Archive

Archive for May, 2008

ITS331 Info Tech I Lab

May 15th, 2008

วันก่อนเขียนเรื่อง ITS325 ไปแล้ว วันนี้ขอเขียนถึงวิชาที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องในเทอมหน้าอีกวิชาหนึ่ง คือ “ITS331 Information Technology I Lab” หรือที่เด็กๆ นิยมเรียกกันว่าแล็บดาตาเบส เพราะว่าเนื้อหาบางส่วนเกี่ยวข้องกับฐานข้อมูล แถมคนสอนก็สอนวิชาระบบจัดการฐานข้อมูลด้วย

วิชานี้เป็นการฝึกปฎิบัติที่เกี่ยวกับการใช้งาน database กับ web programming ขั้นต้น ดังนั้นเนื้อหาส่วนใหญ่ก็จะเน้นไปที่ LAMP เริ่มต้นตั้งแต่การติดตั้ง Linux ฝึกเขียน HTML/CSS และ Javascript ไปจนกระทั่งใช้ PHP กับ MySQL

เท่าที่ประสบมาในปีก่อน (ปีที่แล้วจะไม่ได้ดูแลโดยตรงเท่าไหร่) วิชานี้จะมีปัญหาอยู่พอสมควร คือเนื้อหาที่สอนอาจจะไม่ได้น่าสนใจมากนัก เด็กหลายๆ คน เรียนและฝึกด้วยตัวเอง จนกระทั่งใช้ linux หรือทำ web application ได้อยู่แล้ว ก็จะรู้สึกว่ามันไม่น่าสนใจ แต่ที่เหลือส่วนใหญ่จะไม่มีความรู้เกี่ยวกับพวกนี้เลย เรียกว่า พวกที่เป็นก็ทำเป็นจนทำงานได้แล้ว ไม่ต้องเรียนก็ได้ แต่พวกไม่เป็นก็ไม่เป็นอะไรเลยสักอย่าง ทำให้ลำบากอยู่พอควร นอกจากนี้แล็บนี้ยังเป็นแล็บแรกที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับวิชาเรียนโดยตรง คือไม่ใช่เรียนในวิชาบรรยายมา แล้วมาทำแบบฝึกหัดอย่างเดียว เหมือนแล็บในปีหนึ่งหรือปีสอง เนื่องจากเนื้อหาส่วนใหญ่ไม่ได้เกี่ยวกับวิชาฐานข้อมูล ที่นี้พอต้องสอนบรรยายในห้องแล็บ ปัญหาก็เกิดขึ้นเพราะนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ มีสิ่งต่างๆ มาดึงดูดความสนใจออกไปเยอะ

ในปีการศึกษาหน้า ก็เลยพยายามจะปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนใหม่ คือ การบรรยายในช่วงแรกจะทำในห้องบรรยาย อาจจะแค่ครึ่งหรือหนึ่งชั่วโมง ให้เข้ามานั่งฟังอธิบายต่างๆ ให้เรียบร้อยซะก่อน แล้วจึงแยกย้ายกันไปทำแบบฝึกหัดให้ห้องแล็บ คิดว่าน่าจะลดปัญหาหลายๆ อย่าง ส่วนเรื่องเนื้อหาก็พยายามจะเอาอะไรใหม่ๆ ใส่เข้ามาบ้าง เผื่อว่าจะทำให้มันดูน่าสนใจขึ้น

อีกคำถามหนึ่งที่ผมโดนถามทุกปี ก็คือ “ทำไมไม่สอน oracle ภาคฯ ข้างๆ เขายังสอนเลย” จริงๆ ผมก็เคยสอน oracle เหมือนกัน แต่สอนไปแล้วก็ไม่เห็นประโยชน์เท่าไหร่ เพราะถ้าเข้าใจแนวคิด เข้าใจ SQL จะใช้ DBMS ตัวไหนก็ไม่น่าจะต่างกันสักเท่าไหร่ สุดท้ายนี้เอาแผนคร่าวของแล็บมาแปะไว้หน่อยล่ะกัน

  1. Linux Installation + Tutorials
  2. HTML + CSS
  3. Javascript
  4. JQuery
  5. Introduction to PHP
  6. Midterm examination
  7. MySQL
  8. PHP with mySQL
  9. Cookie and Sessions
  10. Ajax with JQuery
  11. Project Development
  12. Final examination

Uncategorized

CHANGE

May 14th, 2008

CHANGE เป็นละครสามทุ่มวันจันทร์ (คนญี่ปุ่นนิยมเรียกว่า 月9 (เก็ทสึคุ)) เรื่องล่าสุด นำแสดงโดย “คิมูระ ทะคุยะ” จุดเด่นที่ทำให้ตั้งหน้าตั้งตารอดูละครเรื่องนี้ ก็คือจุดขาย ที่บอกว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าอยู่ๆ ครูประถม กลายมาเป็นนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น” ละครเรื่องนี้เสนอเรื่องราวเกี่ยวกับนักการเมือง และระบบการเมืองของญี่ปุ่น โดยมุ่งไปที่ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นตามชื่อเรื่อง (ชื่อเรื่องนี้คงอิงจากกระแสโอบามาด้วย)

ระบบการเมืองญี่ปุ่นก็ไม่ต่างจากการเมืองไทยเท่าไรนัก ผลประโยชน์ และเงินทอง ยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในหมู่นักการเมือง การจัดสรรตำแหน่งต่างๆ ก็เกิดจากการต่อรองผลประโยชน์ต่างๆ ทางการเมืองระหว่างมุ้ง กลุ่มการเมือง และพรรคร่วมรัฐบาล ถ้าผลประโยชน์ลงตัวอะไรก็เกิดขึ้นได้ ผมมักจะเห็นบ่อยๆ ว่า คนไทยเรามักจะแสดงความชื่นชมนักการเมืองญี่ปุ่นอยู่เสมอๆ ที่รีบลาออกเวลาเกิดข้อกล่าวหาในเรื่องความซื่อสัตย์หรือจริยธรรม แต่เท่าที่เคยเห็นมา ผมรู้สึกว่านักการเมืองญี่ปุ่นที่ลาออกส่วนใหญ่ ไม่ได้เกิดจากการสำนึกด้วยตัวเองสักเท่าไหร่ แต่เกิดจากการกดดันของสังคม และสื่อมวลชน ซึ่งกระแสเหล่านี้จะรุนแรงมาก จนกระทั่งอาจลุกลามไปถึงคะแนนนิยมของพรรคได้ อย่างนายกฯ คนที่แล้วของญี่ปุ่น ที่ไม่ยอมจัดการรัฐมนตรีที่มีปัญหา ทำให้พรรคถึงกับเสียเสียงข้างมากในสภาสูง นายกฯ ต้องก็ตัดใจลาออกไปหลังจากรับตำแหน่งได้ไม่ถึงปี ด้วยเหตุนี้เวลาเกิดปัญหาอะไรขึ้น ส่วนใหญ่พรรคจึงต้องรีบกดดันคนของตัวเอง หรือทำอะไรสักอย่างหยุดกระแสนี้ ก็เลยเกิดการลาออกขึ้นในที่สุด ผมรู้สึกว่าการเมืองไทยก็กำลังจะกลายไปในแนวทางนี้เช่นเดียวกับญี่ปุ่น เมื่อสังคมเริ่มรับรู้สิ่งต่างๆ มากขึ้น และพยายามผลักดันสิ่งต่างๆ ตามที่สังคมต้องการ

เข้ารกเข้าพงไปเยอะแล้ว กลับมาที่ละครดีกว่า ละครเรื่องนี้เริ่มด้วยอุบัติเหตุครั้งหนึ่ง ซึ่งทำให้ อะซะคุระ เคตะ ครูประจำชั้นป.5 ของโรงเรียนเล็กๆ ในจังหวัดนะงะโนะ สูญเสียพ่อ และพี่ชายอย่างกะทันหัน เหตุการณ์นี้ทำให้เคตะซึ่งไม่สนใจ (และเกลียด) การเมืองต้องเข้ามาสู่แวดวงการเมือง เพราะพ่อเป็นส.ส.หลายสมัยของจังหวัดฟุคุโอกะ จากไปพร้อมกับพี่ชายซึ่งเป็นทายาททางการเมืองของพ่อ เคตะตกปากรับคำลงสมัครเลือกตั้งซ่อม ด้วยคิดว่าถ้าสอบตกก็คงจะไม่มีใครสนใจ หรือมาวุ่นวายกับตัวเองอีก สุดท้ายพอไปเดินสายหาเสียง เคตะก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันของคู่แข่ง ซึ่งยกเอาข้อกล่าวหาว่าพ่อของเคตะรับเงินจากเอกชนมาโจมตี ในวันสุดท้ายของการหาเสียง เคตะจึงต้องปราศัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งเขาก็ยอมรับว่าตัวเองก็คิดว่าข้อกล่าวหานั้นเป็นเรื่องจริง ในตอนนั้นเคยถามแล้ว พ่อก็ไม่ปฎิเสธ แถมยังมีเหตุผลด้วยว่า “การเมืองต้องใช้เงิน” คำตอบนี้ทำให้เคตะเกลียด และพยายามหลีกหนีจากการเมือง เพราะคิดว่าไม่ควรจะมีเหตุผลอะไรก็ตาม ที่สามารถนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และไม่อยากสอนสิ่งเหล่านี้แก่เด็กๆ สุดท้ายเคตะขอโทษแทนพ่อในสิ่งที่พ่อทำลงไป เหตุการณ์ที่ส่งผลให้เคตะได้รับเลือกตั้งอย่างเฉียดฉิว ทั้งหมดนี้เป็นเนื้อหาในตอนแรก ซึ่งคงจะต้องติดตามต่อไปด้วยใจระทึก ว่าเคตะจะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้ยังไง และจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในการเมืองญี่ปุ่น

Uncategorized , ,

เมืองที่เคยไป

May 9th, 2008

เห็นพี่ฮุ้ยทำเลยลองดูบ้าง จำไม่ได้หมดเหมือนกันว่าไปไหนมาบ้าง แต่คร่าวๆ ก็คงประมาณนี้ เสียดายที่ไม่มีบ้านเกิดให้เลือก

Uncategorized, mac ,

ขอนแก่น

May 2nd, 2008

สองวันที่ผ่านมา หนีไปเที่ยวขอนแก่นมา จริงๆ จะว่าไปเที่ยวก็คงจะไม่ใช่ เพราะไม่ค่อยได้ไปเที่ยวเท่าไหร่ ต้องบอกว่างานนี้เป็นการไปเจอมากกว่า ต้นเหตุของงานนี้ก็ไม่มีอะไร แค่เกิดความเบื่ออยากหลุดจากความวุ่นวาย อยากชาร์ทแบตให้ตัวเองแค่นั้น พอนิโทรมาชวนว่าจะไปขอนแก่นกันไหม นัดพี่กรไว้แล้ว ก็ตกลงทันที (ใจง่ายไปไหมเนี้ยตู) แถมยังกระตือรือร้นไปจัดการซื้อตั๋วเองทุกอย่าง เนื่องจากไปวันธรรมดา ไม่มีเทศกาลอะไร ทำให้จองทุกอย่างได้ง่ายดาย ทั้งนี้เพื่อเป็นการประหยัดค่าเดินทาง ขาไปเลยไปทางรถ แต่กลับทางเครื่องบิน (ลุงแก่แล้ว ขากลับขอสบายนิดนึง) ทางรถก็ไปกับบริษัทนครชัยแอร์ เนื่องจากพี่กรแนะนำ และเคยได้ยินกิตติศัพท์มานาน แต่ไม่นึกว่าบริการจะดีเลิศขนาดไม่คิดว่าจะได้รับจากตั๋วราคา 525 บาท วิธีการจองตั๋วก็ง่ายมากๆ จะโทรไปจอง หรือจองผ่านอินเตอร์เน็ต หรือผ่านมือถือได้ทั้งนั้น ส่วนหลักการบริการก็ง่ายมากๆ คือทำให้มาตรฐานเหมือนบริการบนเครื่องบินมากที่สุด ประทับใจจริงๆ บริษัทอื่นๆ น่าจะเอาเยี่ยงอย่างบ้างนะ

ไปถึงขอนแก่นตอนตีห้า หลังจากหลับๆ ตื่นๆ ไปประมาณ 6 โมง (หลับมากกว่าตื่น เลยค่อยรู้เท่าไหร่ว่ารถวิ่งไปทางไหนยังไง) ตอนแรกกะว่ารออยู่ที่ท่ารถจนถึงซักหกโมง แล้วค่อยโทรไปหาพี่กร ที่ไหนได้แกมารอรับที่ประตูรถเลย (ขอบคุณจริงๆ ครับ) ไปถึงบ้านพี่กร นอนกันต่ออีกหน่อย พอเช้า พี่กรแกก็พาไปสำรวจมข. หรือที่เรียกกันว่า “มอดินแดง” เพิ่งรู้จากพี่ตี้ว่า “มอ” แปลว่า “เนินเขา” ตอนแรกคิดว่าย่อมาจาก “มหาวิทยาลัย” แล้วก็ยังได้รู้อีกว่ามหาวิทยาลัยขอนแก่นนี่มีพื้นที่กว้างจริงๆ ขนาดศูนย์รังสิตที่ว่ากว้างแล้ว หลบไปได้เลย น่าจะใหญ่ประมาณสองหรือสามเท่าของศูนย์รังสิตได้ เรียกว่าไปอยู่สองวัน ยังจำทางในมหาวิทยาลัยไม่ค่อยได้ และยังมีจุดเด่นก็คือมหาวิทยาลัยเหมือนตั้งอยู่กลางป่า มีต้นไม้ใหญ่เยอะมาก ร่มรื่นดีจัง อยากให้ศูนย์รังสิตร่มรื่นอย่างที่อื่นๆ บ้าง (แม้ว่าตัวเองจะไม่ค่อยได้ไปก็เถอะ)

การไปเที่ยวทั้งหมดก็จบลงตรงนี้ ที่เหลือก็เป็นอย่างที่บอกคือเป็นการไปเจอ พบปะ พูดจา กินข้าว จิบไวน์และเบียร์ (เพิ่งรู้อีกว่า (ไปคราวนี้อย่างกับ “กบนอกกะลา”) ที่ขอนแก่นมีโรงหมักเบียร์สไตล์เยอรมัน หอมมากๆ) ส่วนที่เหลือก็นั่งดูดีวีดี เวลาเจ้าบ้านทั้งสองคนต้องไปปฏิบัติราชการ ดูหนังไทยไปหลายเรื่อง เพิ่งรู้ว่าเดี๋ยวนี้หนังไทยหลายเรื่องก็พัฒนาแล้วนะ (แต่บางเรื่องก็ยังดูไม่รู้เรื่องเหมือนเดิม) เพิ่งได้ดู “รักแห่งสยาม” ด้วย หนังเครียดดี แต่เนื้อเรื่องเป็นเหตุเป็นผล และมีการดำเนินเรื่องที่ดีมากๆ แต่ก็ยังรู้สึกว่าฉากนั้นไม่เห็นจำเป็นเลย

เช้าวันที่สองหลังจากผิดศีลข้อห้าไปในคืนวันแรก ก็เลยไปทำบุญกันที่วัดป่าหนองหลุบ เอาข้าวไปถวายพระตอนเช้า พอดีฝนตก หลวงพ่อก็เลยเปรียบเทียบฝนที่ตกลงมา แล้วไหลไปรวมกัน กลายเป็นลำธาร เป็นแม่น้ำ เป็นทะเล เป็นมหาสมุทร กับสิ่งภายนอก รูป รส กลิ่น เสียง ที่เราสัมผัส ว่าทั้งหมดก็ไหลผ่านประสาทสัมผัส ไปรวมกันที่ใจ เราจะต้องฝึกใจไม่ให้ลุ่มหลง หรือคล้อยตามไปกับสิ่งภายนอกเหล่านั้น ฟังแล้วได้ข้อคิดเยอะทีเดียว

เขียนไปเขียนมา หลายเรื่อง มั่วไปหมดแล้ว สรุปไปขอนแก่นครั้งนี้ อาจจะไม่ได้เที่ยวทางกาย ไม่ได้ถ่ายรูปซักภาพเดียว แต่ได้ไปเที่ยวทางใจมากกว่า แค่ไปเจอหน้า ไปกินของอร่อยๆ (ถึงแม้ขอนแก่นอาจจะไม่มีที่เที่ยว แต่ของกินหลากหลายและอร่อยที่สุด กินกันตั้งแต่อาหารอีสาน ไปจนอาหารเยอรมัน) ไปนั่งคุยกัน (เนื่องจากสามในสี่ประกอบอาชีพเดียวกัน ก็เลยคุยกันเรื่องอาชีพออกรสไปอีกแบบ) ไปรำลึกความหลัง (ลุงแก่แล้ว) แค่นี้ก็ได้พลังชีวิตเพิ่มมาเยอะเลย

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณ นิ ผู้ริเริ่มโครงการ พี่ตี้ ที่เพิ่งกลับจากกรุงเทพมาเมาด้วย และที่มิอาจลืมได้คือ พี่กร เจ้าบ้านที่ต้อนรับอย่างสุดยอด แม้ตัวแกเองจะยุ่งอยู่มิน้อย

life ,