มาเขียนต่อจากเมื่อวาน ยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับคำทักทายอยู่ แต่วันนี้จะพูดถึงประโยคที่เกี่ยวกับการขอบคุณ และขอโทษแบบต่างๆ ในภาษาญี่ปุ่น
คิดว่าคนส่วนใหญ่คงรู้กันอยู่แล้วว่า คำขอบคุณในภาษาญี่ปุ่น จะพูดว่า ありがとう (arigatou) ถ้าจะพูดให้เป็นคำสุภาพขึ้น ใช้กับผู้ใหญ่ เป็นทางการ ก็เป็น ありがとうございます (arigatou gozaimasu) ถ้าหากจะให้แปลว่าขอบคุณมากแบบสุภาพ ก็จะพูดยาวขึ้นอีกเป็น どうもありがとうございます (doumo arigatou gozaimasu) ภาษาญี่ปุ่นนี่ส่วนใหญ่ยิ่งยาวรุงรังเท่าไหร่ ก็จะยิ่งสุภาพเท่านั้น
แต่บางทีเราอาจจะพูดสั้นๆ แค่ どうも(doumo) ก็ขอบคุณเหมือนกัน ความสุภาพและระดับความเป็นทางการจะต่างกันหน่อย คำขอบคุณนี้บางครั้งก็อาจจะใช้เป็นรูปอดีต เพื่อเน้นถึงความขอบคุณในสิ่งที่ทำไปแล้ว โดยจะเปลี่ยนตอนท้ายให้เป็นรูปอดีต เป็น ありがとうございました (arigatou gozaimashita) ส่วนใหญ่มักจะใช้กันตามบริษัท ห้าง ร้านต่างๆ เช่น เวลาไปซื้อของเสร็จแล้ว พนักงานในร้านก็มักจะพูดอย่างนี้ เพื่อบอกว่าขอบคุณที่มาซื้อของ (ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จบไปแล้ว เป็นอดีตไปแล้ว) แต่ผมก็จะรู้สึกแปลกๆ กับรูปอดีตนี้เสมอ เพราะจะรู้สึกว่ามันจบไปแล้ว แปลว่าเราจะไม่ต้องไปซื้ออีกเหรอ
เรื่องนี้จะต่างจากร้านค้าแบบโชห่วยสมัยเก่า ส่วนใหญ่คนขาย (มักจะเป็นลุงๆ) จะพูดว่า 毎度ありがとう (maido arigatou) ซึ่ง 毎度 นี้แปลว่า ทุกครั้ง หมายถึงว่าขอบคุณที่มีในบริการเสมอๆ จนแถวๆ โอซาก้า ลุงแกจะย่อกันเหลือพูดแค่ 毎度 (maido) เป็นอันรู้กันว่าขอบคุณ ถ้าเป็นสำเนียงเกียวโตส่วนใหญ่ก็จะพูดว่า おおきに (ookini) ซึ่งจะมีความหมายว่า มาก คล้ายๆ กับ どうも นั้นแหละ ไม่รู้ทำไมแต่ผมจะรู้สึกว่าคำขอบคุณแบบเกียวโต ดูน่ารัก นิ่มนวลกว่า แม้ว่ามันจะดูเหน่อไปซะหน่อย บังเอิญผมอยู่โตเกียวมาก่อน เวลาฟังเสียงคนโอซาก้า คนเกียวโตพูด ก็จะรู้สึกว่ามันเหน่อๆ แปร่งๆ ดูบ้านนอก แต่ก็ยังสงสัยว่า คนเกียวโต เวลาได้ยินคนโตเกียวพูดจะรู้สึกว่าเหน่อไหม ความเหน่อเป็นแค่ความต่างของเสียง หรือมากกว่านั้น ผมรู้สึกว่ามันมากกว่านั้น น่าเอาไปทำเป็นงานวิจัย แต่จุดเด่นของคนคันไซ (ละแวกเกียวโต โอซาก้า) ที่ผมรู้สึกแตกต่างจากคนไทยที่พูดสำเนียงอื่นๆ ก็คือ คนคันไซจะมีความภูมิใจในสำเนียงพูดของตัวเองสูง พูดได้โดยไม่เคอะเขิน ไม่สนใจด้วยว่าจะต้องพูดให้เหมือนสำเนียงโตเกียว แถมบางคนยังบอกอีกว่าสำเนียงโตเกียวฟังแล้วเห่ยมาก ไม่มีความนุ่มนวล อันนี้พอมาอยู่คันไซผมก็รู้สึกว่าจริง แล้วก็คิดถึงตัวเองตอนมาอยู่กรุงเทพใหม่ๆ พยายามออกเสียงว่า “เค้า” เวลาจะพูดคำว่า “เขา” เพราะไม่อยากโดนล้อ (จริงๆ โดนล้อก่อนแล้วค่อยหัดทีหลัง) ทั้งๆ ที่คนกรุงเทพนั่นแหละออกเสียงเพื้ยน
ชักจะยาวแล้ว จบตรงนี้ก่อนดีกว่า ไว้คราวหน้าจะพูดถึงคำขอโทษแบบต่างๆ
Tags: ทักทาย, ภาษาญี่ปุ่น, japanese
วันนี้จะพูดถึงประโยคพื้นฐานในภาษาญี่ปุ่น คือ “คำทักทาย” หรือที่เรียกว่า 挨拶 (aisatsu, ไอซะทสึ) โดยวัฒนธรรมของญี่ปุ่นแล้ว คนญี่ปุ่นมักจะเป็นพวกไปมาลาไหว้ ฉะนั้นเวลาจะทำอะไรก็จะต้องมีคำทักทายให้ใช้อยู่เสมอๆ ประมาณว่าถ้าไม่พูดประโยคพวกนี้ก็จะดูไม่มีมารยาท
เริ่มที่ประโยคแรก ที่จะต้องใช้บ่อยมากๆ ก็คือ おはようございます (ohayou-gozaimasu) แปลว่า สวัสดีตอนเช้า เป็นคำทักทายแรกที่เราจะต้องพูดเมื่อพบคนอื่นๆ ในตอนเช้า เช่น เมื่อเจอหน้ากันในที่ทำงานตอนเช้า ถ้าเป็นเพื่อน รุ่นน้อง หรือคนระดับเดียวกันที่สนิทกันหน่อย อาจจะพูดแค่ おはよう (ohayou) ก็พอ ทีนี้ถ้าเป็นพวกเด็กมหาวิทยาลัยจะพูดประโยคยาวๆ แบบเดิมๆ ก็คงจะน่าเบื่อ ถ้าเป็นผู้ชายเวลาเจอหน้ากัน ส่วนใหญ่จะพูดแค่ おっす (ossu) ออกเสียงประมาณ “ออสสสสส” ลากเสียงเอสยาวๆ หน่อย คือมันออกเสียงแค่ตัวแรกกับตัวสุดท้ายของประโยคเท่านั้น ตอนแรกๆ ที่ยังไม่คุ้นเวลาเจอรุ่นน้องหรือเพื่อนทักแบบนี้ ผมก็งงไปเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วไอ้ “ออสสสส” นี้ ก็จะใช้กันได้ทุกเวลา ขอให้เป็นการเจอหน้ากันครั้งแรกของวันนั้น บางทีเจอกันตอนมืดๆ ก็ทักกันแบบนี้เหมือนกัน ด้วยเหตุนี้ตอนไปอยู่ญี่ปุ่นใหม่ๆ จึงมีเพื่อนฝรั่งของผมคนหนึ่งโดนทักว่า “good morning” ตอนเวลาประมาณสองทุ่ม เพราะเด็กญี่ปุ่นมันแปลข้อความกันแบบตรงตัว
นอกจากสวัสดีตอนเช้าแล้ว ญี่ปุ่นยังมี こんにちは (konnichiwa) กับ こんばんは (kombanwa) ไว้ใช้เวลาสายๆ ไปจนบ่าย กับใช้ตอนเย็นๆ มืดๆ ซึ่งก็จะใช้เมื่อเจอหน้าครั้งแรกเหมือนกัน แต่ผมจะรู้สึกเสมอๆ ว่า จะใช้สองประโยคนี้ส่วนใหญ่กับคนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน เช่น แขกที่มาพบตอนกลางวัน หรือคนข้างบ้านที่เจอตอนเย็นๆ เพราะว่าถ้าคนที่เจอกันบ่อยๆ ในที่ทำงานก็มักจะเจอกันตั้งแต่เช้าๆ แล้ว นอกจากนี้โดยสถิติแล้วคำว่า こんばんは (kombanwa) จะมีโอกาสใช้น้อยกว่า เพราะช่วงเวลาที่ใช้ こんにちは (konnichiwa) มักจะค่อนข้างยาว บางทีพลบค่ำแล้วก็ยังใช้กันอยู่ เอาแน่เอานอนไม่ได้
นอกจากสวัสดีแล้ว เวลาจะออกจากที่ทำงาน หรือห้องแล็บ ประโยคที่มักจะต้องพูดเสมอๆ ก็คือ おさきにしつれします (osakini shitsureshimasu) ซึ่งแปลประมาณว่า ขอโทษด้วยแต่กลับก่อนนะ หรือสั้นๆ ก็เป็น おさきに (osakini) คือจะกลับบ้านก่อนเพื่อนก็ต้องบอกลาสักหน่อย ซึ่งคนที่ยังอยู่ก็จะต้องพูดตอบว่า お疲れ様でした (otsukaresama deshita) ซึ่งแปลแบบไม่ตรงตัวว่า ขอบคุณสำหรับความเหน็ดเหนื่อยที่ทำงานมาด้วยกัน ถ้าพูดกับเพื่อนก็เหลือแค่ お疲れ (otsukare) ประโยคนี้มักใช้บ่อยๆ เวลาช่วยกันทำงานอะไรสักอย่างแล้วงานเสร็จเรียบร้อยไปด้วยดี แต่ละคนก็มักจะพูดประโยคนี้ให้กัน ทีนี้จะมีอีกประโยคที่มีลักษณะขอบคุณคล้ายๆ กัน แต่ใช้คนละแบบ คือ ご苦労様でした (gokurousama deshita) ซึ่งก็แปลประมาณว่า ขอบคุณสำหรับความลำบากเหมือนกัน แต่ใช้สำหรับเวลาที่คนอื่นลำบากเพื่อทำอะไรให้เรา เช่น เวลามีบริษัทส่งของเอาของมาส่งที่บ้าน เวลารับของเสร็จแล้ว ก็จะพูดประโยคนี้กับคนส่งของ เพื่อขอบคุณสำหรับความเหนื่อยของเขา ที่ไม่ใช่ของเรา
สุดท้ายของวันนี้ จบด้วยประโยคลาไปนอน ซึ่งจะใช้ว่า おやすみなさい (osayumi nasai) ซึ่งแปลประมาณว่า ราตรีสวัสดิ์ หรือ good night จริงๆ แล้วญี่ปุ่นยังมีคำทักทายอีกเยอะ นี่ยังเพิ่งเขียนไปแค่ 10% เอาไว้มาเขียนต่อวันหลัง
Tags: ทักทาย, ภาษาญี่ปุ่น, japanese
แม้ว่าจะเขียนไม่ค่อยสม่ำเสมอ แต่ก็พยายามจะเขียนอะไรเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นเรื่อยๆ ถ้าความขี้เกียจ และความยุ่งไม่ครอบงำ ไหนๆ ก็เป็นเทศกาลปีใหม่แล้ว ขอพูดถึงคำทักทายเกี่ยวกับปีใหม่ละกัน
เอาเป็นว่า วันนี้ขอจบไว้ที่ตรงนี้ よいおとしを!
อ้างอิง http://oshiete1.goo.ne.jp/qa738713.html
Tags: ปีใหม่, ภาษาญี่ปุ่น
ด้วยความอยากวันนี้ยอมลงทุนขับรถเข้าเมือง (ใช้เวลาสิริรวมทั้งสิ้น 6 ชม.) เพื่อไปดูหนังเรื่อง “อิคิงามิ” ที่โรงหนังสยาม ดูแล้วไม่ผิดหวัง แม้ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนเนื้อเรื่องไป อาจจะแตกต่างจากการ์ตูนบ้าง แต่บทก็ทำได้เหมาะกับภาพยนตร์ มีรายละเอียดต่างๆ ที่ทำให้น่าสนใจขึ้น ชอบที่สุดตรงที่มีรายการ music bomb ซึ่งเลียนแบบรายการ music station ที่มีอยู่จริงได้ค่อนข้างเหมือนโดยเฉพาะตอนนั่งคุยกับนักร้อง หนังเรื่องนี้อาจจะมีจุดอ่อนอยู่บ้างในเรื่องความต่อเนื่อง เนื่องจากเนื้อเรื่องของหนังแบ่งออกเป็นตอนย่อยๆ 3 ตอน แต่ก็ยังชอบบทสรุปตอนท้ายเรื่อง คิดว่าถ้ากระแสดีคงจะได้เห็นภาคต่อไปในไม่ช้า
ถ้าจะเล่าเรื่องย่ออีก ก็รู้สึกว่าจะซ้ำกับที่ @idiotao เล่าไว้แล้ว แถมอาจจะเล่าได้ไม่ดีเท่า เอาเป็นว่าอ่านของ @idiotao เลยดีกว่า (ง่ายดี) ที่นี่เลย แต่ไหนๆ ก็เขียนถึงเรื่องนี้แล้ว ทำตัวให้เป็นประโยชน์นิดนึง เขียนถึงภาษาญี่ปุ่นที่เกี่ยวกับหนังและการ์ตูนเรื่องนี้ดีกว่า
คำว่า “อิคิงามิ” ชื่อเรื่องนี้ เวลาเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่น มักจะใช้ตัวคะตะคะนะ เป็น イキガミ แต่ถ้าดูตามเว็บต่างๆ เช่น wikipedia (ผมไม่เคยเห็นต้นฉบับภาษาญี่ปุ่นเหมือนกัน) จะใช้ตัวคันจิว่า 逝紙 ซึ่งตัวแรก 逝 แปลว่า “ตาย” อักษรตัวนี้มีจะหมายถึง “ไป” ก็ได้ ไม่ค่อยเห็นใช้กันทั่วไปเท่าไหร่ คำว่าคามิ (紙, kami) แปลว่า “กระดาษ” จะเห็นว่ามีการแปลงเสียงเล็กน้อยเมื่อเอามาต่อกับ 逝 รวมกันก็เลยกลายเป็น “ใบแจ้งการตาย” ตามเนื้อเรื่อง ซึ่งคนแต่งเขาก็อุตส่าห์คิดชื่อทางการไว้ให้ด้วยเป็น 死亡予告証 (ชิโบโยะโคะคุโช, 死亡=ชิโบ=ตาย, 予告=โยะโคะคุ=แจ้งให้ทราบล่วงหน้า, 証=โช=เอกสารหรือหลักฐาน)
เมื่อพูดถึงอิคิงามิแล้ว ก็ควรจะพูดถึงศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับความตาย คำกริยาที่หมายความว่าตาย คือ 死ぬ (ชินุ) ซึ่งกริยาที่ผมรู้จักตัวเดียวที่ลงท้ายด้วย นุ (ぬ) รูปสุภาพก็จะเป็น 死にます (ชินิมะซึ) ตัวอักษร 死 นี้ออกเสียงจีนว่า ชิ ซึ่งพ้องเสียงกับเลข 4 ที่เรียกว่า ชิ เหมือนกัน ในญี่ปุ่นเลข 4 เลยกลายเป็นเลขที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะมีเสียงที่ไม่เป็นมงคล
วิธีใช้คำกริยานี้ ถ้าจะบอกว่าใครตายก็ไม่ยาก เช่น あの人は死にました。(อะโนะฮิโตะ วะ ชินิมะชิตะ, เขาคนนั้นตายแล้ว) ซึ่งเป็นประโยคแบบปกติไม่สุภาพเท่าไหร่ ถ้าเป็นคนรู้จั เพิ่มความสุภาพ ความเป็นทางการ เข้าไปนิดนึง ก็อาจจะใช้ว่า あの人が亡くなりました。(อะโนะฮิโตะ งะ นะคุนะริมะชิตะ) คำว่า 亡い (นะอิ) แปลว่าตายเหมือนกันแต่เป็นคำวิเศษณ์ จึงเอามาใช้ร่วมกับกริยา なります (นะริมะซึ) ที่แปลว่า “กลายเป็น” สำหรับคนหัดเรียนภาษาญี่ปุ่นใหม่ๆ ควรระวังประโยคหลังให้ดีเหมือนกัน เพราะถ้าจะพูดว่าใครสักคน ไม่อยู่แล้ว เดินหายไปไหนไม่รู้ (แต่ไม่ได้ตาย) อาจจะพูดว่า あの人がいなくなりました。(อะโนะฮิโตะ งะ อินะคุนะริมะชิตะ) เติม “อิ” ไปแค่ตัวเดียว ความหมายเป็นคนละเรื่องเลย จึงควรระวังให้ดี ไม่ฉะนั้นคนเดินหายไป อาจจะกลายเป็นคนตายไปได้
รู้สึกว่าออกนอกทะเลไปไกลมาก เริ่มด้วยเรื่อง อิคิงามิ สุดท้ายกลายเป็นศัพท์เกี่ยวกับความตายไปแล้ว จึงขอจบไว้เพียงเท่านี้
Tags: ตาย, ภาพยนตร์, ภาษาญี่ปุ่น, อิคิงามิ
หลังจากงานราษฎร์ งานหลวง และโรคภัยไข้เจ็บรุมเร้า วันนี้มาเพิ่มคำศัพท์ภาษาญี่ปุ่นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ต่ออีกหน่อยดีกว่า วันนี้ว่าด้วยฮาร์ดแวร์ทั้งหลาย และศัพท์เกี่ยวข้องที่ @wittawatj แนะนำไว้
Tags: คอมพิวเตอร์, ภาษาญี่ปุ่น, japanese