แม้ว่าจะเขียนไม่ค่อยสม่ำเสมอ แต่ก็พยายามจะเขียนอะไรเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นเรื่อยๆ ถ้าความขี้เกียจ และความยุ่งไม่ครอบงำ ไหนๆ ก็เป็นเทศกาลปีใหม่แล้ว ขอพูดถึงคำทักทายเกี่ยวกับปีใหม่ละกัน
- ประโยคทักทายที่คนญี่ปุ่นพูดกัน ในความหมายว่า “สวัสดีปีใหม่” ก็คือ 「明けまして、おめでとうございます」(Akemashite Omedetou-gozaimasu) ความหมายของประโยคก็ตรงตัว คือ 明ける (akeru) แปลว่าขึ้นวันหรือปีใหม่ แปลงรูปเป็น 明けまして เพื่อให้แปลว่า ขึ้นปีใหม่แล้ว ส่วน おめでとうございます แปลว่า ยินดี (แบบสุภาพ ถ้าพูดกับเพื่อนจะตัด ございます ออกก็ได้) รวมกันจึงมีความหมายเช่นเดียวกับสวัสดีปีใหม่ คนญี่ปุ่นมักจะทักทายกันด้วยประโยคนี้ เมื่อเจอกันครั้งแรกหลังจากขึ้นปีใหม่แล้ว บางทีอาจจะเพิ่มคำว่าปีใหม่เข้าไปด้วย เป็น 新年明けましておめでとうございます (Shin-nen Akemashite Omedetou-gozaimasu) คำว่า 新年 (Shin-nen; 新=shin=ใหม่; 年=nen=ปี) แปลว่าปีใหม่ ใช้อักษรจีนตัวเดียวกับซินเจีย ในซินเจียยู่อี่ที่พูดกันตอนตรุษจีนนั่นแหละ
- ทีนี้ถ้าไปกินเลี้ยงส่งท้ายปีเก่า ก่อนจะแยกกัน คนญี่ปุ่นมักจะพูดว่า 「よいおとしを」 หรือ 「良いお年を」(Yoi o-toshi wo; 良い=Yoi=ดี; 年=toshi=ปี) ซึ่งเป็นประโยคทักทาย ที่ย่อมาจาก 「良いお年をお迎えください」(Yoi o-toshi wo o-mukae-kudasai) คำกริยา 迎える (mukaeru) แปลว่า รอสิ่งที่จะมาถึง โดยคร่าวๆ จึงแปลว่า “ขอให้ปีหน้าที่จะมาถึงเป็นปีที่ดี” แต่จริงๆ ประโยคนี้จะมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้น เพราะโดยปกติก่อนจะถึงปีใหม่ คนญี่ปุ่นจะต้องเตรียมตัวหลายๆ อย่าง เช่น ทำความสะอาดบ้าน หรือที่ทำงานครั้งใหญ่ ที่เรียกว่า 大掃除 (ousouji) จึงมีคนบอกว่าประโยคทักทายนี้ จะมีความหมายรวมถึงปีนี้ด้วยว่า “เพื่อให้ปีหน้าที่จะมาถึงเป็นปีที่ดี ขอให้ผ่านส่วนที่เหลืออยู่ของปีนี้ไปได้ด้วยดี”
เอาเป็นว่า วันนี้ขอจบไว้ที่ตรงนี้ よいおとしを!
อ้างอิง http://oshiete1.goo.ne.jp/qa738713.html
japanese
ปีใหม่, ภาษาญี่ปุ่น
ด้วยความอยากวันนี้ยอมลงทุนขับรถเข้าเมือง (ใช้เวลาสิริรวมทั้งสิ้น 6 ชม.) เพื่อไปดูหนังเรื่อง “อิคิงามิ” ที่โรงหนังสยาม ดูแล้วไม่ผิดหวัง แม้ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนเนื้อเรื่องไป อาจจะแตกต่างจากการ์ตูนบ้าง แต่บทก็ทำได้เหมาะกับภาพยนตร์ มีรายละเอียดต่างๆ ที่ทำให้น่าสนใจขึ้น ชอบที่สุดตรงที่มีรายการ music bomb ซึ่งเลียนแบบรายการ music station ที่มีอยู่จริงได้ค่อนข้างเหมือนโดยเฉพาะตอนนั่งคุยกับนักร้อง หนังเรื่องนี้อาจจะมีจุดอ่อนอยู่บ้างในเรื่องความต่อเนื่อง เนื่องจากเนื้อเรื่องของหนังแบ่งออกเป็นตอนย่อยๆ 3 ตอน แต่ก็ยังชอบบทสรุปตอนท้ายเรื่อง คิดว่าถ้ากระแสดีคงจะได้เห็นภาคต่อไปในไม่ช้า
ถ้าจะเล่าเรื่องย่ออีก ก็รู้สึกว่าจะซ้ำกับที่ @idiotao เล่าไว้แล้ว แถมอาจจะเล่าได้ไม่ดีเท่า เอาเป็นว่าอ่านของ @idiotao เลยดีกว่า (ง่ายดี) ที่นี่เลย แต่ไหนๆ ก็เขียนถึงเรื่องนี้แล้ว ทำตัวให้เป็นประโยชน์นิดนึง เขียนถึงภาษาญี่ปุ่นที่เกี่ยวกับหนังและการ์ตูนเรื่องนี้ดีกว่า
คำว่า “อิคิงามิ” ชื่อเรื่องนี้ เวลาเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่น มักจะใช้ตัวคะตะคะนะ เป็น イキガミ แต่ถ้าดูตามเว็บต่างๆ เช่น wikipedia (ผมไม่เคยเห็นต้นฉบับภาษาญี่ปุ่นเหมือนกัน) จะใช้ตัวคันจิว่า 逝紙 ซึ่งตัวแรก 逝 แปลว่า “ตาย” อักษรตัวนี้มีจะหมายถึง “ไป” ก็ได้ ไม่ค่อยเห็นใช้กันทั่วไปเท่าไหร่ คำว่าคามิ (紙, kami) แปลว่า “กระดาษ” จะเห็นว่ามีการแปลงเสียงเล็กน้อยเมื่อเอามาต่อกับ 逝 รวมกันก็เลยกลายเป็น “ใบแจ้งการตาย” ตามเนื้อเรื่อง ซึ่งคนแต่งเขาก็อุตส่าห์คิดชื่อทางการไว้ให้ด้วยเป็น 死亡予告証 (ชิโบโยะโคะคุโช, 死亡=ชิโบ=ตาย, 予告=โยะโคะคุ=แจ้งให้ทราบล่วงหน้า, 証=โช=เอกสารหรือหลักฐาน)
เมื่อพูดถึงอิคิงามิแล้ว ก็ควรจะพูดถึงศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับความตาย คำกริยาที่หมายความว่าตาย คือ 死ぬ (ชินุ) ซึ่งกริยาที่ผมรู้จักตัวเดียวที่ลงท้ายด้วย นุ (ぬ) รูปสุภาพก็จะเป็น 死にます (ชินิมะซึ) ตัวอักษร 死 นี้ออกเสียงจีนว่า ชิ ซึ่งพ้องเสียงกับเลข 4 ที่เรียกว่า ชิ เหมือนกัน ในญี่ปุ่นเลข 4 เลยกลายเป็นเลขที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะมีเสียงที่ไม่เป็นมงคล
วิธีใช้คำกริยานี้ ถ้าจะบอกว่าใครตายก็ไม่ยาก เช่น あの人は死にました。(อะโนะฮิโตะ วะ ชินิมะชิตะ, เขาคนนั้นตายแล้ว) ซึ่งเป็นประโยคแบบปกติไม่สุภาพเท่าไหร่ ถ้าเป็นคนรู้จั เพิ่มความสุภาพ ความเป็นทางการ เข้าไปนิดนึง ก็อาจจะใช้ว่า あの人が亡くなりました。(อะโนะฮิโตะ งะ นะคุนะริมะชิตะ) คำว่า 亡い (นะอิ) แปลว่าตายเหมือนกันแต่เป็นคำวิเศษณ์ จึงเอามาใช้ร่วมกับกริยา なります (นะริมะซึ) ที่แปลว่า “กลายเป็น” สำหรับคนหัดเรียนภาษาญี่ปุ่นใหม่ๆ ควรระวังประโยคหลังให้ดีเหมือนกัน เพราะถ้าจะพูดว่าใครสักคน ไม่อยู่แล้ว เดินหายไปไหนไม่รู้ (แต่ไม่ได้ตาย) อาจจะพูดว่า あの人がいなくなりました。(อะโนะฮิโตะ งะ อินะคุนะริมะชิตะ) เติม “อิ” ไปแค่ตัวเดียว ความหมายเป็นคนละเรื่องเลย จึงควรระวังให้ดี ไม่ฉะนั้นคนเดินหายไป อาจจะกลายเป็นคนตายไปได้
รู้สึกว่าออกนอกทะเลไปไกลมาก เริ่มด้วยเรื่อง อิคิงามิ สุดท้ายกลายเป็นศัพท์เกี่ยวกับความตายไปแล้ว จึงขอจบไว้เพียงเท่านี้
japanese
ตาย, ภาพยนตร์, ภาษาญี่ปุ่น, อิคิงามิ
หลังจากงานราษฎร์ งานหลวง และโรคภัยไข้เจ็บรุมเร้า วันนี้มาเพิ่มคำศัพท์ภาษาญี่ปุ่นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ต่ออีกหน่อยดีกว่า วันนี้ว่าด้วยฮาร์ดแวร์ทั้งหลาย และศัพท์เกี่ยวข้องที่ @wittawatj แนะนำไว้
- คนญี่ปุ่นมักจะเรียกอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆ โดยทับศัพท์ ซึ่งจะเขียนด้วยตัวคะตะคะนะ ได้แก่ จอภาพ = モニタ (monita), คีย์บอร์ด = キーボード (ki-bo-do), เมาส์ = マウス (mausu), ฮาร์ดดิสก์ = ハードディスク (ha-dodisuku), หน่วยความจำ = メモリ (memori), เมนบอร์ด = マザーボード (maza-bo-do, ลองทายกันดูเองล่ะกันว่ามาจากคำว่าอะไร แต่ไม่ใช่ mainboard), ยกเว้นพวกที่เป็นคำย่อจะใช้ตามภาษาอังกฤษไปอย่างนั้นเลย อย่างเช่น CD-ROM แต่จริงๆ คำนี้ก็มีชื่อเรียกรวมๆ เป็น 光ディスク (hikari disuku) คำว่า 光 แปลว่าแสง รวมแล้วจึงหมายถึง optical disk
- มีจุดสังเกตอยู่จุดหนึ่ง คือ เวลาเขียนเสียงยาวด้วยคะตะคะนะ จะเขียนด้วยเครื่องหมาย ー เสมอ ถ้าเป็นฮิระงะนะจะใช้ตัวอักษรที่แทนเสียงนั้นมากำกับ
- พูดถึงอุปกรณ์ต่างๆ แล้ว ลืมบอกไปว่ารวมๆ แล้ว จะเรียกว่า ハードウェア (ha-do wea) หรือ hardware นั่นเอง
- ที่เหลือก็ศัพท์เกี่ยวข้อง เช่น click = クリック, ถ้าจะบูตเครื่องเริ่มใช้งาน จะใช้ศัพท์บัญญัติว่า 起動 (kidou) แปลว่า เริ่มทำงาน, ส่วนรีบูตจะใช้ว่า 再起動 (saikidou) แปลว่าเริ่มงานใหม่ ตัวคันจิ 再 (sai) เป็น prefix เหมือนกับ re- ในภาษาอังกฤษ
japanese, teaching
คอมพิวเตอร์, ภาษาญี่ปุ่น, japanese
วันนี้เขียนเป็นบลอกแทนเพราะชาวคณะหายไปไหนกันหมดไม่รู้ วันนี้เอาศัพท์เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ล่ะกัน ง่ายดี เนื่องจากศัพท์ส่วนใหญ่มาจากภาษาอังกฤษ เลยเขียนด้วยคะตะคะนะ
- คอมพิวเตอร์ จะเรียกกันโดยทั่วไปว่า “パソコン (pasokon, พะโซะคอน)” หรือเต็มๆ คือ “パーソナルコンピュータ (pasonaru kompyuta, พาโซะนะหรุ คอมปิวตะ)” ซึ่งทับศัพท์มาจาก personal computer แต่เนื่องจากญี่ปุ่นออกเสียงได้แค่ 50 เสียง ก็เลยออกมาเป็นอย่างนี้ คำว่า pasokon นี้เป็นคำกว้างๆ หมายถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ ถ้าจะระบุว่าเป็นคอมพิวเตอร์โน้ตบุค ก็จะเรียกย่อๆ ว่า “ノートパソコン (no-to pasokon, โนโตะ พะโซะคอน)” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “ノート (no-to, โนโตะ)”
- คำเหล่านั้น มักจะใช้กับผู้ใช้โดยทั่วไป ถ้าเป็นคนในวงการ (คอมพิวเตอร์นะ ไม่ใช่บันเทิง) มักจะเรียกคอมพิวเตอร์ แค่ “コンピュータ (kompyuta, คอมปิวตะ)” หรืออาจจะเรียก マシン (mashin, มะชิน)
- อันที่จริงแล้ว ญี่ปุ่นก็มีศัพท์บัญญัติสำหรับคอมพิวเตอร์เหมือนกัน โดยเรียกคอมพิวเตอร์ว่า “計算機 (keisanki, เคซังคิ)” คำว่า “เคซัง (計算)” แปลว่า คำนวณ ส่วน “คิ (機)” เป็นตัวคันจิที่มีความหมายว่า “เครื่องกล” รวมกันจึงแปลว่า “เครื่องคำนวณ” คำนี้ปัจจุบันอาจจะไม่ค่อยเห็นกันเท่าไหร่ มักจะใช้ในเอกสารที่เป็นทางการ แต่คำว่าเคซัง ก็ยังนำไปใช้เรียกชื่อสาขาวิชา เช่น 計算工学 (keisankougaku, เคซังโคงะกุ) สำหรับสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์
- เมื่อพูดถึงคอมพิวเตอร์แล้ว ก็คงจะต้องพูดถึง ข้อมูล ที่เรียกว่า データ (เดตะ) ซึ่งแปลงมาจาก data และ สารสนเทศ ที่ใช้ว่า 情報 (jouhou, โจโฮ) ถ้าเป็นการประมวลผลสารสนเทศ (information processing) ก็จะเรียกว่า 情報処理 (jouhou shori, โจโฮ โซะหริ) คำว่า โซะหริ แปลว่า ประมวลหรือจัดการ ส่วนเทคโนโลยีสารสนเทศ (information technology) จะเรียกว่า 情報技術 (jouhou gijutsu, โจโฮ กิจุทสึ) คำว่า กิจุทสึ แปลว่า เทคโนโลยี
- โดยปกติแล้ว ศัพท์บัญญัติจะเป็นยาขมหม้อใหญ่ สำหรับคนที่ไปเรียนที่ญี่ปุ่น เพราะจะต้องจำทุกอย่างใหม่หมด แถมภาษาญี่ปุ่นมีเสียงน้อยอีก ทำให้ศัพท์ต่างๆ มีแต่เสียง โค โจ โซ … อะไรพวกนี้เต็มไปหมดชวนเวียนหัวเป็นอย่างยิ่ง ผมเองก็อาศัยได้ยินบ่อยๆ แล้วก็จะเริ่มจำได้ ถ้าเริ่มชินก็จะไม่ยากมาก อย่างน้อยวิธีสร้างศัพท์ก็ค่อนข้างง่าย คือภาษาอังกฤษเรียงศัพท์ยังไง ก็แปลเป็นศัพท์บัญญัติของญี่ปุ่นเรียงตามนั้นได้เลย ไม่สับสนมากนัก
ที่จริง ยังมีศัพท์เกี่ยวกับฮาร์ดแวร์ และซอฟท์แวร์อีกหลายคำ เอาไว้มาต่อวันหลังล่ะกัน
japanese
ภาษาญี่ปุ่น, computer, japanese
วันนี้เป็นเรื่อง “สี”
- ในภาษาญี่ปุ่น いろ (iro, 色) แปลว่า สี แต่คำนี้ก็เอาไปใช้ในความหมายว่า หลากหลาย เมื่อใช้ซ้ำกัน เป็น いろいろ (iro-iro, 色々)
- เริ่มด้วยสีง่ายๆ ก่อน สีดำ ใช้ว่า くろい (kuroi, 黒い) ส่วนสีขาว ก็เป็น しろい (shiroi, 白い) อ้อพวกนี้เป็น adjective แบบอิ ถ้าจะใช้เป็นคำนามก็ตัดอิ
- kuro จะแปลว่าสีดำ … shiro ก็สีขาว (อันหลังนี่เป็นชื่อหมาของชินจัง)
- สีที่ชายไทยส่วนใหญ่รู้จัก ก็คือ あおい (aoi, 青い) แปลว่า สีฟ้าหรือเขียว คนญี่ปุ่นจะใช้สองสีนี้ปนกัน (คนไทยก็เป็น ยายผมเรียกหม้อฟ้าว่าหม้อเขียว)
- คำนี้อ่านว่า อะโอะอิ ตามที่เขาสอนกันในเรื่องปิดเทอมใหญ่ ถ้าเป็นท้องฟ้า あおいそら (aoi-sora, 青い空) จะแปลว่าท้องฟ้าสีฟ้า
- @kiznaps ใช่ครับ みどり ก็แปลว่าสีเขียว แต่อะโอะอิก็เขียวเหมือนกัน เช่น あおいはっぱ(aoi-happa) แปลว่าใบไม้สีเขียว หรือถ้าไฟจราจรสีเขียว ก็ใช้ あおしんごう
- พอมีเขียวแล้ว ก็เอาไฟจราจรให้ครบเลย แดง ใช้ว่า あか (aka, 赤) ส่วนสีเหลือง จะใช้ きいろ (kiiro, 黄色)
- จริงๆ แล้ว นอกจากสีหลักๆ แล้ว สีอื่นๆ ในภาษาญี่ปุ่น ก็มักจะเรียกตามสิ่งของ คือเอาชื่อของที่เป็นตัวแทนสีนั้นมา แล้วตามด้วยคำว่า iro เช่น
- はいいろ (haiiro, 灰色) แปลว่า สีเทา คำว่า はい (hai, 灰) แปลว่า เถ้าถ่าน ถ้าสีน้ำตาลในญี่ปุ่น ก็จะเป็นสีน้ำชา เรียกว่า ちゃいろ (chairo, 茶色) ちゃ ก็คือชา
- ปัจจุบันสีชมพู มักจะใช้ว่า ピンク (pinku) แต่ญี่ปุ่นก็มีสีชมพูใช้ว่า ももいろ (momoiro, 桃色) คำว่า もも แปลว่า ลูกท้อ ซึ่งมีเปลือกสีแดงอ่อนๆ ออกชมพู
- เหลือสีอะไรอีก ส่วนใหญ่ก็จะตามภาษาอังกฤษแหละมั้ง เช่น オレンジ (orenji) ก็สีส้ม
- เจ้า @Gainsayer บอกมาว่าขาดสีม่วง สีม่วง ใช้ว่า むらさき (murasaki, 紫)
japanese
ภาษาญี่ปุ่น, สี, japanese
Recent Comments