msgbartop
Just another blog of mine
msgbarbottom

28 Oct 08 Seishun-18 Ticket

รู้สึกว่าจะบ่นมาหลายอันแล้ว เขียนเรื่องที่มีประโยชน์บ้างดีกว่า หลังจากคราวที่แล้วพูดถึงตั๋ว Japan Rail Pass ซึ่งเป็นตั๋วรถไฟพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวระยะสั้นไปแล้ว คราวนี้ขอพูดต่อถึงตั๋ว Seishun-18 ซึ่งเป็นตั๋วพิเศษอีกประเภทหนึ่ง สำหรับผู้ที่ไปอาศัยระยะยาวในญี่ปุ่น รวมทั้งคนญี่ปุ่นด้วย

Seishun-18 เป็นตั๋วของบริษัท JR ซึ่งขายเป็นชุด หนึ่งชุดมีห้าใบ แต่ละใบราคาประมาณ 2000 เยน (ไม่ได้เช็คราคาที่แน่นอน) ตั๋วนี้จะใช้ได้เฉพาะช่วงเวลาที่กำหนดเท่านั้น เช่น ช่วงปีใหม่ที่คนจะเดินทางกลับบ้าน หรือช่วงปิดเทอมหน้าร้อน ซึ่งนักเรียนจะมีเวลาว่างกันประมาณสองเดือน เหมาะกับการเดินทางกลับบ้านหรือไปเที่ยวที่ไหน ตั๋วแต่ละใบจะใช้สำหรับผู้โดยสาร 1 คนใช้ได้กับรถธรรมดา หรือรถด่วนแบบไม่เสียค่าธรรมเนียม (ที่เรียกว่า 快速) ของ JR โดยจะขึ้นลงรถไฟกี่ครั้งก็ได้ภายในวันนั้น (หนึ่งวันนับตั้งแต่เวลาที่เริ่มใช้ จนกระทั่งหมดวันนั้น) ดังนั้นตั๋วแต่ละใบก็จะใช้ได้หนึ่งวัน ตั๋วหนึ่งชุดก็จะใช้ได้ 5 วันสำหรับผู้โดยสารคนเดียว หรือถ้าไปกับเพื่อนหลายคน ก็แบ่งกันใช้เช่นถ้าไป 5 คนก็ใช้วันละชุด ถ้าคนน้อยกว่านั้นก็สามารถคำนวณจำนวนชุดที่ต้องซื้อได้ โดยมีข้อแม้เดียวว่าทุกคนต้องเดินทางไปพร้อมกัน ผมอาจจะใช้คำผิด ที่ไปเรียกว่าเป็นชุด จริงๆ แล้วเขาจะให้ตั๋วมาแค่ใบเดียวตามรูป แต่ใช้ได้ 5 ครั้ง หรือ ใช้หลายคนพร้อมกัน ดังนั้นเมื่อมีตั๋วอยู่ใบเดียว ทุกคนก็ต้องเดินทางไปด้วยกัน

(Source: http://ja.wikipedia.org/wiki/%E7%94%BB%E5%83%8F:18_ticket.jpg)

ด้วยเหตุที่ตั๋วนี้ใช้ได้กับรถไฟธรรมดา ดังนั้นจึงจะต้องใช้เวลาเดินทางนานมาก จึงพ้องกับชื่อตั๋ว Seishun (青春) ซึ่งหมายถึงพวกวัยรุ่นนั่นเอง ผมเองก็เคยใช้ตั๋วนี้เหมือนกันแม้ว่าตอนนั้นจะไม่วัยรุ่นเท่าไหร่แล้ว (ตั๋วนี้เขาไม่ได้จำกัดอายุนะครับ แม้ว่าจะใช้ชื่อว่าวัยรุ่น แต่ใช้ได้ทุกวัยครับ) โดยใช้เดินทางไปเที่ยวฝั่งตะวันตกของญี่ปุ่น แต่เนื่องจากผมไม่ใช่วัยรุ่นเท่าไหร่ เราจึงเริ่มเดินทางด้วยการควักกระเป๋านั่งชินคันเซ็นไปลงที่ฮิโรชิมา แล้วค่อยๆ นั่งรถธรรมดาย้อนกลับมาเรื่อยๆ แวะพักตาม youth hostel ตามจังหวัดต่างๆ เช่น Okayama, Osaka, Kyoto, Nagoya ตอนนั้นรู้สึกจะใช้เวลาประมาณ 7 วัน นับว่าเที่ยวได้คุ้มเลย ช่วงแรกๆ แต่ละคนจะยังแรงดีกันอยู่ ก็จะเดินเที่ยวกันทั้งเมือง ช่วงหลังๆ นี่แทบจะฝากของไว้ที่ล็อคเกอร์ตลอด และพยายามเดินให้น้อยที่สุดตามสภาพร่างกาย :) ผมว่าข้อดีของการเที่ยวแบบนี้ก็คือประหยัด แล้วก็ได้ฝึกอะไรหลายๆ อย่าง ส่วนข้อเสียก็คืออาจจะเหนื่อย และใช้เวลามากไปหน่อย แต่ถ้าเป็นช่วงปิดเทอมก็ไม่น่าจะมีปัญหา

จุดที่สำคัญคือควรจะหาซื้อหนังสือตารางรถไฟของ JR และควรจะมีคนที่ดูตารางเก่งๆ ไปด้วย (ตารางมันออกแบบมาอ่านยากมากๆ) เพราะอาจจะสับสนกับเวลารถไฟได้ง่าย และยิ่งไปเที่ยวบ้านนอกถ้าพลาดรถไฟเที่ยวหนึ่งอาจจะต้องอีกหนึ่งหรือสองชั่วโมง เท่าที่จำได้เราจะพยายามเช็คเวลารถไฟทุกครั้งที่แวะสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อจะได้กะเวลาเที่ยวได้ถูกต้อง เรียกว่าจะต้องบริหารเวลาให้คุ้มค่ามากที่สุด มิฉะนั้นอาจจะเดินทางไปไม่ถึงที่พักที่จองไว้

Tags: ,

28 Oct 08 ทำงานไปเพื่ออะไร

เมื่อวันหยุดที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปนั่งกินก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำ แล้วก็มานั่งนึกว่าเราทำงานกันไปเพื่ออะไร เหตุที่นึกอย่างนั้นเพราะร้านนี้ขายทั้งก๋วยเตี๋ยวเนื้อ หมู และพวกน้ำดื่มต่างๆ โดยพี่น้องสามคน  ทั้งหมดเป็นผู้หญิงและไม่ได้แต่งงาน อายุอานามของป้าแต่ละคนก็น่าจะไม่ต่ำกว่า 70 ได้มั้ง ผมกินก๋วยเตี๋ยวไป ก็นั่งนึกไปว่าป้าทั้งสามคนแกขายก๋วยเตี๋ยวกันไปทำไม จะว่าทำเพื่อเงินก็ไม่ใช่ เพราะดูจากปริมาณคนที่มากิน ก็น่าจะมีรายได้อย่างนี้มานานพอสมควร ไม่น่าจะเดือดร้อนเรื่องเงิน จะทำเพื่อลูกหลานก็ไม่มีใคร อาจจะมีหลาน (ได้ยินว่าป้าแกมีน้องชายอยู่หนึ่งคน) แต่ก็ไม่น่าจะจำเป็นขนาดนั้น แถมสังขารของป้าแต่ละคนก็ใช่ว่าจะอยู่ในสภาพที่อำนวย เดินกันไม่ค่อยดีเท่าไหร่แล้ว แต่แกก็ยังยึดที่จะขายของทุกวัน ทั้งๆ ที่น่าจะเหนื่อยไม่น้อย แต่ก็ดูแต่ละคนมีความสุขกันดี ทำก๋วยเตี๋ยวไป คุยกันไปกับคนมาซื้อ สนุกสนาน ผมเลยเกิดความรู้สึกว่าป้าแกทำงานเพื่อสิ่งนี้ ทำงานเพื่อความสุขที่ได้ทำ จริงๆ แล้วการได้ทำงานทุกวันอย่างนี้ คงจะมีประโยชน์ข้างเคียงช่วยให้แกมีสุขภาพที่ดีและมีอายุยืนยาวขึ้นไปอีกเยอะ

พอนึกได้อย่างนี้ก็สะท้อนกลับมาที่ตัวเอง ว่าเราทำงานไปเพื่ออะไร แม้ผมอาจจะไม่ได้ทำงานเพื่องานแบบที่ป้าทั้งสามคนทำอยู่ ผมยังหวังเงินที่ได้จากการทำงานอยู่บ้าง แต่อย่างน้อยทุกวันนี้ได้ทำงานที่ตัวเองชอบ แม้ว่ามันจะมีอุปสรรค มีความยากลำบากอยู่บ้าง ผมยังมีความสุขอยู่ได้ตามอัตภาพ ขอจบไปแบบห้วนๆ อย่างนี้แหละ

Tags: ,

20 Oct 08 อาจารย์ใน Nodame Cantabile

วันนี้ดูละครเรื่อง Nodame Cantabile อีกรอบ เรื่องนี้กล่าวถึงอาจารย์สอนดนตรีอยู่ 3 คน คือ อาจารย์ทะนิโอะกะ (ที่ปรึกษาของโนะดะเมะ ซึ่งตามใจโนะดะเมะเสมอ แม้ว่าจะทำอะไรแปลกๆ อย่างเช่นง่วนอยู่กับการแต่งเพลงออกกำลังกาย แทนที่จะฝึกดนตรีคลาสิก) อาจารย์เอะโต (ที่ปรึกษาเปียโนของจิอะกิ ซึ่งเลื่องชื่อในการฝึกฝนนักเรียนให้เป็นสุดยอดฝีมือ) และสเตเซอร์มัน (สุดยอดวาทยากรระดับโลก ซึ่งมีวิธีการสอนไม่เหมือนใคร)

พอถึงตอนอาจารย์ทะนิโอะกะพูดถึงเหตุผลที่ยอมให้โนะดะเมะ ย้ายไปอยู่กับอ.เอะโต แล้วก็สะท้อนถึงตัวเอง ผมรู้สึกว่าคิดอะไรคล้ายๆ อ.ทะนิโอะกะในเรื่อง (แม้ว่าผมจะยังไม่มีความสามารถเท่าอ.ทะนิโอะกะก็เถอะ) หลักๆ ก็คือผมไม่มีความสามารถ และยังไม่มีแรงจูงใจพอ ที่จะชักจูง หรือบังคับให้นักเรียนเปลี่ยนแปลงตน เพื่อมุ่งไปยังเป้าหมายที่สูงกว่าที่เป็นอยู่ แถมบางทียังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจะชักจูงไปทางไหน ส่วนใหญ่ก็จะปล่อยให้แต่ละคน ล่องลอยกันไปตามแต่ใจจะใฝ่หา ผมอาจจะช่วยได้แค่ค่อยเสริมนิดหน่อย (ส่วนใหญ่ในแง่เทคนิค)

ตอนนี้ผมหวังว่า ต่อไปผมจะมุ่งมั่นมากขึ้น เข้าใกล้ความพยายามของอ.เอะโต ใส่ความมุ่งมั่นลงไปในนักเรียนได้มากกว่านี้ และหวังว่าสักวันหนึ่ง ผมจะมีความสามารถในการสอนได้ใกล้เคียงสเตเซอร์มัน

เฮ้อ…ดูละครแล้วรู้สึกว่าจะอินมากไปหน่อย :P

Tags: , , ,

19 Oct 08 จัดการการบ้าน (1)

เวลาผมให้นักศึกษาทำการบ้านเขียนโปรแกรม ผมมักจะให้ส่งการบ้านทางเมล เพราะคิดว่าสะดวกที่จะตรวจทางเมลมากกว่า จะทดสอบด้วยการรันโปรแกรมที่ส่งมาก็ได้ รวมทั้งยังสามารถใช้เครื่องมือต่างๆ ในการตรวจจับความคล้ายของโปรแกรมในกรณีที่ลอกกันมาได้อีกด้วย แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมา จะพบปัญหาต่างๆ ที่ทำให้ผมไม่อยากตรวจการบ้าน ก็คือ เมลที่แต่ละคนส่งมา จะมีรูปแบบหลากหลาย ไม่ค่อยตรงกับที่กำหนดให้ เช่น ไม่ตั้งชื่อไฟล์ตามที่กำหนด บางคนก็ใช้โปรแกรมบีบอัดแบบแปลกๆ มาให้ บางทีบอกให้ส่งเป็น plain text ก็จะมีคนเขียนใน MS Word แล้วเปลี่ยน extension เป็น .txt จนอ่านไม่ออก หรือกำหนดให้ส่งเป็น .jar แต่ไม่รู้ยังไงใช้ WinRAR ทำเป็น .rar แล้วเปลี่ยน extension เป็น .jar เฉยเลย สุดท้ายผมจะต้องมานั่งไล่เช็คไล่เก็บไฟล์ทีละฉบับ บางคนยังส่งมาหลายที แถมยังมีการใช้แอดเดรสเดียวกัน ส่งการบ้านหลายชุดแทนเพื่อนอีก ทำให้สับสนได้ง่ายมาก และเนื่องจากผมจะต้องสอนนักศึกษาไม่น้อยกว่า 70-80 คน จึงเสียเวลาไปกับเรื่องนี้เยอะมาก จนพาลไม่ค่อยจะอยากตรวจสักเท่าไหร่

เมื่อวานเลยนั่งคิดว่าจะทำยังไงกับการบ้านในเทอมที่จะถึงนี้ดี จะทำเป็นเว็บให้อัพโหลดไฟล์ ก็ขี้เกียจเขียนเว็บ สุดท้ายจึงตัดสินใจจะใช้เมลเหมือนเดิม แล้วไปเขียนสคริปต์ด้วย fetchmail กับ procmail หรือไม่ก็ maildrop เพื่อคัดแยกเมลที่ส่งมา ไปไว้ในไดเรคทอรีที่กำหนด แยก attachment ออกจากเมล โดยอาจจะใช้ Perl หรือไม่ก็โปรแกรม ripMime พร้อมทั้งตอบเมลกลับแบบอัตโนมัติว่าได้รับการบ้านแล้ว (ในกรณีที่ส่งมาถูกตามที่กำหนด) สุดท้ายหวังว่าจะช่วยให้จัดการกับการบ้านทางเมลได้สบายขึ้น แต่วิธีการทั้งหมดก็จะยังไม่สามารถจัดการกับกรณีที่ส่งไฟล์มาผิดประเภทได้ แต่ไม่เป็นไรเพราะมีคนแนะนำวิธีจัดการมาให้แล้ว ก็คือไม่ต้องตรวจให้ 0 ไปเลย คนแนะนำรับรองว่าแค่ทำเพียงครั้งเดียวก็จะส่งถูกต้องทุกคน จริงๆ แล้วยังไม่ได้เขียนสคริปต์ทั้งหมดหรอก แต่จะเอามาเล่าเรื่อยๆ วันนี้เล่าถึง fetchmail ก่อนล่ะกัน

โปรแกรม fetchmail เป็นโปรแกรมสำหรับดึงเมลจากเซิร์ฟเวอร์ (จะเป็นแบบ POP3 หรือ IMAP ก็ได้) มาไว้ที่เครื่องของเรา การทำงานของมัน ก็จะคล้ายๆ โปรแกรมอ่านเมลทั่วไป เพียงแต่ว่าเป็นแบบ command line ที่ให้โหลดเป็นครั้งๆ ไป และอาจจะกำหนดให้ทำงานเป็น daemon คอยเช็คและโหลดอยู่ตลอดเวลาได้ด้วย การใช้งานก็ง่ายมาก แค่กำหนดข้อมูลเซิร์ฟเวอร์ที่จะไปโหลดไว้ในไฟล์ .fetchmailrc เช่น

set daemon 300
poll mail.mydomain.com protocol pop3 user "myname" password "mypassword"
mimedecode
mda "/usr/bin/maildrop"
no keep
fetchall

จะเป็นกำหนดให้อ่านเมลทั้งหมดจากเซิร์ฟเวอร์ด้วยโปรโตคอล pop3 ตามที่กำหนด จากนั้นส่งเมลที่ได้ทีละฉบับไปยังโปรแกรม maildrop ซึ่งเราจะสามารถกำหนด regular expression สำหรับคัดแยกเมลได้ ทีนี้จะเขียนวิธีการคัดแยกทำยังไงเอาไว้ต่อคราวหน้าล่ะกัน

Tags: , , , ,

30 Sep 08 TokyoTech Dormitories in Yokohama

วันนี้เจ้า @Gainsayer ซึ่งเพิ่งจะไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว มาถามว่าจะเดินจากหอพักไปสถานี Aobadai ยังไง ตอนแรกก็ตอบไปตามความจำ (จริงๆ พรุ่งนี้ก็ครบสิบปีแล้วสินะ ) แต่ด้วยความอยากรู้อยากเล่น เลยลองใช้ Google Maps ดู สุดท้ายลองสร้างแผนที่ของตัวเอง แล้วก็ทำเส้นทางเดินไว้ด้วย เลยเอามาแปะไว้หน่อย เผื่อจะเป็นประโยชน์กับรุ่นน้อง

หอพักทั้งสองแห่งในแผนที่นี้ คือ หอ Umegaoka และ Shofuu เป็นหอพักสำหรับนักเรียนต่างชาติที่เพิ่งเคยเดินทางมาญี่ปุ่นครั้งแรกของ TokyoTech (Tokyo Institute of Technology) ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอ Yokohama จังหวัด Kanagawa ห่างจากมหาวิทยาลัยประมาณ 1 ชั่วโมง ด้วยรถไฟฟ้าสาย Den-en toshi ของบริษัทโตคิว (อันเดียวกับที่อยู่ข้างมาบุญครองนั่นแหละ) หอ Umegaoka จะอยู่ใกล้กับสถานี Fujigaoka ซึ่งถึงก่อน ส่วนหอ Shofuu จะอยู่ใกล้กับสถานี Aobadai แต่เนื่องจากสถานีนี้เป็นสถานีใหญ่กว่า รถด่วนจะจอดที่สถานีนี้ด้วย ทำให้สมัยก่อนมีหลายคนเดินจากหอ Umegaoka ไปขึ้นรถไฟที่นี่ทุกวัน

ดูแล้วคิดถึงความหลังหว่ะ อยากกลับไปเรียนอีก ขี้เกียจทำงานแล้ว แต่ตอนเรียนก็เฝ้าแต่คิดว่าเมื่อไหร่ตูจะจบซะที จะได้ไม่ต้องทนไม่ต้องพยายามอีกต่อไป จริงๆ ถ้าให้ไปเรียนต่อตอนนี้คงแย่เหมือนกัน เพราะความแก่กับความขี้เกียจครอบงำเยอะมาก แต่ถึงเรียนจบก็ยังต้องพยายามต่อไปอยู่ดีแหละ แม้ว่าอาจจะไม่กดดันเท่าเดิม


View Larger Map

Tags: , ,