นเพื่อน รุ่นน้อง หรือคนระดับเดียวกันที่สนิทกันหน่อย อาจจะพูดแค่ おはよう (ohayou) ก็พอ ทีนี้ถ้าเป็นพวกเด็กมหาวิทยาลัยจะพูดประโยคยาวๆ แบบเดิมๆ ก็คงจะน่าเบื่อ ถ้าเป็นผู้ชายเวลาเจอหน้ากัน ส่วนใหญ่จะพูดแค่ おっす (ossu) ออกเสียงประมาณ &#8220;ออสสสสส&#8221; ลากเสียงเอสยาวๆ หน่อย คือมันออกเสียงแค่ตัวแรกกับตัวสุดท้ายของประโยคเท่านั้น ตอนแรกๆ ที่ยังไม่คุ้นเวลาเจอรุ่นน้องหรือเพื่อนทักแบบนี้ ผมก็งงไปเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วไอ้ &#8220;ออสสสส&#8221; นี้ ก็จะใช้กันได้ทุกเวลา ขอให้เป็นการเจอหน้ากันครั้งแรกของวันนั้น บางทีเจอกันตอนมืดๆ ก็ทักกันแบบนี้เหมือนกัน ด้วยเหตุนี้ตอนไปอยู่ญี่ปุ่นใหม่ๆ จึงมีเพื่อนฝรั่งของผมคนหนึ่งโดนทักว่า &#8220;good morning&#8221; ตอนเวลาประมาณสองทุ่ม เพราะเด็กญี่ปุ่นมันแปลข้อความกันแบบตรงตัว</p>
<p>นอกจากสวัสดีตอนเช้าแล้ว ญี่ปุ่นยังมี こんにちは (konnichiwa) กับ こんばんは (kombanwa) ไว้ใช้เวลาสายๆ ไปจนบ่าย กับใช้ตอนเย็นๆ มืดๆ ซึ่งก็จะใช้เมื่อเจอหน้าครั้งแรกเหมือนกัน แต่ผมจะรู้สึกเสมอๆ ว่า จะใช้สองประโยคนี้ส่วนใหญ่กับคนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน เช่น แขกที่มาพบตอนกลางวัน หรือคนข้างบ้านที่เจอตอนเย็นๆ เพราะว่าถ้าคนที่เจอกันบ่อยๆ ในที่ทำงานก็มักจะเจอกันตั้งแต่เช้าๆ แล้ว นอกจากนี้โดยสถิติแล้วคำว่า こんばんは (kombanwa) จะมีโอกาสใช้น้อยกว่า เพราะช่วงเวลาที่ใช้ こんにちは (konnichiwa) มักจะค่อนข้างยาว บางทีพลบค่ำแล้วก็ยังใช้กันอยู่ เอาแน่เอานอนไม่ได้</p>
<p>นอกจากสวัสดีแล้ว เวลาจะออกจากที่ทำงาน หรือห้องแล็บ ประโยคที่มักจะต้องพูดเสมอๆ ก็คือ おさきにしつれします (osakini shitsureshimasu) ซึ่งแปลประมาณว่า ขอโทษด้วยแต่กลับก่อนนะ หรือสั้นๆ ก็เป็น おさきに (osakini) คือจะกลับบ้านก่อนเพื่อนก็ต้องบอกลาสักหน่อย ซึ่งคนที่ยังอยู่ก็จะต้องพูดตอบว่า お疲れ様でした (otsukaresama deshita) ซึ่งแปลแบบไม่ตรงตัวว่า ขอบคุณสำหรับความเหน็ดเหนื่อยที่ทำงานมาด้วยกัน ถ้าพูดกับเพื่อนก็เหลือแค่ お疲れ (otsukare) ประโยคนี้มักใช้บ่อยๆ เวลาช่วยกันทำงานอะไรสักอย่างแล้วงานเสร็จเรียบร้อยไปด้วยดี แต่ละคนก็มักจะพูดประโยคนี้ให้กัน ทีนี้จะมีอีกประโยคที่มีลักษณะขอบคุณคล้ายๆ กัน แต่ใช้คนละแบบ คือ ご苦労様でした (gokurousama deshita) ซึ่งก็แปลประมาณว่า ขอบคุณสำหรับความลำบากเหมือนกัน แต่ใช้สำหรับเวลาที่คนอื่นลำบากเพื่อทำอะไรให้เรา เช่น เวลามีบริษัทส่งของเอาของมาส่งที่บ้าน เวลารับของเสร็จแล้ว ก็จะพูดประโยคนี้กับคนส่งของ เพื่อขอบคุณสำหรับความเหนื่อยของเขา ที่ไม่ใช่ของเรา</p>
<p>สุดท้ายของวันนี้ จบด้วยประโยคลาไปนอน ซึ่งจะใช้ว่า おやすみなさい (osayumi nasai) ซึ่งแปลประมาณว่า ราตรีสวัสดิ์ หรือ good night จริงๆ แล้วญี่ปุ่นยังมีคำทักทายอีกเยอะ นี่ยังเพิ่งเขียนไปแค่ 10% เอาไว้มาเขียนต่อวันหลัง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cholwich.org/wordpress/2009/01/19/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%b3-6/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ภาษาญี่ปุ่นวันละหลายคำ #5 ปีใหม่</title>
		<link>http://cholwich.org/wordpress/2008/12/31/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%b3-4/</link>
		<comments>http://cholwich.org/wordpress/2008/12/31/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%b3-4/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 31 Dec 2008 09:06:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>cholwich</dc:creator>
				<category><![CDATA[japanese]]></category>
		<category><![CDATA[ปีใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษาญี่ปุ่น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cholwich.org/wordpress/?p=184</guid>
		<description><![CDATA[แม้ว่าจะเขียนไม่ค่อยสม่ำเสมอ แต่ก็พยายามจะเขียนอะไรเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นเรื่อยๆ ถ้าความขี้เกียจ และความยุ่งไม่ครอบงำ ไหนๆ ก็เป็นเทศกาลปีใหม่แล้ว ขอพูดถึงคำทักทายเกี่ยวกับปีใหม่ละกัน ประโยคทักทายที่คนญี่ปุ่นพูดกัน ในความหมายว่า &#8220;สวัสดีปีใหม่&#8221; ก็คือ 「明けまして、おめでとうございます」(Akemashite Omedetou-gozaimasu) ความหมายของประโยคก็ตรงตัว คือ 明ける (akeru) แปลว่าขึ้นวันหรือปีใหม่ แปลงรูปเป็น 明けまして เพื่อให้แปลว่า ขึ้นปีใหม่แล้ว ส่วน おめでとうございます  แปลว่า ยินดี (แบบสุภาพ ถ้าพูดกับเพื่อนจะตัด ございます ออกก็ได้) รวมกันจึงมีความหมายเช่นเดียวกับสวัสดีปีใหม่ คนญี่ปุ่นมักจะทักทายกันด้วยประโยคนี้ เมื่อเจอกันครั้งแรกหลังจากขึ้นปีใหม่แล้ว บางทีอาจจะเพิ่มคำว่าปีใหม่เข้าไปด้วย เป็น 新年明けましておめでとうございます (Shin-nen Akemashite Omedetou-gozaimasu) คำว่า 新年 (Shin-nen; 新=shin=ใหม่; 年=nen=ปี) แปลว่าปีใหม่ ใช้อักษรจีนตัวเดียวกับซินเจีย ในซินเจียยู่อี่ที่พูดกันตอนตรุษจีนนั่นแหละ ทีนี้ถ้าไปกินเลี้ยงส่งท้ายปีเก่า ก่อนจะแยกกัน คนญี่ปุ่นมักจะพูดว่า 「よいおとしを」 หรือ 「良いお年を」(Yoi o-toshi wo; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>แม้ว่าจะเขียนไม่ค่อยสม่ำเสมอ แต่ก็พยายามจะเขียนอะไรเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นเรื่อยๆ ถ้าความขี้เกียจ และความยุ่งไม่ครอบงำ ไหนๆ ก็เป็นเทศกาลปีใหม่แล้ว ขอพูดถึงคำทักทายเกี่ยวกับปีใหม่ละกัน</p>
<ul>
<li>ประโยคทักทายที่คนญี่ปุ่นพูดกัน ในความหมายว่า &#8220;สวัสดีปีใหม่&#8221; ก็คือ 「明けまして、おめでとうございます」(Akemashite Omedetou-gozaimasu) ความหมายของประโยคก็ตรงตัว คือ 明ける (akeru) แปลว่าขึ้นวันหรือปีใหม่ แปลงรูปเป็น 明けまして เพื่อให้แปลว่า ขึ้นปีใหม่<span style="text-decoration: underline;">แล้ว</span> ส่วน おめでとうございます  แปลว่า ยินดี (แบบสุภาพ ถ้าพูดกับเพื่อนจะตัด ございます ออกก็ได้) รวมกันจึงมีความหมายเช่นเดียวกับสวัสดีปีใหม่ คนญี่ปุ่นมักจะทักทายกันด้วยประโยคนี้ เมื่อเจอกันครั้งแรกหลังจากขึ้นปีใหม่แล้ว บางทีอาจจะเพิ่มคำว่าปีใหม่เข้าไปด้วย เป็น 新年明けましておめでとうございます (Shin-nen Akemashite Omedetou-gozaimasu) คำว่า 新年 (Shin-nen; 新=shin=ใหม่; 年=nen=ปี) แปลว่าปีใหม่ ใช้อักษรจีนตัวเดียวกับซินเจีย ในซินเจียยู่อี่ที่พูดกันตอนตรุษจีนนั่นแหละ</li>
<li>ทีนี้ถ้าไปกินเลี้ยงส่งท้ายปีเก่า ก่อนจะแยกกัน คนญี่ปุ่นมักจะพูดว่า 「よいおとしを」 หรือ 「良いお年を」(Yoi o-toshi wo; 良い=Yoi=ดี; 年=toshi=ปี) ซึ่งเป็นประโยคทักทาย ที่ย่อมาจาก 「良いお年をお迎えください」(Yoi o-toshi wo o-mukae-kudasai)  คำกริยา 迎える (mukaeru) แปลว่า รอสิ่งที่จะมาถึง โดยคร่าวๆ จึงแปลว่า &#8220;ขอให้ปีหน้าที่จะมาถึงเป็นปีที่ดี&#8221; แต่จริงๆ ประโยคนี้จะมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้น เพราะโดยปกติก่อนจะถึงปีใหม่ คนญี่ปุ่นจะต้องเตรียมตัวหลายๆ อย่าง เช่น ทำความสะอาดบ้าน หรือที่ทำงานครั้งใหญ่ ที่เรียกว่า 大掃除 (ousouji) จึงมีคนบอกว่าประโยคทักทายนี้ จะมีความหมายรวมถึงปีนี้ด้วยว่า &#8220;เพื่อให้ปีหน้าที่จะมาถึงเป็นปีที่ดี ขอให้ผ่านส่วนที่เหลืออยู่ของปีนี้ไปได้ด้วยดี&#8221;</li>
</ul>
<p>เอาเป็นว่า วันนี้ขอจบไว้ที่ตรงนี้ よいおとしを！</p>
<p>อ้างอิง <a href="http://oshiete1.goo.ne.jp/qa738713.html">http://oshiete1.goo.ne.jp/qa738713.html</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cholwich.org/wordpress/2008/12/31/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%b3-4/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อิคิงามิในโรงภาพยนตร์</title>
		<link>http://cholwich.org/wordpress/2008/12/23/%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c/</link>
		<comments>http://cholwich.org/wordpress/2008/12/23/%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 23 Dec 2008 16:18:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>cholwich</dc:creator>
				<category><![CDATA[japanese]]></category>
		<category><![CDATA[ตาย]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษาญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[อิคิงามิ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cholwich.org/wordpress/?p=171</guid>
		<description><![CDATA[ด้วยความอยากวันนี้ยอมลงทุนขับรถเข้าเมือง (ใช้เวลาสิริรวมทั้งสิ้น 6 ชม.) เพื่อไปดูหนังเรื่อง &#8220;อิคิงามิ&#8221; ที่โรงหนังสยาม ดูแล้วไม่ผิดหวัง แม้ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนเนื้อเรื่องไป อาจจะแตกต่างจากการ์ตูนบ้าง แต่บทก็ทำได้เหมาะกับภาพยนตร์ มีรายละเอียดต่างๆ ที่ทำให้น่าสนใจขึ้น ชอบที่สุดตรงที่มีรายการ music bomb ซึ่งเลียนแบบรายการ music station ที่มีอยู่จริงได้ค่อนข้างเหมือนโดยเฉพาะตอนนั่งคุยกับนักร้อง หนังเรื่องนี้อาจจะมีจุดอ่อนอยู่บ้างในเรื่องความต่อเนื่อง เนื่องจากเนื้อเรื่องของหนังแบ่งออกเป็นตอนย่อยๆ 3 ตอน แต่ก็ยังชอบบทสรุปตอนท้ายเรื่อง คิดว่าถ้ากระแสดีคงจะได้เห็นภาคต่อไปในไม่ช้า ถ้าจะเล่าเรื่องย่ออีก ก็รู้สึกว่าจะซ้ำกับที่ @idiotao เล่าไว้แล้ว แถมอาจจะเล่าได้ไม่ดีเท่า เอาเป็นว่าอ่านของ @idiotao เลยดีกว่า (ง่ายดี) ที่นี่เลย แต่ไหนๆ ก็เขียนถึงเรื่องนี้แล้ว ทำตัวให้เป็นประโยชน์นิดนึง เขียนถึงภาษาญี่ปุ่นที่เกี่ยวกับหนังและการ์ตูนเรื่องนี้ดีกว่า คำว่า &#8220;อิคิงามิ&#8221; ชื่อเรื่องนี้ เวลาเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่น มักจะใช้ตัวคะตะคะนะ เป็น イキガミ แต่ถ้าดูตามเว็บต่างๆ เช่น wikipedia (ผมไม่เคยเห็นต้นฉบับภาษาญี่ปุ่นเหมือนกัน) จะใช้ตัวคันจิว่า 逝紙 ซึ่งตัวแรก 逝 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ด้วยความอยากวันนี้ยอมลงทุนขับรถเข้าเมือง (ใช้เวลาสิริรวมทั้งสิ้น 6 ชม.) เพื่อไปดูหนังเรื่อง &#8220;อิคิงามิ&#8221; ที่โรงหนังสยาม ดูแล้วไม่ผิดหวัง แม้ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนเนื้อเรื่องไป อาจจะแตกต่างจากการ์ตูนบ้าง แต่บทก็ทำได้เหมาะกับภาพยนตร์ มีรายละเอียดต่างๆ ที่ทำให้น่าสนใจขึ้น ชอบที่สุดตรงที่มีรายการ music bomb ซึ่งเลียนแบบรายการ music station ที่มีอยู่จริงได้ค่อนข้างเหมือนโดยเฉพาะตอนนั่งคุยกับนักร้อง หนังเรื่องนี้อาจจะมีจุดอ่อนอยู่บ้างในเรื่องความต่อเนื่อง เนื่องจากเนื้อเรื่องของหนังแบ่งออกเป็นตอนย่อยๆ 3 ตอน แต่ก็ยังชอบบทสรุปตอนท้ายเรื่อง คิดว่าถ้ากระแสดีคงจะได้เห็นภาคต่อไปในไม่ช้า</p>
<p>ถ้าจะเล่าเรื่องย่ออีก ก็รู้สึกว่าจะซ้ำกับที่ @idiotao เล่าไว้แล้ว แถมอาจจะเล่าได้ไม่ดีเท่า เอาเป็นว่าอ่านของ @idiotao เลยดีกว่า (ง่ายดี) <a href="http://www.idiotao.in.th/content/イキガミ-อิคิงามิ">ที่นี่</a>เลย แต่ไหนๆ ก็เขียนถึงเรื่องนี้แล้ว ทำตัวให้เป็นประโยชน์นิดนึง เขียนถึงภาษาญี่ปุ่นที่เกี่ยวกับหนังและการ์ตูนเรื่องนี้ดีกว่า</p>
<p>คำว่า &#8220;อิคิงามิ&#8221; ชื่อเรื่องนี้ เวลาเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่น มักจะใช้ตัวคะตะคะนะ เป็น イキガミ แต่ถ้าดูตามเว็บต่างๆ เช่น wikipedia (ผมไม่เคยเห็นต้นฉบับภาษาญี่ปุ่นเหมือนกัน) จะใช้ตัวคันจิว่า 逝紙 ซึ่งตัวแรก 逝 แปลว่า &#8220;ตาย&#8221; อักษรตัวนี้มีจะหมายถึง &#8220;ไป&#8221; ก็ได้ ไม่ค่อยเห็นใช้กันทั่วไปเท่าไหร่ คำว่าคามิ (紙, kami) แปลว่า &#8220;กระดาษ&#8221; จะเห็นว่ามีการแปลงเสียงเล็กน้อยเมื่อเอามาต่อกับ 逝 รวมกันก็เลยกลายเป็น &#8220;ใบแจ้งการตาย&#8221; ตามเนื้อเรื่อง ซึ่งคนแต่งเขาก็อุตส่าห์คิดชื่อทางการไว้ให้ด้วยเป็น 死亡予告証 (ชิโบโยะโคะคุโช, 死亡=ชิโบ=ตาย, 予告=โยะโคะคุ=แจ้งให้ทราบล่วงหน้า, 証=โช=เอกสารหรือหลักฐาน)</p>
<p>เมื่อพูดถึงอิคิงามิแล้ว ก็ควรจะพูดถึงศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับความตาย คำกริยาที่หมายความว่าตาย คือ 死ぬ (ชินุ) ซึ่งกริยาที่ผมรู้จักตัวเดียวที่ลงท้ายด้วย นุ (ぬ) รูปสุภาพก็จะเป็น 死にます (ชินิมะซึ) ตัวอักษร 死 นี้ออกเสียงจีนว่า ชิ ซึ่งพ้องเสียงกับเลข 4 ที่เรียกว่า ชิ เหมือนกัน ในญี่ปุ่นเลข 4 เลยกลายเป็นเลขที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะมีเสียงที่ไม่เป็นมงคล</p>
<p>วิธีใช้คำกริยานี้ ถ้าจะบอกว่าใครตายก็ไม่ยาก เช่น あの人は死にました。(อะโนะฮิโตะ วะ ชินิมะชิตะ, เขาคนนั้นตายแล้ว) ซึ่งเป็นประโยคแบบปกติไม่สุภาพเท่าไหร่  ถ้าเป็นคนรู้จั เพิ่มความสุภาพ ความเป็นทางการ เข้าไปนิดนึง ก็อาจจะใช้ว่า あの人が亡くなりました。(อะโนะฮิโตะ งะ นะคุนะริมะชิตะ) คำว่า 亡い (นะอิ) แปลว่าตายเหมือนกันแต่เป็นคำวิเศษณ์ จึงเอามาใช้ร่วมกับกริยา なります (นะริมะซึ) ที่แปลว่า &#8220;กลายเป็น&#8221; สำหรับคนหัดเรียนภาษาญี่ปุ่นใหม่ๆ ควรระวังประโยคหลังให้ดีเหมือนกัน เพราะถ้าจะพูดว่าใครสักคน ไม่อยู่แล้ว เดินหายไปไหนไม่รู้ (แต่ไม่ได้ตาย) อาจจะพูดว่า あの人が<span style="color: #ff0000;">い</span>なくなりました。(อะโนะฮิโตะ งะ <span style="color: #ff0000;">อิ</span>นะคุนะริมะชิตะ) เติม &#8220;อิ&#8221; ไปแค่ตัวเดียว ความหมายเป็นคนละเรื่องเลย จึงควรระวังให้ดี ไม่ฉะนั้นคนเดินหายไป อาจจะกลายเป็นคนตายไปได้</p>
<p>รู้สึกว่าออกนอกทะเลไปไกลมาก เริ่มด้วยเรื่อง อิคิงามิ สุดท้ายกลายเป็นศัพท์เกี่ยวกับความตายไปแล้ว จึงขอจบไว้เพียงเท่านี้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cholwich.org/wordpress/2008/12/23/%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ภาษาญี่ปุ่นวันละหลายคำ #4 ฮาร์ดแวร์</title>
		<link>http://cholwich.org/wordpress/2008/12/17/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%b3-3/</link>
		<comments>http://cholwich.org/wordpress/2008/12/17/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%b3-3/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 17 Dec 2008 15:01:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>cholwich</dc:creator>
				<category><![CDATA[japanese]]></category>
		<category><![CDATA[teaching]]></category>
		<category><![CDATA[คอมพิวเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษาญี่ปุ่น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cholwich.org/wordpress/?p=166</guid>
		<description><![CDATA[หลังจากงานราษฎร์ งานหลวง และโรคภัยไข้เจ็บรุมเร้า วันนี้มาเพิ่มคำศัพท์ภาษาญี่ปุ่นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ต่ออีกหน่อยดีกว่า วันนี้ว่าด้วยฮาร์ดแวร์ทั้งหลาย และศัพท์เกี่ยวข้องที่ @wittawatj แนะนำไว้ คนญี่ปุ่นมักจะเรียกอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆ โดยทับศัพท์ ซึ่งจะเขียนด้วยตัวคะตะคะนะ ได้แก่ จอภาพ = モニタ (monita), คีย์บอร์ด = キーボード (ki-bo-do), เมาส์ = マウス (mausu), ฮาร์ดดิสก์ = ハードディスク (ha-dodisuku), หน่วยความจำ = メモリ (memori), เมนบอร์ด = マザーボード (maza-bo-do, ลองทายกันดูเองล่ะกันว่ามาจากคำว่าอะไร แต่ไม่ใช่ mainboard), ยกเว้นพวกที่เป็นคำย่อจะใช้ตามภาษาอังกฤษไปอย่างนั้นเลย อย่างเช่น CD-ROM แต่จริงๆ คำนี้ก็มีชื่อเรียกรวมๆ เป็น 光ディスク (hikari disuku) คำว่า 光 แปลว่าแสง รวมแล้วจึงหมายถึง optical disk [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หลังจากงานราษฎร์ งานหลวง และโรคภัยไข้เจ็บรุมเร้า วันนี้มาเพิ่มคำศัพท์ภาษาญี่ปุ่นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ต่ออีกหน่อยดีกว่า วันนี้ว่าด้วยฮาร์ดแวร์ทั้งหลาย และศัพท์เกี่ยวข้องที่ @wittawatj แนะนำไว้</p>
<ul>
<li>คนญี่ปุ่นมักจะเรียกอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆ โดยทับศัพท์ ซึ่งจะเขียนด้วยตัวคะตะคะนะ ได้แก่ จอภาพ = モニタ (monita), คีย์บอร์ด = キーボード (ki-bo-do), เมาส์ = マウス (mausu), ฮาร์ดดิสก์ = ハードディスク (ha-dodisuku), หน่วยความจำ = メモリ (memori), เมนบอร์ด = マザーボード (maza-bo-do, ลองทายกันดูเองล่ะกันว่ามาจากคำว่าอะไร แต่ไม่ใช่ mainboard), ยกเว้นพวกที่เป็นคำย่อจะใช้ตามภาษาอังกฤษไปอย่างนั้นเลย อย่างเช่น CD-ROM แต่จริงๆ คำนี้ก็มีชื่อเรียกรวมๆ เป็น 光ディスク (hikari disuku) คำว่า 光 แปลว่าแสง รวมแล้วจึงหมายถึง optical disk</li>
<li>มีจุดสังเกตอยู่จุดหนึ่ง คือ เวลาเขียนเสียงยาวด้วยคะตะคะนะ จะเขียนด้วยเครื่องหมาย ー เสมอ ถ้าเป็นฮิระงะนะจะใช้ตัวอักษรที่แทนเสียงนั้นมากำกับ</li>
<li>พูดถึงอุปกรณ์ต่างๆ แล้ว ลืมบอกไปว่ารวมๆ แล้ว จะเรียกว่า ハードウェア (ha-do wea) หรือ hardware นั่นเอง</li>
<li>ที่เหลือก็ศัพท์เกี่ยวข้อง เช่น click = クリック, ถ้าจะบูตเครื่องเริ่มใช้งาน จะใช้ศัพท์บัญญัติว่า 起動 (kidou) แปลว่า เริ่มทำงาน, ส่วนรีบูตจะใช้ว่า 再起動 (saikidou) แปลว่าเริ่มงานใหม่ ตัวคันจิ 再 (sai) เป็น prefix เหมือนกับ re- ในภาษาอังกฤษ</li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cholwich.org/wordpress/2008/12/17/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%b3-3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ภาษาญี่ปุ่นวันละหลายคำ #3 คอมพิวเตอร์</title>
		<link>http://cholwich.org/wordpress/2008/12/09/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://cholwich.org/wordpress/2008/12/09/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 09 Dec 2008 14:53:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>cholwich</dc:creator>
				<category><![CDATA[japanese]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษาญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[computer]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cholwich.org/wordpress/?p=152</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้เขียนเป็นบลอกแทนเพราะชาวคณะหายไปไหนกันหมดไม่รู้ วันนี้เอาศัพท์เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ล่ะกัน ง่ายดี เนื่องจากศัพท์ส่วนใหญ่มาจากภาษาอังกฤษ เลยเขียนด้วยคะตะคะนะ คอมพิวเตอร์ จะเรียกกันโดยทั่วไปว่า &#8220;パソコン (pasokon, พะโซะคอน)&#8221; หรือเต็มๆ คือ &#8220;パーソナルコンピュータ (pasonaru kompyuta, พาโซะนะหรุ คอมปิวตะ)&#8221; ซึ่งทับศัพท์มาจาก personal computer แต่เนื่องจากญี่ปุ่นออกเสียงได้แค่ 50 เสียง ก็เลยออกมาเป็นอย่างนี้ คำว่า pasokon นี้เป็นคำกว้างๆ หมายถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ ถ้าจะระบุว่าเป็นคอมพิวเตอร์โน้ตบุค ก็จะเรียกย่อๆ ว่า &#8220;ノートパソコン (no-to pasokon, โนโตะ พะโซะคอน)&#8221; หรือเรียกสั้นๆ ว่า &#8220;ノート (no-to, โนโตะ)&#8221; คำเหล่านั้น มักจะใช้กับผู้ใช้โดยทั่วไป ถ้าเป็นคนในวงการ (คอมพิวเตอร์นะ ไม่ใช่บันเทิง) มักจะเรียกคอมพิวเตอร์ แค่ &#8220;コンピュータ (kompyuta, คอมปิวตะ)&#8221; หรืออาจจะเรียก マシン (mashin, มะชิน) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันนี้เขียนเป็นบลอกแทนเพราะชาวคณะหายไปไหนกันหมดไม่รู้ วันนี้เอาศัพท์เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ล่ะกัน ง่ายดี เนื่องจากศัพท์ส่วนใหญ่มาจากภาษาอังกฤษ เลยเขียนด้วยคะตะคะนะ</p>
<ul>
<li>คอมพิวเตอร์ จะเรียกกันโดยทั่วไปว่า &#8220;パソコン (pasokon, พะโซะคอน)&#8221; หรือเต็มๆ คือ &#8220;パーソナルコンピュータ (pasonaru kompyuta, พาโซะนะหรุ คอมปิวตะ)&#8221; ซึ่งทับศัพท์มาจาก personal computer แต่เนื่องจากญี่ปุ่นออกเสียงได้แค่ 50 เสียง ก็เลยออกมาเป็นอย่างนี้ คำว่า pasokon นี้เป็นคำกว้างๆ หมายถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ ถ้าจะระบุว่าเป็นคอมพิวเตอร์โน้ตบุค ก็จะเรียกย่อๆ ว่า &#8220;ノートパソコン (no-to pasokon, โนโตะ พะโซะคอน)&#8221; หรือเรียกสั้นๆ ว่า &#8220;ノート (no-to, โนโตะ)&#8221;</li>
<li>คำเหล่านั้น มักจะใช้กับผู้ใช้โดยทั่วไป ถ้าเป็นคนในวงการ (คอมพิวเตอร์นะ ไม่ใช่บันเทิง) มักจะเรียกคอมพิวเตอร์ แค่ &#8220;コンピュータ (kompyuta, คอมปิวตะ)&#8221; หรืออาจจะเรียก マシン (mashin, มะชิน)</li>
<li>อันที่จริงแล้ว ญี่ปุ่นก็มีศัพท์บัญญัติสำหรับคอมพิวเตอร์เหมือนกัน โดยเรียกคอมพิวเตอร์ว่า &#8220;計算機 (keisanki, เคซังคิ)&#8221; คำว่า &#8220;เคซัง (計算)&#8221; แปลว่า คำนวณ ส่วน &#8220;คิ (機)&#8221; เป็นตัวคันจิที่มีความหมายว่า &#8220;เครื่องกล&#8221; รวมกันจึงแปลว่า &#8220;เครื่องคำนวณ&#8221; คำนี้ปัจจุบันอาจจะไม่ค่อยเห็นกันเท่าไหร่ มักจะใช้ในเอกสารที่เป็นทางการ แต่คำว่าเคซัง ก็ยังนำไปใช้เรียกชื่อสาขาวิชา เช่น 計算工学 (keisankougaku, เคซังโคงะกุ) สำหรับสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์</li>
<li>เมื่อพูดถึงคอมพิวเตอร์แล้ว ก็คงจะต้องพูดถึง ข้อมูล ที่เรียกว่า データ (เดตะ) ซึ่งแปลงมาจาก data และ สารสนเทศ ที่ใช้ว่า 情報 (jouhou, โจโฮ) ถ้าเป็นการประมวลผลสารสนเทศ (information processing) ก็จะเรียกว่า 情報処理 (jouhou shori, โจโฮ โซะหริ) คำว่า โซะหริ แปลว่า ประมวลหรือจัดการ ส่วนเทคโนโลยีสารสนเทศ (information technology) จะเรียกว่า 情報技術 (jouhou gijutsu, โจโฮ กิจุทสึ) คำว่า กิจุทสึ แปลว่า เทคโนโลยี</li>
<li>โดยปกติแล้ว ศัพท์บัญญัติจะเป็นยาขมหม้อใหญ่ สำหรับคนที่ไปเรียนที่ญี่ปุ่น เพราะจะต้องจำทุกอย่างใหม่หมด แถมภาษาญี่ปุ่นมีเสียงน้อยอีก ทำให้ศัพท์ต่างๆ มีแต่เสียง โค โจ โซ &#8230; อะไรพวกนี้เต็มไปหมดชวนเวียนหัวเป็นอย่างยิ่ง ผมเองก็อาศัยได้ยินบ่อยๆ แล้วก็จะเริ่มจำได้ ถ้าเริ่มชินก็จะไม่ยากมาก อย่างน้อยวิธีสร้างศัพท์ก็ค่อนข้างง่าย คือภาษาอังกฤษเรียงศัพท์ยังไง ก็แปลเป็นศัพท์บัญญัติของญี่ปุ่นเรียงตามนั้นได้เลย ไม่สับสนมากนัก</li>
</ul>
<p>ที่จริง ยังมีศัพท์เกี่ยวกับฮาร์ดแวร์ และซอฟท์แวร์อีกหลายคำ เอาไว้มาต่อวันหลังล่ะกัน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cholwich.org/wordpress/2008/12/09/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ภาษาญี่ปุ่นวันละหลายคำ #2 สีสัน</title>
		<link>http://cholwich.org/wordpress/2008/12/06/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%b3-2/</link>
		<comments>http://cholwich.org/wordpress/2008/12/06/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%b3-2/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 06 Dec 2008 15:58:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>cholwich</dc:creator>
				<category><![CDATA[japanese]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษาญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[สี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cholwich.org/wordpress/?p=148</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้เป็นเรื่อง &#8220;สี&#8221; ในภาษาญี่ปุ่น いろ (iro, 色) แปลว่า สี แต่คำนี้ก็เอาไปใช้ในความหมายว่า หลากหลาย เมื่อใช้ซ้ำกัน เป็น いろいろ (iro-iro, 色々) เริ่มด้วยสีง่ายๆ ก่อน สีดำ ใช้ว่า くろい (kuroi, 黒い) ส่วนสีขาว ก็เป็น しろい (shiroi, 白い) อ้อพวกนี้เป็น adjective แบบอิ ถ้าจะใช้เป็นคำนามก็ตัดอิ kuro จะแปลว่าสีดำ &#8230; shiro ก็สีขาว (อันหลังนี่เป็นชื่อหมาของชินจัง) สีที่ชายไทยส่วนใหญ่รู้จัก ก็คือ あおい (aoi, 青い) แปลว่า สีฟ้าหรือเขียว คนญี่ปุ่นจะใช้สองสีนี้ปนกัน (คนไทยก็เป็น ยายผมเรียกหม้อฟ้าว่าหม้อเขียว) คำนี้อ่านว่า อะโอะอิ ตามที่เขาสอนกันในเรื่องปิดเทอมใหญ่ ถ้าเป็นท้องฟ้า あおいそら (aoi-sora, 青い空) จะแปลว่าท้องฟ้าสีฟ้า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันนี้เป็นเรื่อง &#8220;สี&#8221;</p>
<ul>
<li><span class="entry-content">ในภาษาญี่ปุ่น いろ (iro, 色) แปลว่า สี แต่คำนี้ก็เอาไปใช้ในความหมายว่า หลากหลาย เมื่อใช้ซ้ำกัน เป็น いろいろ (iro-iro, 色々)</span></li>
<li><span class="entry-content">เริ่มด้วยสีง่ายๆ ก่อน สีดำ ใช้ว่า くろい (kuroi, 黒い) ส่วนสีขาว ก็เป็น しろい (shiroi, 白い) อ้อพวกนี้เป็น adjective แบบอิ ถ้าจะใช้เป็นคำนามก็ตัดอิ</span></li>
<li><span class="entry-content">kuro จะแปลว่าสีดำ &#8230; shiro ก็สีขาว (อันหลังนี่เป็นชื่อหมาของชินจัง)</span></li>
<li><span class="entry-content">สีที่ชายไทยส่วนใหญ่รู้จัก ก็คือ あおい (aoi, 青い) แปลว่า สีฟ้าหรือเขียว คนญี่ปุ่นจะใช้สองสีนี้ปนกัน (คนไทยก็เป็น ยายผมเรียกหม้อฟ้าว่าหม้อเขียว)</span></li>
<li><span class="entry-content">คำนี้อ่านว่า อะโอะอิ ตามที่เขาสอนกันในเรื่องปิดเทอมใหญ่ ถ้าเป็นท้องฟ้า あおいそら (aoi-sora, 青い空) จะแปลว่าท้องฟ้าสีฟ้า</span></li>
<li><span class="entry-content">@<a href="http://twitter.com/kiznaps">kiznaps</a> ใช่ครับ みどり ก็แปลว่าสีเขียว แต่อะโอะอิก็เขียวเหมือนกัน เช่น あおいはっぱ(aoi-happa) แปลว่าใบไม้สีเขียว หรือถ้าไฟจราจรสีเขียว ก็ใช้ あおしんごう</span></li>
<li><span class="entry-content">พอมีเขียวแล้ว ก็เอาไฟจราจรให้ครบเลย แดง ใช้ว่า あか (aka, 赤) ส่วนสีเหลือง จะใช้ きいろ (kiiro, 黄色)</span></li>
<li><span class="entry-content">จริงๆ แล้ว นอกจากสีหลักๆ แล้ว สีอื่นๆ ในภาษาญี่ปุ่น ก็มักจะเรียกตามสิ่งของ คือเอาชื่อของที่เป็นตัวแทนสีนั้นมา แล้วตามด้วยคำว่า iro เช่น</span></li>
<li><span class="entry-content">はいいろ (haiiro, 灰色) แปลว่า สีเทา คำว่า はい (hai, 灰) แปลว่า เถ้าถ่าน ถ้าสีน้ำตาลในญี่ปุ่น ก็จะเป็นสีน้ำชา เรียกว่า ちゃいろ (chairo, 茶色) ちゃ ก็คือชา</span></li>
<li><span class="entry-content">ปัจจุบันสีชมพู มักจะใช้ว่า ピンク (pinku) แต่ญี่ปุ่นก็มีสีชมพูใช้ว่า ももいろ (momoiro, 桃色) คำว่า もも แปลว่า ลูกท้อ ซึ่งมีเปลือกสีแดงอ่อนๆ ออกชมพู</span></li>
<li><span class="entry-content">เหลือสีอะไรอีก ส่วนใหญ่ก็จะตามภาษาอังกฤษแหละมั้ง เช่น オレンジ (orenji) ก็สีส้ม</span></li>
<li><span class="entry-content">เจ้า @Gainsayer บอกมาว่าขาดสีม่วง สีม่วง ใช้ว่า むらさき (murasaki, 紫)<br />
</span></li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cholwich.org/wordpress/2008/12/06/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%b3-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ภาษาญี่ปุ่นวันละหลายคำ #1 สัพเพเหระ</title>
		<link>http://cholwich.org/wordpress/2008/12/06/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%b3/</link>
		<comments>http://cholwich.org/wordpress/2008/12/06/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%b3/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Dec 2008 18:37:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>cholwich</dc:creator>
				<category><![CDATA[japanese]]></category>
		<category><![CDATA[mac]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษาญี่ปุ่น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cholwich.org/wordpress/?p=144</guid>
		<description><![CDATA[เนื่องจาก @kiznaps และพลพรรคมาชวนให้สอนภาษาญี่ปุ่น ก็เลยคิดว่าน่าจะสอนคำศัพท์ หรือไวยากรณ์ที่เกี่ยวข้องผ่านทาง twitter. เลยกลายเป็นรายการ &#8220;เรียนภาษาญี่ปุ่นกับ @cholwich&#8221; ทีนี้เลยคิดว่าน่าจะมีประโยชน์ เลยเอามาแปะไว้ที่นี่ด้วยดีกว่า ช่วยลดการดองบลอก วันนี้เริ่มที่ かおり（kaori, 香り）แปลว่า กลิ่น มักจะใช้กับกลิ่นหอม มีอีกคำที่คล้ายๆ กัน คือ におい (nioi, 匂い) แปลว่า กลิ่น เช่นกัน ใช้ในกรณีทั่วๆ ไป (อาจจะเป็นกลิ่นเหม็นก็ได้) นิโอะอิ (ออกเสียงประมาณ นิโอ้ย) แปลว่า กลิ่นทั่วๆ ไป เช่น ใช้ว่า たべもののにおい (tabemono no nioi, 食べ物の匂い) แปลว่า กลิ่นอาหาร คุไซ (くさい, kusai) แปลว่า เหม็น แต่ที่ออกเสียงเป็น คุเซ่ นี่เป็นแสลง วัยรุ่นจะออกเสียงท้ายของ adjective เป็นเอ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เนื่องจาก @kiznaps และพลพรรคมาชวนให้สอนภาษาญี่ปุ่น ก็เลยคิดว่าน่าจะสอนคำศัพท์ หรือไวยากรณ์ที่เกี่ยวข้องผ่านทาง <a href="http://twitter.com">twitter</a>. เลยกลายเป็นรายการ &#8220;เรียนภาษาญี่ปุ่นกับ @cholwich&#8221; ทีนี้เลยคิดว่าน่าจะมีประโยชน์ เลยเอามาแปะไว้ที่นี่ด้วยดีกว่า ช่วยลดการดองบลอก</p>
<ul>
<li><span class="entry-content">วันนี้เริ่มที่ かおり（kaori, 香り）แปลว่า กลิ่น มักจะใช้กับกลิ่นหอม มีอีกคำที่คล้ายๆ กัน คือ におい (nioi, 匂い) แปลว่า กลิ่น เช่นกัน ใช้ในกรณีทั่วๆ ไป (อาจจะเป็นกลิ่นเหม็นก็ได้)</span></li>
<li><span class="entry-content">นิโอะอิ (ออกเสียงประมาณ นิโอ้ย) แปลว่า กลิ่นทั่วๆ ไป  เช่น ใช้ว่า たべもののにおい (tabemono no nioi, 食べ物の匂い) แปลว่า กลิ่นอาหาร</span></li>
<li><span class="entry-content">คุไซ (くさい, kusai) แปลว่า เหม็น แต่ที่ออกเสียงเป็น คุเซ่ นี่เป็นแสลง วัยรุ่นจะออกเสียงท้ายของ adjective เป็นเอ เช่น </span><span class="entry-content">อุไม่ (うまい, umai, แปลว่า อร่อย) ก็เป็น อุเม่ หรือ สุโกะอิ (すごい, sugoi, แปลว่า เจ๋ง) ก็เป็น สุเก้ ต้องออกเสียงยาวๆ ด้วย จะได้อารมณ์มากขึ้น</span></li>
<li><span class="entry-content">สุดท้าย かっこいい (kakko-ii อ่านว่า คัคโคะอี้) แปลว่า เท่ คำนี้มาจากคำว่า かっこう (kakkou, 格好) แปลว่า รูปร่าง ท่าทาง ส่วน いい (ii, 良い) แปลว่า ดี ส่วนคำตรงข้ามก็คือ かっこわるい (kakko-warui) คำว่า わるい (warui, 悪い) แปลว่า แย่ หรือเลว</span></li>
</ul>
<p><span class="entry-content">วันแรก เอ้ย คืนแรก เอาแค่นี้ก่อนล่ะกัน<br />
</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cholwich.org/wordpress/2008/12/06/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%b3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คำต่อท้ายนามในภาษาญี่ปุ่น</title>
		<link>http://cholwich.org/wordpress/2008/06/24/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b/</link>
		<comments>http://cholwich.org/wordpress/2008/06/24/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 Jun 2008 14:17:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>cholwich</dc:creator>
				<category><![CDATA[japanese]]></category>
		<category><![CDATA[คำต่อท้ายชื่อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cholwich.org/wordpress/?p=69</guid>
		<description><![CDATA[วันก่อนนั่งดูข้อมูลจาก Google Analytics ที่ติดไว้เก็บสถิติคนเข้ามาอ่านบล็อกนี้ แล้วปรากฏว่ามีคนหลงเข้ามาที่นี่ด้วย keyword ตามหัวข้อวันนี้ด้วย งงเหมือนกันว่ามาได้ไง แต่คิดแล้วก็เป็นหัวข้อที่น่าสนใจ เลยลองเอามาเขียนไว้เท่าที่มีความรู้และที่เคยได้ยินล่ะกัน さん (ซัง) เป็นคำต่อท้ายชื่อที่ใช้กันบ่อยที่สุด มีความหมายตรงกับคำว่า &#8220;คุณ&#8221; ที่เติมหน้าชื่อในภาษาไทยยุคปัจจุบัน คือเป็นคำลงท้ายที่ค่อนข้างเป็นทางการ และแสดงความสุภาพแบบปกติ ส่วนใหญ่จึงมักจะใช้เรียกชื่อคนที่เพิ่งเคยพบครั้งแรก คนที่เป็นผู้ใหญ่กว่า รวมถึงพวกรุ่นพี่ด้วย ดังนั้นจึงเป็นคำลงท้ายที่น่าจะคิดถึงเป็นคำแรก 様 (さま; ซะมะ) ถือเป็นคำที่สุภาพมากกว่าคำว่า &#8220;ซัง&#8221; ไปอีกขั้นหนึ่ง โดยปกติจะใช้กรณีที่เป็นทางการมาก ไม่ค่อยพบในชีวิตประจำวันเท่าไหร่นัก ยกเว้นแต่ตอนไปติดต่อราชการ หรือทำธุรกรรมในสถานที่ต่างๆ จะใช้ &#8220;ซะมะ&#8221; ต่อท้ายชื่อเวลาประกาศเรียก แต่คำว่า &#8220;ซะมะ&#8221; นี้จะใช้กันเสมอๆ ขึ้นต้นอีเมล์เพื่อแสดงความสุภาพ ประมาณว่าปกติคุยกันก็เรียกกันด้วย &#8220;ซัง&#8221; แต่พอเขียนอีเมล์ก็จะเรียกด้วย &#8220;ซะมะ&#8221; เพื่อให้เป็นทางการและสุภาพขึ้น 君 (くん; คุง) เป็นคำต่อท้ายที่ค่อนข้างแปลก คือโดยทั่วไปมักจะใช้เรียกผู้ชายที่มีอายุเท่ากันหรือน้อยกว่า เช่น เพื่อน รุ่นน้อง บางครั้งก็ใช้เรียกสัตว์ตัวผู้เพื่อแสดงความน่ารัก เช่น ปังคุง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันก่อนนั่งดูข้อมูลจาก Google Analytics ที่ติดไว้เก็บสถิติคนเข้ามาอ่านบล็อกนี้ แล้วปรากฏว่ามีคนหลงเข้ามาที่นี่ด้วย keyword ตามหัวข้อวันนี้ด้วย งงเหมือนกันว่ามาได้ไง แต่คิดแล้วก็เป็นหัวข้อที่น่าสนใจ เลยลองเอามาเขียนไว้เท่าที่มีความรู้และที่เคยได้ยินล่ะกัน</p>
<ol>
<li>さん (ซัง) เป็นคำต่อท้ายชื่อที่ใช้กันบ่อยที่สุด มีความหมายตรงกับคำว่า &#8220;คุณ&#8221; ที่เติมหน้าชื่อในภาษาไทยยุคปัจจุบัน คือเป็นคำลงท้ายที่ค่อนข้างเป็นทางการ และแสดงความสุภาพแบบปกติ ส่วนใหญ่จึงมักจะใช้เรียกชื่อคนที่เพิ่งเคยพบครั้งแรก คนที่เป็นผู้ใหญ่กว่า รวมถึงพวกรุ่นพี่ด้วย ดังนั้นจึงเป็นคำลงท้ายที่น่าจะคิดถึงเป็นคำแรก</li>
<li>様 (さま; ซะมะ) ถือเป็นคำที่สุภาพมากกว่าคำว่า &#8220;ซัง&#8221; ไปอีกขั้นหนึ่ง โดยปกติจะใช้กรณีที่เป็นทางการมาก ไม่ค่อยพบในชีวิตประจำวันเท่าไหร่นัก ยกเว้นแต่ตอนไปติดต่อราชการ หรือทำธุรกรรมในสถานที่ต่างๆ จะใช้ &#8220;ซะมะ&#8221; ต่อท้ายชื่อเวลาประกาศเรียก แต่คำว่า &#8220;ซะมะ&#8221; นี้จะใช้กันเสมอๆ ขึ้นต้นอีเมล์เพื่อแสดงความสุภาพ ประมาณว่าปกติคุยกันก็เรียกกันด้วย &#8220;ซัง&#8221; แต่พอเขียนอีเมล์ก็จะเรียกด้วย &#8220;ซะมะ&#8221; เพื่อให้เป็นทางการและสุภาพขึ้น</li>
<li>君 (くん; คุง) เป็นคำต่อท้ายที่ค่อนข้างแปลก คือโดยทั่วไปมักจะใช้เรียกผู้ชายที่มีอายุเท่ากันหรือน้อยกว่า เช่น เพื่อน รุ่นน้อง บางครั้งก็ใช้เรียกสัตว์ตัวผู้เพื่อแสดงความน่ารัก เช่น ปังคุง แต่คำว่า &#8220;คุง&#8221; นี้ก็ใช้ในการเรียกชื่อ ส.ส. และส.ว. เวลามีการอภิปรายกันในสภาด้วย คือประธานจะเรียกชื่อ (นามสกุล) คนนั้นต่อท้ายด้วยคุงเสมอ ใช้ได้กับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย</li>
<li>ちゃん (จัง) ใช้เรียกได้ตั้งแต่เพื่อนที่สนิทกันมากๆ (ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย) หรืออาจจะใช้เวลาเรียกชื่อเด็กเล็กๆ ทั้งเด็กหญิงและเด็กชาย คำว่า &#8220;จัง&#8221; นี้จะใช้แสดงความสนิทสนม และสื่อถึงความน่ารัก</li>
<li>先生 (せんせい; เซ็นเซ)​ จะใช้ใกล้เคียงกับคำว่า &#8220;อาจารย์&#8221; ในภาษาไทย คือใช้เรียก &#8220;ครู&#8221; เพื่อแสดงความเคารพ แต่ในภาษาญี่ปุ่น จะใช้คำว่า &#8220;เซ็นเซ&#8221; กับคนที่ประกอบอาชีพต่างๆ อีกหลายอาชีพด้วย เท่าที่รู้ก็มี หมอ ทนายความ นักเขียน (รวมถึงนักเขียนการ์ตูน) ศิลปินแขนงต่างๆ และนักการเมือง</li>
</ol>
<p>ทั้งหมดนี้เป็นคำที่ใช้กันบ่อยๆ หรือใช้บ้างในบทสนทนา แต่ถ้าเป็นจดหมาย หรือเอกสารที่เป็นทางการ ก็อาจจะมีการใช้คำอื่นๆ อีก เช่น 殿 (どの; โดะโนะ) ที่ใช้ขึ้นต้นจดหมายแบบสุภาพ ประมาณจดหมายที่บริษัทส่งถึงลูกค้า หรือ 氏 (し; ชิ) ที่เป็นคำสุภาพ กลางๆ ไม่มีการยกย่อง เป็นต้น</p>
<p>การเรียกชื่อคนอื่นโดยไม่เติมคำลงท้ายในภาษาญี่ปุ่น (ในภาษาญี่ปุ่นจะเรียกว่า 呼び捨て (よびすて; โยะบิซึเตะ)) ถือเป็นการเสียมารยาทมาก ยกเว้นกรณีสนิทกัน ผู้ใหญ่เรียกเด็ก หรือรุ่นพี่เรียกรุ่นน้อง อาจารย์ผู้ใหญ่มากๆ ส่วนใหญ่จะเรียกนักเรียนโดยไม่มีคำลงท้าย แต่ถ้าอาจารย์ยังไม่แก่มากก็อาจจะเติม &#8220;คุง&#8221; หรือ &#8220;ซัง&#8221; แล้วแต่กรณี ดังนั้นถ้าจะเรียกคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่า คนญี่ปุ่นจะต้องหาอะไรมาเติมท้ายชื่อเสมอ ไม่มีการเรียกชื่อห้วนๆ โดยเด็ดขาด แม้ว่าคุยกันด้วยภาษาอังกฤษก็ตาม เพื่อป้องกันความรู้สึกตะขิดตะขวงใจ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cholwich.org/wordpress/2008/06/24/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>CHANGE</title>
		<link>http://cholwich.org/wordpress/2008/05/14/change/</link>
		<comments>http://cholwich.org/wordpress/2008/05/14/change/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 14 May 2008 14:36:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>cholwich</dc:creator>
				<category><![CDATA[drama]]></category>
		<category><![CDATA[japanese]]></category>
		<category><![CDATA[politics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cholwich.org/wordpress/?p=61</guid>
		<description><![CDATA[CHANGE เป็นละครสามทุ่มวันจันทร์ (คนญี่ปุ่นนิยมเรียกว่า 月９ (เก็ทสึคุ)) เรื่องล่าสุด นำแสดงโดย &#8220;คิมูระ ทะคุยะ&#8221; จุดเด่นที่ทำให้ตั้งหน้าตั้งตารอดูละครเรื่องนี้ ก็คือจุดขาย ที่บอกว่า &#8220;จะเกิดอะไรขึ้นถ้าอยู่ๆ ครูประถม กลายมาเป็นนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น&#8221; ละครเรื่องนี้เสนอเรื่องราวเกี่ยวกับนักการเมือง และระบบการเมืองของญี่ปุ่น โดยมุ่งไปที่ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นตามชื่อเรื่อง (ชื่อเรื่องนี้คงอิงจากกระแสโอบามาด้วย) ระบบการเมืองญี่ปุ่นก็ไม่ต่างจากการเมืองไทยเท่าไรนัก ผลประโยชน์ และเงินทอง ยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในหมู่นักการเมือง การจัดสรรตำแหน่งต่างๆ ก็เกิดจากการต่อรองผลประโยชน์ต่างๆ ทางการเมืองระหว่างมุ้ง กลุ่มการเมือง และพรรคร่วมรัฐบาล ถ้าผลประโยชน์ลงตัวอะไรก็เกิดขึ้นได้ ผมมักจะเห็นบ่อยๆ ว่า คนไทยเรามักจะแสดงความชื่นชมนักการเมืองญี่ปุ่นอยู่เสมอๆ ที่รีบลาออกเวลาเกิดข้อกล่าวหาในเรื่องความซื่อสัตย์หรือจริยธรรม แต่เท่าที่เคยเห็นมา ผมรู้สึกว่านักการเมืองญี่ปุ่นที่ลาออกส่วนใหญ่ ไม่ได้เกิดจากการสำนึกด้วยตัวเองสักเท่าไหร่ แต่เกิดจากการกดดันของสังคม และสื่อมวลชน ซึ่งกระแสเหล่านี้จะรุนแรงมาก จนกระทั่งอาจลุกลามไปถึงคะแนนนิยมของพรรคได้ อย่างนายกฯ คนที่แล้วของญี่ปุ่น ที่ไม่ยอมจัดการรัฐมนตรีที่มีปัญหา ทำให้พรรคถึงกับเสียเสียงข้างมากในสภาสูง นายกฯ ต้องก็ตัดใจลาออกไปหลังจากรับตำแหน่งได้ไม่ถึงปี ด้วยเหตุนี้เวลาเกิดปัญหาอะไรขึ้น ส่วนใหญ่พรรคจึงต้องรีบกดดันคนของตัวเอง หรือทำอะไรสักอย่างหยุดกระแสนี้ ก็เลยเกิดการลาออกขึ้นในที่สุด ผมรู้สึกว่าการเมืองไทยก็กำลังจะกลายไปในแนวทางนี้เช่นเดียวกับญี่ปุ่น เมื่อสังคมเริ่มรับรู้สิ่งต่างๆ มากขึ้น และพยายามผลักดันสิ่งต่างๆ ตามที่สังคมต้องการ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>CHANGE เป็นละครสามทุ่มวันจันทร์ (คนญี่ปุ่นนิยมเรียกว่า 月９ (เก็ทสึคุ)) เรื่องล่าสุด นำแสดงโดย &#8220;คิมูระ ทะคุยะ&#8221; จุดเด่นที่ทำให้ตั้งหน้าตั้งตารอดูละครเรื่องนี้ ก็คือจุดขาย ที่บอกว่า &#8220;จะเกิดอะไรขึ้นถ้าอยู่ๆ ครูประถม กลายมาเป็นนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น&#8221; ละครเรื่องนี้เสนอเรื่องราวเกี่ยวกับนักการเมือง และระบบการเมืองของญี่ปุ่น โดยมุ่งไปที่ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นตามชื่อเรื่อง (ชื่อเรื่องนี้คงอิงจากกระแสโอบามาด้วย)</p>
<p>ระบบการเมืองญี่ปุ่นก็ไม่ต่างจากการเมืองไทยเท่าไรนัก ผลประโยชน์ และเงินทอง ยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในหมู่นักการเมือง การจัดสรรตำแหน่งต่างๆ ก็เกิดจากการต่อรองผลประโยชน์ต่างๆ ทางการเมืองระหว่างมุ้ง กลุ่มการเมือง และพรรคร่วมรัฐบาล ถ้าผลประโยชน์ลงตัวอะไรก็เกิดขึ้นได้ ผมมักจะเห็นบ่อยๆ ว่า คนไทยเรามักจะแสดงความชื่นชมนักการเมืองญี่ปุ่นอยู่เสมอๆ ที่รีบลาออกเวลาเกิดข้อกล่าวหาในเรื่องความซื่อสัตย์หรือจริยธรรม แต่เท่าที่เคยเห็นมา ผมรู้สึกว่านักการเมืองญี่ปุ่นที่ลาออกส่วนใหญ่ ไม่ได้เกิดจากการสำนึกด้วยตัวเองสักเท่าไหร่ แต่เกิดจากการกดดันของสังคม และสื่อมวลชน ซึ่งกระแสเหล่านี้จะรุนแรงมาก จนกระทั่งอาจลุกลามไปถึงคะแนนนิยมของพรรคได้ อย่างนายกฯ คนที่แล้วของญี่ปุ่น ที่ไม่ยอมจัดการรัฐมนตรีที่มีปัญหา ทำให้พรรคถึงกับเสียเสียงข้างมากในสภาสูง นายกฯ ต้องก็ตัดใจลาออกไปหลังจากรับตำแหน่งได้ไม่ถึงปี ด้วยเหตุนี้เวลาเกิดปัญหาอะไรขึ้น ส่วนใหญ่พรรคจึงต้องรีบกดดันคนของตัวเอง หรือทำอะไรสักอย่างหยุดกระแสนี้ ก็เลยเกิดการลาออกขึ้นในที่สุด ผมรู้สึกว่าการเมืองไทยก็กำลังจะกลายไปในแนวทางนี้เช่นเดียวกับญี่ปุ่น เมื่อสังคมเริ่มรับรู้สิ่งต่างๆ มากขึ้น และพยายามผลักดันสิ่งต่างๆ ตามที่สังคมต้องการ</p>
<p>เข้ารกเข้าพงไปเยอะแล้ว กลับมาที่ละครดีกว่า ละครเรื่องนี้เริ่มด้วยอุบัติเหตุครั้งหนึ่ง ซึ่งทำให้ อะซะคุระ เคตะ ครูประจำชั้นป.5 ของโรงเรียนเล็กๆ ในจังหวัดนะงะโนะ สูญเสียพ่อ และพี่ชายอย่างกะทันหัน เหตุการณ์นี้ทำให้เคตะซึ่งไม่สนใจ (และเกลียด) การเมืองต้องเข้ามาสู่แวดวงการเมือง เพราะพ่อเป็นส.ส.หลายสมัยของจังหวัดฟุคุโอกะ จากไปพร้อมกับพี่ชายซึ่งเป็นทายาททางการเมืองของพ่อ เคตะตกปากรับคำลงสมัครเลือกตั้งซ่อม ด้วยคิดว่าถ้าสอบตกก็คงจะไม่มีใครสนใจ หรือมาวุ่นวายกับตัวเองอีก สุดท้ายพอไปเดินสายหาเสียง เคตะก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันของคู่แข่ง ซึ่งยกเอาข้อกล่าวหาว่าพ่อของเคตะรับเงินจากเอกชนมาโจมตี ในวันสุดท้ายของการหาเสียง เคตะจึงต้องปราศัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งเขาก็ยอมรับว่าตัวเองก็คิดว่าข้อกล่าวหานั้นเป็นเรื่องจริง ในตอนนั้นเคยถามแล้ว พ่อก็ไม่ปฎิเสธ แถมยังมีเหตุผลด้วยว่า &#8220;การเมืองต้องใช้เงิน&#8221; คำตอบนี้ทำให้เคตะเกลียด และพยายามหลีกหนีจากการเมือง  เพราะคิดว่าไม่ควรจะมีเหตุผลอะไรก็ตาม ที่สามารถนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และไม่อยากสอนสิ่งเหล่านี้แก่เด็กๆ สุดท้ายเคตะขอโทษแทนพ่อในสิ่งที่พ่อทำลงไป เหตุการณ์ที่ส่งผลให้เคตะได้รับเลือกตั้งอย่างเฉียดฉิว ทั้งหมดนี้เป็นเนื้อหาในตอนแรก ซึ่งคงจะต้องติดตามต่อไปด้วยใจระทึก ว่าเคตะจะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้ยังไง และจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในการเมืองญี่ปุ่น</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cholwich.org/wordpress/2008/05/14/change/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
